วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

การขยับเล็กๆของกงล้อประวัติศาสตร์


ผลประโยชน์ของ Royalist กับ Capitalist
ในไทยจะก้าวไปสู่จุดที่แตกหักกัน

จาก Historical Materialism ของ Marx หรือวิธีคิดแบบไดอะเลคติค


การพัฒนาในพลังการผลิตในไปสู่ความขัดแย้งทางชนชั้น ซึ่งในกรณีของเมืองไทย ยังน่าจะอยู่ในช่วงต้นๆที่ความชัดแย้งในชนชั้นนำเท่านั้นไปสู่ความเปลี่ยนแปลงทางประวัิตศาสตร์

ตั้งแต่ ยุค 2475 มาถึงปัจจุบัน ก็อาจเรียกได้ว่ายังเปลี่ยนไปไม่มากนัก การเมืองส่วนใหญ่ยังหมุน อยู่รอบอภิชนยังเป็น Elite Polity อยู่ โดยเสียงของประชาชน ที่แบ่งเป็นหลักๆระหว่างชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ก็ยังเพียงถูกนำไปใชเป็น Back up้โดย Elite กลุ่มใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นหัวก้าวหน้ามากว่าหัวอนุรักษ์(หรือมีภาพพจน์เป็นหัวก้าวหน้ามากกว่าหัวอนุรักษ์)

ความขัดแย้งจะทำให้ระบอบการปกครองเปลี่ยนไปที่ละ้น้อยทีละน้อย จนไปถึงจุดหนึ่งที่ระบอบการปกครองเดิมไม่สามารถอำนวยต่อการพัฒนาของพลังการผลิต ก็จะเป็นจุดแตกหักที่จะนำไปสู่ระบอบแบบใหม่ ซึ่งบางครั้งระบอบที่เหมือนจะสามารถทนทานต่อความขัดแย้งในระยะนานพอควรก็มิได้หมายความว่าระบอบแบบเดิมจะอยู่ได้ตลอดไป

เช่นอาณาจักรออสเตรีย ที่เคยเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดในโลก กษัตริย์ออสเตรียเคยเป็นทั้งกษัตริย์สเปน ออสเตรียและประเทศอื่นอีกหลายประเทศพร้อมกัน แล้วเริ่มมีการใช้ตำรวจลับ ในการควบคุมมวลขนเป็นแห่งแรกๆของโลกในที่สุดก็ต้องพินาศลงไปเหลือเป็นแค่ประเทศเล็กๆในออสเตรียปัจจุบัน ซึ่งจริงๆแล้วตัวเร่งจากภายนอกประเทศคือการที่ออสเตรียแพ้สงครามกับปรัสเซีย และแพ้สงครามโ่ลกครั้งที่ 1 ที่ทำให้ระบอบพังลงเร็วขึ้น

ในกรณีของไทย วิกกฤตเศรษฐกิจในปี 97 กลับให้ผลตรงข้ามเพราะกลุ่มธุรกิจในประเทศที่ไม่มีอำนาจเหนือรัฐ พากันไม่ล้มหายตายจาก ก็ขนาดลดลง? เหลือแต่เพียงกลุ่มของพวก Royalist ที่เด้งกลับมาด้วยด้วยอำนาจเหนือรัฐสิ่งที่ผิดกันอย่างมากกับเมืองไทยก็คือ ชนชั้นกลางของไทยเกิดขึ้นในระบอบศักดินา พ่อค้า นักธุรกิจ ส่วนมากก็เติบโดขึ้นมาได้โดยอาศัยเส้นสาย ระบบอุปถัมภํที่มีลักษณะเป็นศักดินา พูดง่ายๆก็คือ Capitalist ที่ใหญ่ๆในเมืองไทยโตมาจากความสัมพันธ์ที่มีลักษณะอุปถัมภ์เป็นศักดินาเกือบทั้งสิ้น

ความเปลี่ยนแปลงปี 2475 เกิดจาก กลุ่ม Elite ทีมีลักษณะเป็น Royalist หรือ traditionalist กินรวบ กินไม่แบ่งเกินไปกลุ่มของพระยาพหลฯ หลวงพิบูลฯ หลวงประดิษฐฯและท่านอื่นๆที่มีลักษณะหัวก้าวหน้ากว่า จึงต้องทำการอภิวัฒน์หลังจากนั้นก็มีการสร้างความเป็นไทย สร้างอุดมการณ์ราชาชาตินิยมกันขึ้นมาใหม่ มีการอาศัยโครงการขนาดใหญ่ต่างๆสถาปนาอำนาจนำ กันขึ้นมาใหม่

มีคนฉลาดอย่างคึกฤกษ์ ที่พา Royalist บางส่วนเข้าไปยืนอุดตำแหน่งของพวกหัวก้าวหน้าก่อนเพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลง มี NGOs หลายแห่งที่มีแต่ Royalist Royalist แทรกอยู่ในเกือบทุกภาคส่วนเป็นการแทรกแซงภาคประชาชนอย่างซับซ้อน น่าจะทีสุดในโลกแล้วมั้ง ต้นตำหรับ การแทรกแซง manipulate ประชาธิปไตยอย่างกษัตริย์ปรัสเซีย หรือออสเตรีย เห็นแล้วคงตาค้าง

ปัจจุบัน การเคลื่อนเล็กๆของกงล้อประวัติศาสตร์น่าจะอยู่ที่ ท่าทีของสมัครกับ ป.

หากสมัคร ทักษิณ และพวกที่มีลักษณะก้าวหน้ากว่า traditionalist หรือ Royalist ที่มีแกนนำอยู่ที่ ป.สามารถชิงอำนาจรัฐ ทีละเล็กทีละน้อย จนได้อำนาจรัฐกลับมาเต็มที่ในที่สุด(เพราะเวลาก็อยู่ข้างฝ่ายก้าวหน้า เพราะ ป. และXXX คงอยู่ต่อไปไม่ได้กี่ปี)

ประเทศไทยก็คงจะมีลักษณะเป็น Capitalism มากขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อฝ่ายก้าวหน้าที่มีนายทุนที่มีประสิทธิภาพมากกว่า พวก Traditionalist/Royalistเดิม มีอำนาจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ในความเห็นของผมการเปลี่ยนแปลงจึงน่าจะมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าจะมีการเปลี่ยนระบอบอย่างรุนแรงโดย Royalist จะมีลักษณะเปลี่ยนไปสู่ Capitalist มากขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งการเป็น capitalist มากขึ้นเรื่อยๆนี้ ก็อาจเป็น Capitalism แบบอำนาจนิยมตามวํฒนธรรมเดิม หรืออาจเป็น Capitalism ทีมีลักษณะที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นก็ได้ ตอนนี้ผมยังมองไม่ออกว่าจะออกรูปไหน


ปล.
ผมใช้เวลาพิมพ์มาแค่ 20 กว่านาที มิได้อ้างหนังสืออ้างอิงอะไรมา เพราะไม่มีเวลา เพียงแต่อยากจะรู้ว่ามันน่าจะมีข้ออธิบายทางอื่นหรือไม่ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้


โดย : onetimeonly

ที่มา : เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน : การขยับเล็กๆของกงล้อประวัติศาสตร์, ผลประโยชน์ของ Royalist กับ Capitalist ในไทยจะก้าวไปสู่จุดที่แตกหักกัน


หมายเหตุ

ในกระทู้ยังมีการพูดคุยกันต่ออย่างน่าฟัง ด้วยเหตุผล
และน่าสนใจ

(การเน้นข้อความทำไปโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ)

ไม่มีความคิดเห็น: