วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2550

ในหลวงของไทยครองตำแหน่งนักลงทุนอันดับ1ของประเทศ

โดย. วิลเลียม เมลเลอร์ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก

(*บลูมเบิร์กเป็นสำนักข่าวด้านการเงินการลงทุนที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆของโลก-ผู้แปล)

ทุกวันจันทร์ในประเทศไทย จะเป็นวันที่พสกนิกรชาวไทยต่างพร้อมใจเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตรยิ์ซึ่งครองสิริราชย์สมบัติยาวนานที่สุดในโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล เนื่องจากว่าพระองค์ทรงพระราชสมภพในวันจันทร์และในฐานะประชาชาติในหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามทางเดิน บนนขบวนรถไฟ เรือโดยสาร และร้านรวงขายผักผลไม้ จะดารดาษไปด้วยสีเหลือง นับแต่ประธานบริษัทไปยันนักการภารโรงที่ต่างสวมใส่เสื้อเหลือง เพื่อแสดงถึงความสักการะสูงสุดต่อพระเจ้าอยู่หัว

นักลงทุนเองต่างก็พบความน่าสนใจประการหนึ่งเกี่ยวกับในหลวงของไทยด้วย นั่นก็คือว่าการถือครองสิริราชย์สมบัติผ่านทางสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กว่า5,000ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเรืองนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความผันผวนใดๆในประเทศไทย

ในเดือนกันยายน2549 คณะทหารได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของทักษิณ ชินวัตร แบบไม่มีการนองเลือด,ตลาดหุ้นไทยซึ่งเคยบวกแรงไปกว่า136% ในปี2546 นับเป็นตลาดหุ้นที่ขึ้นได้แรงที่สุดในโลกในปีนั้น พอเกิดรัฐประหารได้ตกลง15% หรือมูลค่าการตลาดหายไป23พันล้านเหรียญภายในวันเดียว แต่เมื่อวันที่31กรกฎาคม2550 ดัชนีตลาดหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ที่859.76 จุด เป็นการปรับตัวขึ้นมาราว27%นับแต่ต้นปีนี้ แต่ก็ยังมาได้แค่ครึ่งทาง จากที่เคยทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ไว้ที่1,753จุด เมื่อปีพ.ศ.2537 ก่อนที่ไทยจะเจอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จนต้องลดค่าเงินบาทในปี2540 ส่งผลสะเทือนให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินทั่วภูมิภาคเอเชีย

นับแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทยซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ2ในบรรดา10ประเทศอาเซียน ก็ต้องมาเจอกับการต่อสู้เรียกร้องอิสระของกองโจรมุสลิมชายแดนภาคใต้ ในขณะที่คนไทยนับถือพุทธมากกว่า90% คณะทหารเมื่อเข้ามายึดอำนาจขับทักษิณออกไปแล้วก็มีการประกาศสวาะฉุกเฉินหลายพื้นที่ รวมทั้งปิดสภา แม้จะมีความยุ่งยากนานาประการ กระนั้นก็ดีหุ้นที่ในหลวงถืออยู่ก็ยังแข็งแกร่งกว่าสภาวะของตลาด

“เพชร”

“ในหลวงทรงเป็นเพชรสำหรับสังคมไทย”
จูดี้ เบนน์ กรรมการสภาหอการค้าอเมริกัน-ไทยกล่าวแสดงความเห็น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดกว่า30%ในหุ้นเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพนักงานในเครือกว่า24,000คน ผลิตสินค้านับตั้งแต่เคมีภัฑ์ ไปยันวัสดุก่อสร้างสารพัด ราคาหุ้นSCCหรือเครือซิเมนต์ไทยซื้อขายกันที่272บาท ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2550 นับจากที่เคยลงไปต่ำสุดที่17บาทในปี2541 หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี40 เมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่ดัชนีหุ้นไทยลงไปแย่สุดในปี2541 ส่วนหุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ หรือSCB ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ3ของไทย และในหลวงทรงถือหุ้นอยู่21%ก็ปรับตัวเพิ่มมากถึง41%นับแต่ต้นปีถึงวันที่31กรกฎาคม2550 ส่วนเทเวศร์ประกันภัย ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินฯถืออยู่87% ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า28%นับแต่ต้นปี และขึ้นมามากถึง500%นับจากปี2541หากนับหุ้นที่ถือผ่านสำนักงานทรัพย์สินฯแล้ว ก็จะคิดเป็น7.5%ของมูลค่าตลาดรวมของตลาดหุ้นไทย

“ซื้อหุ้นไทย”

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมแล้วตลาดหุ้นไทยยังตามหลังตลาดหุ้นส่วนใหญ่อยู่มาก ณ 31 กรกฎาคม2550 ตลาดหุ้นไทยนับว่ายังถูกที่สุดเมื่อพิจารณาจากค่าP/E(อัตราส่วนของราคาหารด้วยกำไรของบริษัทในตลาด)ของตลาดหุ้นย่านเอเชีย 14 ประเทศ โดยมีค่าP/Eที่12.6เท่า ยิ่งหากไปเทียบกับตลาดหุ้นเซินเจิ้น และตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ของจีนที่เทรดอยู่ ณ ระดับ38.5เท่า ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าหุ้นไทยถูกมากนักวิเคราะห์ในโบรกเกอร์HSBCที่มีฐานในลอนดอน และนักวิเคราะห์จากMcquarieที่มีฐานในซิดนีย์ได้พากันแนะนำให้ลูกค้าเข้ามาลงทุนในหุ้นไทย

“ตอนนี้เป็นเวลายอดเยี่ยมที่จะซื้อหุ้นไทย”ดั๊ก บาร์เน็ตต์ กรรมการผู้อำนวยการเควสต์แมเนจเมนต์ ซึ่งมีวงเงินลงทุน300ล้านเหรียญฯในกองทุนโฟกัสไทยอิควิตี้เผย ทำนองเดียวกับมหาเศรษฐีหุ้นฮูเลี่ยน โรเบิร์ตสัน และจอห์น เทมเพิลตัน ที่กล่าวว่า”หุ้นไทยถูกมาก ยังจะวิ่งได้อีกราว40% ถึงจะไปทันราคาเฉลี่ยของตลาดหุ้นอื่นๆในย่านเอเชีย”

ประชาธิปไตยจะกลับมา?

“ตลาดหุ้นไทยจะขึ้นไปได้อีก50%”แกรี อีแวนส์ นักกลยุทธ์ของHSBCที่มีฐานในฮ่องกงกล่าว โดยเขาบอกว่ามีโอกาสมากกว่า70%ที่การฟื้นฟูประชาธิปไตยในไทยจะบรรลุผลสำเร็จ

การฟื้นฟูประชาธิปไตยดูมีความก้าวหน้าขึ้น โดยเมื่อวันที่6กรกฎาคม2550 สภาของระบอบปกครองเผด็จการได้สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหากผ่านการลงประชามติ การเลือกตั้งทั่วไปก็คาดว่าจะมีขึ้นภายในวันที่25พฤศจิกายนนี้เป็นอย่างเร็ว ทั้งนี้จากการเปิดเผยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

นักลงทุนซึ่งตกใจกลัวจากเหตุการณ์รัฐประหารก็กำลังเฝ้าจังหวะที่จะกลับมาช้อนซื้อหุ้นไทยอยู่ แต่ระหว่างนั้นก็เข้าไปลงทุนในหุ้นที่ในหลวงทรงถือหุ้นใหญ่อยู่ เนื่องจากมีความเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงอยู่ในพระราชบัลลังก์มาอย่างมั่นคงกว่า61ปีแล้ว ก็นับว่าเป็นหุ้นที่ปลอดภัยที่สุดของประเทศไทย รวมทั้งเป็นประเทศเกษตรและอุตสาหกรรมที่มีความน่าเชื่อถือ โดยเป็นทั้งประเทศที่ส่งออกข้าวใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นศูนย์หกลางการผลิตยานยนต์ของภูมิภาคอาเซียน

“ตอนนี้ดัชนีตลาดหุ้นไทยยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อปี2537อยู่มากถึง60%”ดร.มาร์ค โมเบียส ซึ่งเป็นผู้บริหารกองทุนมูลค่ากว่า320พันล้านเหรียญฯให้กับเทมเพิลตันแอสเซ็ทแมเนจเม้นต์ในสิงคโปร์กล่าว และเปฌ็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดในกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทย รวมทั้งหุ้นที่ในหลวงทรงถือหุ้นใหญ่ด้วยคือเครือซิเมนต์ไทย และธนาคารไทยพาณิชย์

“เป็นที่รู้กันดีว่าหุ้นของบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่โดยพระราชวงศ์ของไทยที่ได้รับการสักการบูชาสูงยิ่งก็จะได้รับการเอื้ออำนวยในด้านต่างๆด้วย”โรเบิร์ต เพนนาลูซา ประธานบริหารของกองทุนอะเบอร์ดีน แมเนจเม้นต์ ที่มีฐานในกรุงเทพฯกล่าว“เราได้พบคุณค่าที่น่าดึงดูดใจในหุ้นเหล่านี้”เพนนาซูลาซึ่งบริหารเงินลงทุนกว่า2.2พันล้านเหรียญฯ รวมทั้งหุ้นSCC SCBกล่าว

กษัตริย์ของไทยทรงอยู่ในราชบัลลังก์อย่างมั่นคง แม้ว่าจะ ผ่านการยึดอำนาจรัฐประหารมากว่า18ครั้ง และการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมา26คน นับแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ประชาธิปไตยเมื่อปี2475 แม้จะมีการออกกฎหมายจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์ให้อยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนประเทศอังกฤษ

ยุวกษัตริย์พระชนม์18

ในปี2476 พระปกเกล้าฯทรงสละราชสมบัติ และพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระเชษฐาของในหลวงองค์ปัจจุบันได้ทรงสืบราชบัลลังก์มาร่วม10ปี โดยเสด็จไปประทับในสวิตเซอร์แลนด์ระหว่างรับราชสมบัติ แต่ในปี2488ได้เสด็จนิวัติประเทศไทยเพื่อทำพิธีราชาภิเษก 6เดือนถัดมาพระองค์เสด็จสวรรคตบนเตียงในพระราชวังบรมพิมานที่กรุงเทพฯ โดยต้องกระสุนปืนที่วางอยู่ข้างพระวรกาย มีชาย3คนถูกจับกุมตัวและต้องหาว่ากระทำการลอบปลงพระชนม์ และถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าการสิ้นพระชนม์นั้นยังเป็นปริศนาดำมืด

เมื่อในหลวงภูมิพลทรงพระชนมายุ18พรรษานั้น ไทยเกือบจะไร้กษัตริย์ ทั้งนี้จากการเปิดเผยของมีชัย วีระไวทยะ อดีตประธานธนาคารกรุงไทย แบงก์ใหญ่ดันดับ2กล่าวในหลวงภูมิพลซึ่งศึกษาในวิชารัฐศาสตร์,รัฐประศาสนศาสตร์และกฎหมายในมหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต้องทรงพระราชอุตสาหะในการเสด็จกลับมาฟื้นฟูพระเกียรติแห่งราชบัลลังก์ ทรงเสด็จไปยังท้องถิ่นทุรกันดารของประเทศ จัดตั้งฟาร์ม สนับสนุนการชลประทานเพื่อการประมง และสนับสนุนฟื้นฟูชนบทซึ่งกว่าครึ่งอยู่ในสภาพยากจนข้นแค้นสมาชิกในพระราชวงศ์ได้ผลักดันให้รัฐบาลคืนทรัพย์สินที่ดินและหลักทรัพย์ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ถูกยึดไปนับแต่ปี2475 ด้วยความที่เป็นที่ชื่นชมพระบารมีอย่างสูงยิ่ง ทำให้พระราชบารมีเป็นที่แผ่ไพศาลมั่นคง ทั้งนี้จากการรายงานของพอล แฮนด์ลีย์ ผู้เขียนหนังสือ The King Never Smile
สิริราชย์สมบัติ

ในปัจจุบันพระเจ้าอยู่หัวทรงมีที่ดิน13,000เอเคอร์ ในนั้นกว่า3,000เอเคอร์อยู่ในเขตกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของไทย โดยพื้นที่บางแห่งมีมูลค่ากว่า30ล้านเหรียญต่อเอเคอร์ ทั้งนี้จากการประเมินของบริษัทซีพีริชาร์ดเอลลิส บริษัทโบรกเกอร์ด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก

พื้นที่บางส่วนถูกนำไปพัฒนาเป็นศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นช็อปปิ้งมอลล์ใหญ่ที่สุดของประเทศ,สวนลุมไนต์บาร์ซ่า พื้นที่ยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ,พื้นที่ถนนราชดำเนินอันเต็มไปด้วยตึกสวยงามและสถานที่ตั้งสำนักงานทรัพย์สินฯ แลโรงแรงโฟร์ซีซั่น และโรงแรมดุสิตธานี

พระเจ้าอยู่หัวยังทรงถือหุ้น87%ในโรงแรมเคมเพนสกี้ ซึ่งมีฐานมาจากมิวนิคด้วย ผ่านทางบริษัทCPB EQUITY ทั้งนี้รายงานในปี2548ระบุว่าเคมเพนสกี้ในไทยมีมูลค่ากว่า716ล้านเหรียญฯ

ตีโต้ได้อย่างน่าทึ่ง

“พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลทรงรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง”คริส เบเกอร์ นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนเรื่อง”ประวัติศาสตร์ไทย”
ร่วมกับดร.สุก พงษ์ไพจิตร โดยชี้ว่า”สำนักงานทรัพย์สินฯคือองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

ด้วยพระราชสิริราชย์สมบัติทั้งหมดที่มีอยู่ พระเจ้าอยู่หัวกลับไม่มีพระราชประสงค์จะทำตัวเป็นดั่งมหาเศรษฐีทั่วไป พระองค์ท่านเสวยข้าวที่ไม่ด่านโรงสีไฟฟ้าเพื่อดำรงพระชนม์ชีพ ทั้งนี้จากหนังสือของแฮนด์ลีย์ หลังจากพระเชษฐาเสด็จสวรรคต พระองค์และสมาชิกพระราชวงศ์ชั้นในได้ย้ายออกจากพระราชวังทองไปอยู่ในพื้นที่60เอเคอร์ซึ่งเล็กกว่าพระราชวังเดิม ต่อมาเรียกว่าพระราชวังสวนจิตรลดา ซึ่งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ
พระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยังต่างประเทศเพียงหนเดียวเท่านั้นในรอบ40ปีที่ผ่านมา นั่นคือประเทศลาว ซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ในทางตรงกันข้ามพระองค์ท่านได้พุ่งความสนพระราชหฤทัยไปยังสิ่งที่ได้สถาปนาขึ้นใหม่ และพระองค์เรียกว่า”เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งก็คือเศรษฐกิจที่เน้นความมั่นคงและพัฒนาอย่างยั่งยืนมากกว่าเน้นการเจริญเติบโตแบบมืดบอด และมีความเสี่ยงสูงมากกว่า

(รายงานข่าวถัดจากนี้เป็นเรื่องยั่วล้อว่าหากบางทีสำนักงานทรัพย์สินฯจะใส่ใจในทฤษฎีใหม่บ้างคงดีไม่น้อย และว่าเนื่องจากไทยอยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมโลกเลยหนีไม่พ้นความเสี่ยงสารพัด รวมทั้งการที่ค่าเงินบาทแข็งก็ส่งลกระทบต่อกำไรของทั้งเครือซิเมนต์ไทย และแบงก์ไทยพาณิชย์ให้หดตัวลงมากในช่วงครึ่งแรกของปี2550ด้วย แต่ทว่าราคาหุ้นกลับขึ้น เพราะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับนักลงทุน)

สยามยามอดีต

สิริราชย์สมบัติทั้งปวงนั้นสืบทอดมานับแต่ไทยยังเป็นราชอาณาจักรสยาม และระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเจ้าของทุกสิ่งอย่าง พระราชวงศ์จักรีนั้นสถาปนาโดยพระรามาธิบดีที่1ซึ่งเป็นพระราชบรรพบุรุษของในหลวงองค์ปัจจุบัน ที่คนในโลกตะวันตกรู้จักดีคือคิงมงกุฎ รัชกาลที่4 ซึ่งถูกนำไปสร้างเป็นละครเพลง”เดอะคิงแอนด์ไอ”และสร้างเป็นภาพยนตร์ในปีค.ศ.1956 โดยมียูล บรีนเนอร์รับบทเป็นคิงมงกุฎ แต่ก็ถูกห้ามฉายในประเทศไทย

กษัตรย์องค์ที่5ของพระราชวงศ์จักรี คือคิงจุฬาลงกรณ์นั้นทรงสถาปนาสำนักงานพระคลังข้างที่ขึ้นมาในปีค.ศ.1890 นักประวัติศาสตร์คือนายเบเกอร์อธิบายว่า เป็นสำนักงานการลงทุนแห่งแรกของกษัตริย์ และในปีค.ศ.1906หรือพ.ศ.2449กว่า100ปีที่แล้วสมาชิกในพระราชวงศ์ได้ก่อตั้งแบงก์สยามกัมมาจล หรือธนาคารไทยพาณิชย์ขึ้น

สละราชสมบัติ,สวรรคตพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่6 กษัตริย์วชิราวุธ และเป็นพระปิตุลาในหลวงองค์ปัจจุบันด้วย ก่อตั้งบริษัทปูนซิเมนต์สยามขึ้นในปี2453 โดยเมื่อแรกเริ่มดำเนินธุรกิจบรรทุกไม้และขนส่งตามแม่น้ำลำคลอง การสละราชสมบัติของรัชกาลที่7 และการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่8 สร้างให้ในหลวงภูมิพลเป็นที่รู้จักในพระนามรัชกาลที่9 พระองค์เสกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิตติยากร บุตรีทูตไทยในฝรั่งเศส และทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดา4พระองค์เช่นเดียวกับชายไทยทั่วไป พระองค์ได้ทรงออกผนวชเป็นพระภิกษุอยู่2สัปดาห์ ส่วนการผ่อนคลายพระราชอิริยาบถนั้นพระองค์ท่านทรงโปรดแซกโซโฟนในดนตรีแจซ



บทความสรุปลงท้ายว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามด้วยพระบารมีของในหลวงก็ได้ทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างประเทศได้พบคุณค่าสำคัญประการหนึ่ง นั่นก็คือความมั่นคงในพระราชบัลลังก์อันยาวนาน สามารถ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆมาได้และเพิ่มพูนพระราชอำนาจพระราชบารมี ก็ทำให้นักลงทุนเหล่านั้นต่างเห็นว่าแม้บ้านเมืองของไทยจะเป็นอย่างไร แต่หุ้นที่ในหลวงทรงถืออยู่นั้นมั่นคงปลอดภัยสำหรับการลงทุนเสมอ

(ความสุดท้ายนี้ท่าจะจริงครับ เมื่อวานตอนที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กออกรายงานข่าวนี้ และหุ้นไทยตกหนักกว่า30จุดนั้น หุ้นSCCไม่ตกซักบาท ส่วนหุ้นไทยพาณิชย์ ตกแต่พองาม2บาทต่อหุ้น โดยมีแรงซื้อหนุนอยู่ตลอดเวลาที่ข่าวนี้เผยแพร่ไปทั่โลก)
http://www.bloomberg.com/apps/news?pid=20602005&sid=aZ0o4kBLphDs&refer=world_indicesTo contact the reporter on the story: William Mellor in Beijing at wmellor@bloomberg.net


นานาความเห็นต่อบทความของ วิลเลียม เมลเลอร์ โดย คนหลายๆ คน..


คิงและควีนทุกประเทศในยุโรปและประเทศที่พัฒนาแล้ว ได้รับเงินปีและต้องลงทุนในธุรกิจหลายประเภท แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าเงินปีที่ประชาชนถวายให้ในฐานะประมุขของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีค่าน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับเงินปีที่ประชาชนถวายให้กับคิงและสมาชิกราชวงศ์ของประเทศด้อยพัฒนาประเทศนี้ ทั้งๆ ที่ประเทศด้อยพัฒนาประเทศนี้มีคนจนมากมาย อีกทั้งทุกพระองค์ได้รับอภิสิทธิ์ในการยกเว้นภาษีเงินได้ ในขณะที่คิงและควีนและสมาชิกในราชวงศ์ในประเทศพัฒนาแล้วต้องเสียภาษีเงินได้มากกว่า 40 เปอร์เซนต์ นอกจากนี้ประชาชนตาดำๆ ในประเทศนี้ยังต้องถวายเงินทุกบาททุกสตางค์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิกในราชวงศ์ เพื่อแสดงความจงรักภักดี อาทิ โครงการในพระราชดำริทุกโครงการ ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบและประเมินผลได้ โครงการประชาสัมพันธ์พระราชกรณียกิจและพระกรณียกิจของทุกพระองค์ เป็นต้น อีกทั้งสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นนิติบุคคลที่ได้รับการยกเว้นการเสียภาษีเงินได้ ข้อมูลจากนิตยสาร Elsevier ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของประเทศเนเธอร์แลนด์บอกว่า ควีนเบียทริกซ์ มีเงินปีที่ได้รับการถวายในการดำรงตำแหน่ง 762000 ยุโรต่อปี ซึ่งต้องเสียภาษีมากกว่า 40 เปอร์เซนต์ (ไม่รวม operational cost ของสำนักพระราชวังอีก 3306000 ยุโรต่อปี) แตกต่างจากงบประมาณที่ประชาชนตาดำๆ ในประเทศนี้ถวายให้กับสำนักพระราชวังสำหรับเป็นค่าขนมสำหรับทุกพระองค์และค่าใช้จ่ายทุกประเภทมากกว่าหมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งเทียบกันไม่ได้เลยกับงบประมาณในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยเฉพาะงบพัฒนาชนบท ขอทรงพระเจริญ ขอเป็นข้าพระบาททุกชาติไป....

*********

ปีนี้รัฐบาลอังกฤาประกาศออกมาว่าค่า maintenence monarchy ของอังกฤษคือ เงินที่ประชาชนเสียภาษีไปนั้นจัดให้ราชวงค์ เท่าราคาสแตมป์ first class (one day post) สองดวง ดวงหนึง สี่สิบสอง pence คิดเป็นเงิน เกือบเจ็ดสิบบาทต่อประชาชนที่เสียภาษีต่อปี ตอนนีเค้าเลยถกกันว่าประชาชนเต็มใจจ่ยให้มั้ย เรื่องแบบนี้เค้าก็ถกกันในหมู่ประชาชนทั่วไป ดูโทรศัพท์ไปคุยตามรายการทอล์คต่าง ๆ เป็นเรื่องปกติ เมื่อไหร รัฐบาลไทยจะสรุปให้เรารู้ได้ว่า เงินภาษีที่เสียไป ประชาชนแต่ละคนต้องจ่ายเท่าไหร่เพื่อดำรงครอบครัวนี้ไว้ในสังคมเรา

**************

งบประมาณของสำนักพระราชวัง

ปี 2502--------32,836,049 บาท
ปี 2522-------126,185,900 บาท
ปี 2523-------141,151,100 บาท
ปี 2524-------165,683,100 บาท
ปี 2525-------184,922,000 บาท
ปี 2526-------235,286,000 บาท
ปี 2527-------312,911,700 บาท
ปี 2528-------281,435,000 บาท
ปี 2529-------340,980,000 บาท
ปี 2530-------387,734,790 บาท
ปี 2531-------358,685,300 บาท
ปี 2533-------450,372,100 บาท
ปี 2534-------517,515,900 บาท
ปี 2535-------623,176,400 บาท
ปี 2536-------829,365,200 บาท
ปี 2537-------815,711,600 บาท
ปี 2538-------933,229,700 บาท
ปี 2539-------907,461,000 บาท
ปี 2540-------944,400,000 บาท
ปี 2541-------987,516,500 บาท
ปี 2542-------961,575,400 บาท
ปี 2543------1,028,315,500 บาท
ปี 2544------1,058,540,000 บาท
ปี 2545------1,136,536,600 บาท
ปี 2546------1,209,861,700 บาท
ปี 2547------1,275,948,400 บาท
ปี 2548------1,501,472,900 บาท
ปี 2549------1,676,888,800 บาท
ปี 2550------1,945,122,400 บาท

ปี 2502-2544 จาก http://www.kodmhai.com/m4/m4-3/thailaw4-3.html
ปี 2544-2550 จาก http://www.bb.go.th/bbhome/page.asp?option=content&dsc=%C3%D2%C2%C5%D0%E0%CD%D5%C2%B4%BB%C3%D0%A1%CD%BA+%BE%C3%BA%2E+%A7%BA%BB%C3%D0%C1%D2%B3%C3%D2%C2%A8%E8%D2%C2%BB%C3%D0%A8%D3%BB%D5&folddsc=29003

แยกรายจ่ายเฉพาะปี 50

กรม : สำนักพระราชวัง ผลผลิต : ความสะดวกแด่พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
รายละเอียดงบประมาณจำแนกตามงบรายยจ่าย

1. งบบุคลากร 835,701,700 บาท
1.1 เงินเดือนและค่าจ้างประจำ833,201,700 บาท
1.2 ค่าจ้างชั่วคราว2,500,000 บาท

2. งบดำเนินงาน 339,869,300 บาท
2.1 ค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ156,432,500 บาท

(1) ค่าเช่ารถยนต์ส่วนกลาง 24 คัน4,635,200 บาทงบประมาณทั้งสิ้น23,176,000 บาทปี 2549 ตั้งงบประมาณ4,635,200 บาทปี 2550 ตั้งงบประมาณ4,635,200 บาทปี 2551 ผูกพันงบประมาณ4,635,200 บาทปี 2552 ผูกพันงบประมาณ4,635,200 บาทปี 2553 ผูกพันงบประมาณ4,635,200 บาท

(2) ค่าเช่ารถยนต์ส่วนกลาง 23 คัน5,110,700 บาทงบประมาณทั้งสิ้น25,553,500 บาทปี 2550 ตั้งงบประมาณ5,110,700 บาทปี 2551 ผูกพันงบประมาณ5,110,700 บาทปี 2552 ผูกพันงบประมาณ5,110,700 บาทปี 2553 ผูกพันงบประมาณ10,221,400 บาท2.2 ค่าสาธารณูปโภค183,436,800 บาท

3. งบลงทุน 9,162,200 บาท
3.1 ค่าครุภัณฑ์ ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง9,162,200 บาท
3.1.1 ค่าครุภัณฑ์5,979,700 บาท

3.1.1.1 ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่ง2,639,700 บาท
(1) ครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่งที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาทรวม 1 รายการ (รวม 1 หน่วย )810,000 บาท
(2) รถบรรทุก (ดีเซล) ขับเคลื่อน 2 ล้อ ขนาด 2 ตัน 6 ล้อ แบบด้านหลังเป็นตู้ทึบประตูเปิด 2 บาน 1 คัน1,829,700 บาท

3.1.1.2 ครุภัณฑ์งานบ้านงานครัว1,270,000 บาท
(1) ครุภัณฑ์งานบ้านงานครัวที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาทรวม 1 รายการ (รวม 12 หน่วย )1,270,000 บาท

3.1.1.3 ครุภัณฑ์อื่น ๆ2,070,000 บาท
(1) ครุภัณฑ์อื่น ๆที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาทรวม 11 รายการ (รวม 56 หน่วย )2,070,000 บาท

3.1.2 ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง3,182,500 บาท3.1.2.1 ค่าปรับปรุงอาคารที่ทำการและสิ่งก่อสร้างประกอบ3,182,500 บาท(1) ค่าปรับปรุงอาคารที่ทำการและสิ่งก่อสร้างประกอบที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 10 ล้านบาทรวม 3 รายการ (รวม 3 หน่วย )3,182,500 บาท

4. งบเงินอุดหนุน 756,889,200 บาท
4.1 เงินอุดหนุนทั่วไป756,889,200 บาท
1. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับ280,000,000 บาท
2. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานที่ประทับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมาร180,000,000 บาท
3. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระองค์65,625,000 บาท
4. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินปีพระบรมวงศานุวงศ์57,856,000 บาท
5. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในพระราชฐานต่างจังหวัด100,000,000 บาท
6. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินเบี้ยหวัดข้าราชการฝ่ายใน8,908,200 บาท
7. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นเงินพระราชกุศลตามพระราชอัธาศัย9,000,000 บาท
8. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี19,000,000 บาท
9. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประสานงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมากจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี6,500,000 บาท
10. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระราชฐานและซ่อมเครื่องตกแต่ง10,000,000 บาท
11. เงินอุดหนุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงพระตำหนักจิตรลดารโหฐานพร้อมจัดหาซ่อม ทำเครื่องใช้เครื่องตกแต่ง15,000,000 บาท
12. เงินอุดหนุนโครงการบูรณาการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต5,000,000 บาท

5. งบรายจ่ายอื่น 3,500,000 บาท
1. ค่าใช้จ่ายที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ข้าราชการสำนักพระราชวังเดินทางไปต่างประเทศ2,000,000 บาท
2. ค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหาแมลงและสัตว์รบกวนในเขตพระราชฐาน1,000,000 บาท
3. ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบบริหารความรู้ภายในองค์กรสำนักพระราชวัง500,000 บาท

ยังมีงบแยกเป็นของสำนักเลขาธิการพระราชวังอีก 400 กว่าล้านบาท

************************

ความเห็น และ สรุป

ประเทศไทยมีการใช้ปูนซีเมนต์ กระเบื้อง จนป่าเหลือน้อยมากเป็นพระมหากรุณาธิคุณและพระปรีชาญาณ ที่ทรงถือหุ้นใหญ่ในบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งครองตลาดกว่า 80% และทรงถือหุ้นมากที่สุดในตลาดหุ้นไทยอีกทั้งพระราชธิดา ที่เจริญอาหารและชอบทรงพระอักษร ก็ถือหุ้นหลายหมื่นล้านบาท
-ทรงเป็นพระบิดาแห่งประเทศกำลังพัฒนา-ทรงมีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์หลายแสนล้านบาท กับที่ดินส่วนพระองค์ทั่วประเทศอีก 13 ล้านไร่ ทรงพระมัธยัทธ์และเป็นแบบอย่างในการใช้ยาสีฟ้น-เงินบริจาคส่วนพระองค์ทุกบาท ล้วนมาจากงบประมาณแผ่นดิน-งบเฉลิมพระเกียรติที่จัดซุ้มทั่วประเทศใช้งบในปี 2550 เพียง หนึ่งหมื่นสองพันล้านบาท-สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์มีรายได้ต่อปี 5 พันล้านบาท และไม่ต้องเสียภาษี-สำนักพระราชวังได้รับงบประมาณต่อปี 1,900 ล้านบาทเท่านั้นเอง
-ทรงอยู่ในฐานะที่สูงกว่าพระพุทธเจ้า เป็นที่เคารพสักการะ และวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้-ทรงเป็นเสมือนพระพุทธเจ้า ในขณะที่พระธิดาที่จบจากอักษร จุฬาฯ ก็เป็นดั่งพระแม่กวนอิมพระเจ้าหลานเธอที่จบจากคอร์แนล ก็ทรงสมรสกับนักกฎหมาย ทำให้รัฐธรรมนูญปี 50 เป็นดังพระราชประสงค์ทุกประการ-ทรงเป็นแบบอย่างการห้ามวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อให้ระบบราชการสร้างภาพ และมีผลประโยชน์ลดหลั่นเป็นขั้น ๆ ตามชนชั้นวรรณะ-ทรงไม่พระประสงค์ให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะเดี๋ยวศาสนาพราหมณ์จะหมดความสำคัญลง-ทรงมอบเพชรซาอุ ฯ คืนให้ซาอุฯ โดยผ่านพลเอกสนธิ -ขอทรงแสดงพระราชจริยวัตร ผ่านทางสื่อสืบไป เพื่อสร้างความดีให้อยู่ในสายต่อของประชาชน -ทรงวางระบบการศึกษา ให้ประชาชนไม่ฉลาดและคิดตั้งคำถาม เพราะจะปกครองยาก
พระองค์และพระราชินี ทรงมีพระปรีชาญาณให้ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ยากจนและไร้ซึ่งโอกาสมีชีวิตอยู่อย่างพอเพียง หมอบคลานต่อไป
ข้าพระพุทธเจ้าคงไม่อาจพรรณาถึงพระปรีชาสามารถ ในการหาพระราชทรัพย์ได้เป็นที่ยิ่ง

โดย. หนึ่งในหลายๆคน

7 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อยากรู้จังว่าคนที่ทำเว็บไซด์นี่ขึ้นมา ได้ทำประโยชน์อะไรต่อสังคม ต่อชาติ บ้านเมืองบ้าง เพียงแค่มาเขียนวิจารณ์ระบอบกษัตริย์ของไทย โดยเฉพาะนักเขียนต่างชาติต้องการอะไร แต่ที่แน่ๆอ่านดูแล้วรู้สึกว่ากลุ่มคนที่ลงบทความที่เห็นด้วยจะเป็นผู้ที่มีแนวคิดหัวเอียงซ้ายหน่อยๆนะ หรือเป้นพวกทุนนิยมจัดเหมือนทักษิณ ระวังนะบาป บุยมีจริง บารมีไม่ถึงท่านน่ะสิถึงได้โจมตีท่าน

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ความจริงที่ไม่สามารถเปิดเผยและวิจารณ์เพราะการเอ่ยถึงเพียงนิด ถ้ารู้ถึงหูพระกรรณ์แล้วล่ะก็ อาจจะถูกจองจำตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปได้ทีเดียว

ขอเป็นกำลังใจให้ผู้แต่งและรวบรวมครับ
ในประเทศที่ยังมีกฏหมายหมิ่นฯ ที่เข้มแข็งที่สุดในโลกนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ถึงแม้แต่จะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม

ยังมีอะไรอีกเยอะที่ชาวไทยยังไม่รู้ และยังทำใจไม่ได้ที่จะยอมรับ
คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกาลเวลาต่อไป
และขอให้ทุกคนได้โปรดระลึกอยู่ในใจตลอดไปว่า

แผ่นดินนี้ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงครับ

ศึกษาต่อออสเตรเลีย กล่าวว่า...

ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

บอก ยังงัย ว่าเกิดอะไรขึ้นกะคนไทย และสังคมไทย
และระบบประชาธิปไตยยยยยยยยย

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ช่วยเปิดใจให้กว้างและอ่านข้อมูลที่นีหน่อยคะ
คัดลอกมาจาก website เสรีไทย
ควรหาข้อมูลจากพระราชบัญญัติ
จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์
(ฉบับที่ 3) พ.ศ .2491 เพิ่มเติมด้วย ใช้วิจารณาญาณให้มากหน่อยคะ อย่าให้ใครมาเป่าหู
ในหลวงก็เสียภาษีเหมือนเราเช่นกัน

ถึง เพื่อนชาวไทย ที่รักในหลวง

ได้โปรดอย่าได้ FORWARD จดหมายเวียน ที่ลบหลู่ให้ร้ายในหลวง (FORTUNE magazine ลำดับกษัตริย์ ที่รวยที่สุดในโลก ) ต่อไปอีก เพราะนอกจากจะเข้าข่ายร่วมกระทำการหมิ่น และให้ร้ายต่อในหลวงของเรา แล้วยังร่วมกล่าวหาอย่างเป็นเท็จกับพระองค์ท่านอีกด้วย โดยพระองค์ท่านเองไม่สามารถออกมาชี้แจง หรือโต้ตอบอย่างใดได้เลย

ท่านทราบไหมว่า วังที่ในหลวงพระทับ ที่สวนจิตร นั้น เป็นบ้านที่เล็กกว่าบ้านของเศรษฐีไทยหลายพันคน และเล็กกว่าแม้กระทั่งบ้านของอดีต รมต. หลายร้อยคน วังสวนจิตรลดาถึงแม้จะมีบริเวณใหญ่ แต่ส่วนที่เป็นที่ประทับที่มีบริเวณเล็กมาก ที่ดินส่วนใหญ่เป็น โรงเรียน โรงงานทดลองทำปุ๋ย โรงเลี้ยงวัว แปลงทดลองปลูกข้าว

บุคคลทั่วไปก็เข้าไป รร.จิตรลดา ได้ โดยขอแลกบัตร ได้ทุกคน จากบริเวณโรงเรียน ก็มองเห็นอาคารที่ประทับได้ห่างออกไปไม่ถึง 100 เมตร
ใครอยากจะเห็นด้วยตาตนเอง ก็เข้าไปดูได้สะดวก ง่ายๆ ผมเห็นว่าพระองค์ท่านกิน อยู่ แบบคนไทยชั้นกลางทั่วไป ไม่ใช่แบบเศรษฐีไทย อย่างแน่นอน

คนซ่อมรองพระบาทของพระองค์ท่าน ได้เล่าให้พวกเราได้รับทราบว่า ท่านจะส่งรองพระบาทเก่าท่านมาซ่อมตลอด จนซ่อมไม่ไหว รองพระบาทเก่าคู่นั้น ช่างยังเก็บไว้ให้เราไปดูได้

สมาคมทันตแพทย์ไทย ไปเข้าขอพระราชทาน หลอดยาสีฟันเก่า ที่ทรงใช้ยาสีฟันได้จนหยดสุดท้าย โดยรีดจนหลอดแบนเป็นกระดาษ ไปขอดูที่สมาคมได้

เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่ามาก ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ ที่ฝรั่งไปเอามูลค่าของบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพานิชย์ นั้นมารวมว่าเป็นทรัพย์สินของในหลวงด้วยนั้น ไม่ใช่ครับ

ที่เป็นของพระองค์ท่านส่วนพระองค์ มีครับแต่ไม่มาก เรียกว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์ จะต้องเสียภาษีอากรภายใต้กฏหมาย เหมือนประชาชนทั่วไป
ทรัพย์สินของพระมหากษัตริย์เดิม ส่วนที่ถูกยึดมาเป็นของรัฐ หลังปฎิวัติ พ.ศ.2475 นั้น ตกเป็นของรัฐทั้งหมด เห็นได้ว่าทรัพย์สินส่วนนี้จึงไม่ต้อง เสียภาษี เหมือนส่วนที่เรียกว่า ทรัพย์สินส่วนพระองค์

สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้น โดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือ ทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิม ถูกยึดมาเป็นของกลาง เป็นของรัฐฯ หมดแล้ว หลังจากได้ยึดอำนาจจากระบบปกครองโดยกษัตริย์ มาเป็น โดย รัฐบาลใดๆที่ชนะการเลือกตั้งก็จะได้สมบัติที่ยึดมาทั้งหมดนี้ไปดูแล ที่ดินของราชวงค์จำนวนมากก็ถูกยึดมาเรียกว่า ที่ดินราชพัสดุ กระทรวงการคลังดูแล

ธนาคารออมสิน ธนาคารที่ ร. 6 ตั้งด้วยเงินส่วนพระองค์เริ่มต้นเอง ปัจจุบันมีเงินเพิ่มพูนเป็นแสนล้าน ก็กลายเป็นธนาคารของรัฐ 100 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระเบียบที่ ร. 6 ท่านวางไว้เดิมให้ เสนาบดีพระคลัง เป็นคนดูแล ปัจจุบัน รมต.คลังเป็นคนดูแลเอง ตั้งกรรมการได้เองทั้งคณะ รัฐบาลจึงเอาเงินไปใช้ได้สะดวกมาก พระราชวงค์ไม่มีสิทธิ์ใดๆในธนาคารเลย

ผมเป็นคนไทย ธรรมดา มิได้เกี่ยวข้องเป็นราชนิกูลแต่อย่างใด มีเชื้อสายบรรพบุรุษ เป็นมอญ ลาว จีน มีเชื้อสายไทยแค่ 1 ใน 4 เท่านั้น แต่ก็ได้เกิดมาในประเทศไทยที่มีความสุขและมีกษัตริย์ที่ดี ผมจึงรักในหลวงมาก การใส่ร้ายพระองค์ท่านต่างๆในขณะนี้ ไม่ให้ความเป็นธรรมกับพระองค์ท่านเลย และเริ่มมีคนหลงไหล และเชื่อคำให้ร้ายต่างๆเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
จึงต้องออกมาชี้แจง ข้อเท็จจริงมีอยู่ พิสูจน์ได้

ใครยังไม่เห็นจริงก็ออกมาโต้ได้ อย่าเชื่อโดยไม่พิสูจน์ ก่อน

ขอแสดงความนับถือ

รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อตระกูล ยมนาค

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ข้อมูลเพิ่มเติมคะ อ่านนี่ดู

ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์ คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้น โดยรัฐบาลยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ให้ รมต.คลังของรัฐบาลเป็นประธานควบคุมดูแล ที่จริงก็คือทรัพย์สมบัติของราชวงค์จักรีเดิม ถูกยึดมาเป็นของกลาง เป็นของรัฐฯ


หน้าค้นหาข้อมูล --> พระราชบัญญัติ/พระราชกำหนด --> จ --> จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 --> พระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2479 (ฉบับ Update ล่าสุด)


มาตรา 4 [2] ในพระราชบัญญัตินี้
“ทรัพย์สินส่วนพระองค์” หมายความว่า ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ หรือทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้า ฯ ถวาย หรือทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าในทางใดและเวลาใดนอกจากที่ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ รวมทั้งดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย

“ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน” หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า พระราชวัง

“ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ดังกล่าวแล้ว
มาตรา 4 ทวิ[3] ให้ตั้งสำนักงานขึ้นสำนักงานหนึ่งเรียกว่า “สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” มีหน้าที่ปฏิบัติการตามความในมาตรา 5 วรรคสอง
ให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีฐานะเป็นนิติบุคคล
มาตรา 4 ตรี[4] ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่า 4 คนซึ่งพระมหากษัตริย์จะได้ทรงแต่งตั้ง และในจำนวนนี้จะได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 1 คน
ให้คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไป ซึ่งกิจการของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มีอำนาจหน้าที่ตามที่คณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มอบหมาย และมีอำนาจลงชื่อเป็นสำคัญผูกพันสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
มาตรา 5 [5] ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินและทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์บรรดาที่เป็นเครื่องอุปโภคบริโภค ให้อยู่ในความดูแลรักษาของสำนักพระราชวัง
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นอกจากที่กล่าวในวรรคก่อน ให้อยู่ในความดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ทรัพย์สินส่วนพระองค์นั้น การดูแลรักษาและการจัดหาผลประโยชน์ให้เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย
มาตรา 5 ทวิ[6] เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตามพระราชอัธยาศัยแต่งตั้งให้บุคคลใดเป็นผู้ดูแลรักษาและจัดหาผลประโยชน์ทรัพย์สินส่วนพระองค์ ให้นายกรัฐมนตรีประกาศการแต่งตั้งนั้นในราชกิจจานุเบกษา
เมื่อได้มีการประกาศตามความในวรรคก่อนแล้ว ในกรณีทั้งปวงเกี่ยวกับทรัพย์สินส่วนพระองค์ ห้ามมิให้ระบุพระปรมาภิไธยหรือข้อความใดๆ อันแสดงหรืออนุมานได้ว่า พระมหากษัตริย์เป็นคู่กรณีหรือคู่ความ ให้ระบุเพียงชื่อบุคคลผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวแล้วต่อท้ายด้วยคำว่า “ผู้จัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์” เท่านั้น
มาตรา 6 [7] รายได้จากทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กล่าวในมาตรา 5 วรรคสองนั้น จะจ่ายได้ก็แต่เฉพาะในประเภทรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามข้อผูกพัน รายจ่ายที่จ่ายเป็นเงินเดือน บำเหน็จ บำนาญ เงินรางวัล เงินค่าใช้สอย เงินการจร เงินลงทุน และรายจ่ายในการพระราชกุศล เหล่านี้เฉพาะที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วเท่านั้นรายได้ซึ่งได้หักรายจ่ายตามความในวรรคก่อนแล้ว จะจำหน่ายใช้สอยได้ก็แต่โดยพระมหากษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ไม่ว่าในกรณีใด ๆ หรือโดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เฉพาะในกรณีที่เกี่ยวกับการพระราชกุศลอันเป็นการสาธารณะหรือในทางศาสนาหรือราชประเพณีบรรดาที่เป็นพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ข้อมูลเพิ่มเติม

มาตรา 7 [8] ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 6 ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จะโอนหรือจำหน่ายได้ก็แต่เพื่อประโยชน์แก่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อันได้มีบทกฎหมายให้โอนหรือจำหน่ายได้เท่านั้น

มาตรา 8 ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากร
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ย่อมได้รับความยกเว้นจากการเก็บภาษีอากรเช่นเดียวกับทรัพย์สินของแผ่นดิน
ทรัพย์สินส่วนพระองค์ย่อมไม่อยู่ในข่ายแห่งความยกเว้น ดังกล่าวแล้ว
มาตรา 9 ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงร่วมกันเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้


ประเทศไทยจะเจริญก็เพราะคนไทยมีความคิดวิเคราะห์ ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว