วันศุกร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2551

กบถผีบุญ นายศิลา วงศ์สิน เมื่อปีพ.ศ.2502

ย้อนรอยอดีต กบถผีบุญที่โชคชัย โคราช

ก่อนการยึดอำนาจครั้งนี้ราว 3 วัน ต่างกันเพียงปี พ.ศ. คือ 16 กันยายน 2500 ห่างจาก 19 กันยายน 2549 หย่อน 50 ปี เพียง 3 วัน จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์ ได้นำกองกำลังทหารเข้ายึดอำนาจ จากจอมพล ป. พิบูลสงคราม สำเร็จหลังจากนั้นได้ เปิดให้มีการเลือกตั้ง เช่นเดียวกัน พรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคน้อยได้เสียงกระจายกันไป สภาได้ซาวเสียงให้ พลเอกถนอม กิติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี

การบริหารประเทศภายใต้พรรคการเมืองที่ไม่มีเสียงข้างมากขัดแข้งขัดขากันเองในรัฐบาล เลยมาจนถึง 20 ตุลาคม 2500 ก็ได้ลาออก แล้วตอนเย็นวันนั้นเอง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์ ได้ยึดอำนาจซ้ำซากอีกครั้ง พร้อมกับการประกาศยกเลิกพรรคการเมือง สถาบันการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญ และใช้เผด็จการเต็มรูปแบบ จะให้กฎหมายใดศักดิ์สิทธิหรือไม่ศักดิ์สิทธิขึ้นอยู่กับท่านผู้นำตอนนั้น คล้ายๆ กับตอนนี้

การใช้มาตรา 17 ยิงเป้าผู้วางเพลิง กรณีเกิดเหตุไฟไหม้ไล่เลี่ยกัน ช่างเหมือนสมัยนี้เหลือเกินต่างตรงที่จับแล้วปล่อยเน้นสมานฉันท์ยกเว้นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของพวกตน มีรายเดียวที่เป็นอุบัติเหตุไฟเชื่อมกระเด็นใส่อาคารเรียนเสียหายเล็กน้อย สมัยนั้นตามโรงเรียนอาจไม่มีไฟฟ้าใช้ เลยไม่มีเหตุไฟฟ้าลัดวงจรกันบ่อยๆ เหมือนช่วงก่อนหน้านี้ อย่างทุกวันนี้

รถยนต์คันใหญ่สามคันได้ภายใต้การนำของ นายศิลา วงศ์สิน ได้นำผู้ชาย ผู้หญิงเด็กรวมแล้วกว่าร้อยคน มาเป็นแขกของ บ้านใหม่ไทยเจริญ ต.สารภี อ.โชคชัย นครราชสีมา กลางดึกของคืนที่ร้อนอบอ้าว กลางเดือนเมษายน

การมาของคนเหล่านี้ นายสงวน อินคำ ผู้ใหญ่บ้านใหม่ไทยเจริญ ได้สอบถามคณะที่มาถึงได้ความว่า พากันอพยพจากจังหวัดอุบลราชธานี เข้ามาหาที่ทำกิน โดยอ้างว่ารัฐได้จัดให้หมู่บ้านนี้เป็นที่จับจองทำกิน โดยผู้ใหญ่สงวนก็งงเพราะไม่เคยได้ยินเรื่องอย่างนี้จากทางการ ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ในใจและเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคนเหล่านี้

แล้วคนร้อยกว่าชีวิตก็จับจองสร้างบ้านเรือน พร้อมกับจ้างชาวบ้านแถวนั้นให้ค่าแรงสูงกว่าปกติ ใช้เงินซื้อข้าวของมากผิดปกติ นอกจากนี้ทางเข้าหมู่บ้านคุ้มที่นายศิลาสร้างใหม่ ยังมียามถือปืนเฝ้าทางเหมือนป้อมค่ายทหาร

เมื่ออาคารสถานที่พร้อมแล้ว นายศิลา ก็ประกาศตนเองว่าเป็นผู้มีบุญมาเกิด สามารถรักษาโรคได้สาระพัด ใครเป็นโรคอะไรไปหาหมอไม่หาย ไม่อยากหายไปจากโลกก็มาอ่อนน้อมและทำตามที่นายศิลาบอก ด้วยวาจาสิทธิของผู้มีบุญบวกกับสมุนไพรปลุกเสก เป็นโรคอะไรก็หาย เท่านั้นแหละประชาชนที่พร้อมจะเชื่ออะไรได้ง่ายๆ ไม่ต่างจากสมัยนี้มากสักเท่าไหร่แค่มีคนคิดชื่อเทพเจ้าขึ้น ก็แห่ไปจองกันแทบจะเหยียบกันตาย ราคาเท่าไหร่เท่ากัน มาแย่งกันซื้อ ประชาชนสมัยนั้น ก็แห่มาพบท่านผู้มีบุญ เพื่อขอให้ผู้มีบุญดลบันดาลให้มีโชคลาภ และแคร้วคลาดอยู่รอดปลอดภัย

หน่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ของนายศิลา ได้ตระเวณไปทำสรรเสริญความวิเศษของนายศิลา โดยกลอนลำเพราะๆ ไม่ต่างจากการขึ้นเวทีของบรรดาเพลงเพื่อชีวิตบางคณะบางเหล่าของสมัยนี้ ด้วยประสิทธิภาพของสื่อที่เข้าถึงชาวบ้าน ทำให้นายศิลา เข้าไปยืนอยู่ในดวงใจของชาวบ้านจำนวนมาก ขนาดชี้นกเป็นไม้ได้ อยากได้อะไรเพียงแต่เอ่ยเปรยๆ เท่านั้นก็จะมีคนเอามาให้ผู้มีบุญอย่างนายศิลาด้วยความเต็มใจยิ่ง หวังแค่บุญบารมีที่นายศิลาจะได้เผือแผ่ให้ชีวิตพวกเขามีสุข

เจ้าหน้าที่ปกครองบ้านเมืองได้รายละเอียดว่า นายศิลา นี่เป็นคนอายุราว 50 เศษๆ และเมียสาวสวยชาวโชคชัย ชื่อ "ประกายแก้ว" อายุเพียง 20 ปี ที่พ่อและแม่ของสาวประกายแก้วยกให้นายศิลา หลังจากที่นายศิลา ได้รักษาให้เธอหายจากโรคร้ายที่เธอเป็นอยู่

ความล่าช้าของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง กับความเจนจัดในการใช้สื่อประเภทหมอลำ เข้าถึงชาวบ้านได้มาก ทำให้คนรักและศรัทธานายศิลา เห็นนายศิลาเป็นคนเก่งกาจมีความรู้ความสามารถและเป็นผู้วิเศษมากขึ้น ประกอบกับทางการก็ไม่รู้จะเอาข้อหาไหนมาจัดการกับนายศิลา วงศ์สิน ผู้นี้ได้ ประกอบกับชาวบ้านคนหนุ่มคนแก่ได้เข้ามาเป็นสมัครพรรคพวกนายศิลามากขึ้น รวมทั้งคนเจ็บมีทั้งชาวลาวจากเวียงจันทร์และคนเวียตนาม รวมทั้งคนเจ็บและญาติพี่น้องที่เฝ้าคนเจ็บที่รอให้นายศิลารักษาอยู่จำนวนมาก

วันอุบาทว์เลวร้ายได้ที่สุดๆ มาถึงเมื่อ วันฉัตรมงคล ของปีนั้น นายศิลา ได้ประกาศตนเป็นกษัตริย์ และ นางประกายแก้วเป็นราชินี บรรดาเหล่าเมียน้อย ที่เข้ามาห้อมล้อมคนมีบุญอย่างนายศิลา ได้เป็นเจ้าจอม สนม กำนัลบ้าง รวมทั้งบรรดาลูกน้องคนสนิท หมอลำหน่วยโฆษณา บรรดาญาติๆ ต่างได้เป็นขุนนาง ตำแหน่งดุจเดียวกับราชสำนัก และมีข้าทาสบริวารกันพร้อมหน้า ตอนนี้ประชาชนหามีแค่ชาวโชคชัย หรือโคราชนี้เท่านั้น จากอีสานทั่วสารทิศต่างที่จะเข้ามาชื่นชมบารมีของผู้มีบุญกันถ้วนหน้า ลาภยศ ศรัทธาต่างไหลมาเทมาไม่ว่างเว้น

ผู้ใหญ่สงวนต่างไม่นิ่งดูดาย รีบไปแจ้งแก่ทางอำเภอ ต้องหลับตานึกว่าสมัยก่อนนี่ข่าวสาร ระยะทางไปมาหาสู่กันลำบาก แม้สมัยนี้ก็เถอะเกิดเหตุร้ายที่ภาคใต้ กว่าจะมีเจ้าหน้าที่ไปถึง สาระพัดอุปสรรค นายอำเภอเลิศ พุกกะรัตน์ได้รับแจ้งต่างเร่งรีบเรียกหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ มาประชุมหารือ พร้อมทั้งประมวลข่าวสารที่ได้รับจากชาวบ้าน ทุกกระแส และที่ประชุมได้ข้อยุติร่วมกันว่า นายอำเภอและคณะจะต้องลงไปตรวจสอบเหตุการณ์ ณ สถานที่จริงคือ บ้านใหม่ไทยเจริญ ให้เห็นกับตา ว่าเกิดอะไรขึ้น

แล้วเช้าวันที่ 30 พฤษภาคม 2502 นี่และวันหน้าเศร้าของฝ่ายเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ภาพเหตุการณ์ของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่พยายามที่จะเข้าไปคลี่คลายให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในภาคใต้ แต่สุดท้าย คือการสูญเสียชีวิตของตนเอง เพียงแต่เหตุการณ์วันก่อนนี้เกิดที่อีสาน วีนนี้เกิดที่ภาคใต้และได้พัฒนาซับซ้อนกว่าวันก่อนเยอะ

นายอำเภอโชคชัย นายเลิศ พุกกะรัตน์ ผู้บังคับกองตำรวจโชคชัย ร้อยตำรวจเอกประเสริฐ สุนทรเสรี และปลัดอำเภอโชคชัย คือ นายเทพ หาญณรงค์ และป่าไม้อำเภอคือ นายหวล แก่นกระโทก ส่วนผู้ใหญ่ฉ่ำ สุขกระโทก และอาจารย์ผ่อง เกณฑ์กระโทก ครูใหญ่โรงเรียนประชาบาล และชาวบ้านอีกสามคน เป็นคณะที่ไปจากอำเภอโชคชัย เพื่อเข้าไปหารายละเอียด ราชวงศ์ศิลา วงศ์สิน ที่สถาปนาขึ้นใหม่มาดๆ

จะด้วยคิดว่าคงไม่มีเหตุร้าย เพราะนั่นคือ "เจ้านาย" เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งสมัยก่อนเป็นที่ยำเกรงของชาวบ้านเป็นอันมาก หรือเพราะว่าเป็นเจตนาที่จะไม่ให้มีการระแวงกัน ดังนั้นการเข้าไปโดยปราศจากอาวุธ เพียงแค่ปืนไม่กี่กระบอก นอกนั้น ในคณะก็ไปมือเปล่า พากันไปหมู่บ้านใหม่ไทยเจริญ โชคชัยในเช้าวันนั้น

ใกล้เที่ยง คณะที่ไปจากอำเภอโชคชัยก็เข้าไปถึงหมู่บ้านป้อมค่ายของนายศิลา เห็นมีชายฉกรรจ์ในชุดเตรียมพร้อมอยู่แล้วแต่นายอำเภอได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ใจเย็นและแสดงกริยาที่เป็นมิตรกับชาวบ้านแบบเอาน้ำเย็นเข้าลูบก่อนเข้าไปคลี่คลายเรื่องร้าย

นายอำเภอและ ร.ต.อ.ประเสริจและเจ้าหน้าที่บางส่วน ได้ขึ้นไปบนบ้านของนายศิลา ส่วนปลัดเทพและเจ้าหน้าที่ติดตามไปบางส่วนรออยู่ด้านล่าง

ชั่วครู่ เสียงลั่นถกเถียงกันบนเรือนนายศิลาเกิดขึ้น

"นายอำภอไม่มีสิทธิเข้ามายุ่มย่ามในบ้านของฉัน คนเขารักฉัน เขาเชื่อฉันเป็นใหญ่ที่นี่"

"แต่ที่นี่เมืองไทย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน"

"กูนี่แหละกฎหมาย ! ฆ่าพวกมัน"

สิ้นเสียงคำสั่งของนายศิลา เสียงร้องโหยหวนของคนที่ถูกทำร้าย และเสียงโห่ร้องของชาวบ้านสมุนของนายศิลาระงมไปหมด

ปลัดเทพพยายามยามที่จะขึ้นไปบนบ้านเพื่อช่วยเหลือนายอำเภอและผู้กอง แต่ชาวบ้านฮือเข้ามาไล่ฟันจนเลือดอาบ ปลัดเทพ พร้อมกับชาวบ้านอีกสามคนต่างพากันวิ่งหนีกระเสือกระสนออกจากหมู่บ้านเขตอิสระที่ไม่ยอมขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศไทย ต่างคนต่างได้รับบาดเจ็บเลือดท่วมตัวกันทุกคน รีบไปรวมกันแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้ปลัดอาวุโสของโชคชัยและคาดการณ์ว่า นายอำเภอเลิศ ผู้กองประเสร็ฐ นายฉ่ำ นายผ่องและนายหวลคงสิ้นชีวิตไปแล้ว

ปลัดอำเภอโชคชัยรีบรายงานให้จังหวัดนครราชสีมา ทางจังหวัดรีบรายงานให้รัฐบาลที่มากบารมีและมีอำนาจเบ็ดเสร็จ คือ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชน์ เพื่อให้จัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด นี่แหละเหตุการณ์ที่เปลี่ยนหมู่บ้านที่เคยสงบร่มเย็นกลายเป็นสมรภูมิเลือดระหว่างผีบุญผู้หยั่งรู้และเข้าใจวิถีของชาวบ้าน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความยากจนและความเชื่อที่หล่อเลี้ยงจิตใจให้เกิดความหวังทั้งจากชีวิตนี้และชีวิตหน้า เมื่อมีผู้มาให้ความหวังว่าชีวิตจะพบความสุขหากเดินตามรอยทางที่ผู้ที่เข้าถึงจิตใจเพื่อนมนุษย์และใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของคนอื่น เมื่อมีการก่อตั้งเขตปกครองอิสระ ในหมู่บ้านเล็กๆ ในอำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชาสีมา เหตุการณ์ที่ละม้ายคล้ายกับเกิดขึ้นภาคใต้ตอนนี้ เพียงแต่ความรุนแรงต่างกันลิบลับ

เมื่อทางบ้านเมืองได้รับรายงานเหตุการณ์ "กบถผีบุญ" ผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจรัฐ นายพลผ้าขาวม้าแดง ผู้มีอำนาจมากที่สุดเพิ่งจะยึดอำนาจของรัฐในระบอบประชาธิปไตยทั้งหมด ล้มองค์กร การปกครองหรือไม่ล้ม อันไหนที่เห็นว่าไม่ใช่พรรคพวกของตน ก็ปลดออกบ้าง ไล่ออกบ้าง หรือย้ายไปในตำแหน่งไม่สำคัญ เอาคนที่ตนสั่งการได้ รับใช้อำนาจตน เข้าไปทำหน้าที่แทนเหมือนตอนนี้ พวกที่อยากเป็นใหญ่ทางลัดหรือหาประโยชน์ใส่ตน โดยไม่คิดว่า มันถูก หรือผิด มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย อย่างบ้านเมืองเราตอนนี้เยอะหน่อย นายพลผ้าขาวม้าแดงผู้ซึ่งชิงเอาอำนาจรัฐเข้ามาไว้ในอุ้งมือของตน ครั้งที่สองมาดๆ ถือโอกาสตัดไม้ข่มนาม ให้ศัตรูทางการเมืองเห็น

คืนนั้นได้มีคำสั่งไปถึงผู้กำกับการตำรวจภูธร ภาค 3 คือ พลตำรวจจัตวา มุข ศรีสมบูรณ์ ให้จัดการกับ "กบถผีบุญ" กลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่ผู้อยากประกาศตนอิสระจากอำนาจรัฐกลุ่มอื่นๆ หรือพรรคการเมืองบางพรรค

ฝ่ายกลุ่มกบถผีบุญ ของนายศิลา ผู้ประกาศตนเป็นเจ้า หลังจัดการกับเจ้าหน้าที่จนได้ชัยชนะต่างโห่ร้องแสดงความยินดี ที่มีชัยเหนือเจ้าหน้าที่ตัวแทนอำนาจรัฐ พร้อมกับยกย่องนายศิลา ว่ามีบุญญาบารมีมากสามารถปกปักรักษาให้สมัครพรรคพวกของตนปลอดภัยจากการต่อสู้ และยินดีให้นายศิลา นำพาพวกตนสู่การเป็นเขตอิสระ ก่อตั้งบ้านสร้างเมืองจนถึงที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้ระดมความคิดที่จะจัดการกับศพเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตทั้งหมด รวม 5 คน ด้วยการนำมารวมกันที่กลางลานบ้านเพื่อที่จะทำพิธีเผาในวันถัดไป

กองกับกับการตำรวจภูธร ภาค 3 หลังจากได้รับคำสั่งจากรัฐบาล ภายใต้การนำของท่านจอมพลผ้าข้าวม้าแดง ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาวางแผนอย่างเคร่งเครียดเพื่อที่จะเข้าปราบปรามกบถผีบุญ กลุ่มนี้ให้ประสบผลสำเร็จ

เช้าของวันสิ้นเดือนพอดี คือวันที่ 31 พฤษภาคม 2502 เจ้าหน้าที่อาจกระฉับกระเฉงเป็นพิเศษกว่าวันอื่นๆ แม้ว่าจะรู้สึกกังวลในสิ่งที่เกิดขึ้น กองกำลังกว่า 200 คน ภายใต้การนำของท่านพลจัตวามุข ศรีสมบูรณ์ ผู้กำกับการตำรวจภูธร ภาค 3 ได้นำกำลังทั้งหมด มุ่งหน้าไปสู่หมู่บ้านใหม่ไทยเจริญ อำเภอโชคชัย นครราชสีมา ตามแผนที่ได้ระดมความคิดจากเจ้าหน้าที่ที่วางไว้ แล้วเข้าล้อมแนวหมู่บ้านไว้

เจ้าหน้าที่ตระโกนประกาศเสียงดังให้ชาวบ้าน เดินเรียงแถวออกมามอบตัวและวางอาวุธ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้น ประกาศหลายครั้งก็ไม่เห็นจะมีวี่แววว่าจะมี ชาวบ้านคนใดออกมามอบตัว

หมู่บ้านใหม่ไทยเจริญยุคนั้นที่ กบถผีบุญภายใต้การนำของนายศิลา ผู้ประกาศตนอ้างเอาแผ่นดินของหมู่บ้านใหม่ไทยเจริญซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเล็กๆ ของนครราชสีมาและของโลกมาเป็นเจ้าของ อ้างเป็นเจ้าแผ่นดิน ตามธรรมเนียม และแสดงอภินิหารให้คนเห็นและอ้างว่าตนเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บของชาวบ้านได้ นอกจากแนวป่าพ้นหมู่บ้านไปก็เป็นที่โล่งที่ชาวบ้านหักร้างถางพงษ์ กับแนวป่าของหมู่บ้าน

กองกำลังของเจ้าหน้าที่เคลื่อนตัวพร้อมกันบีบเข้าไปล้อมหมู่บ้านตามคำสั่งของท่านผู้กำกับการ ตำรวจภูธร ภาค 3 พลตำรวจจัตวามุข ห่างจากหมู่บ้านราว 300 เมตร เสียงปืนพร้อมห่ากระสุนก็ระดมยิงออกมาจากหมู่บ้านใส่เจ้าหน้าที่ทั้งหมด เจ้าหน้าที่ยิงโต้ตอบพร้อมกับเข้าที่กำบัง เพราะการบุกเข้าไปจากที่โล่ง ฝ่าเข้าไปแนวดงไม้ทึบชายหมู่บ้านเป็นปราการกีดขวางธรรมชาติชั้นดี ตอนนี้อย่าลืมนึกถึงฉากยิงภูเขา เผากระท่อมของหนังไทยยุคเก่าๆ การต่อสู้แบบหูดับไหม้อาวุธนานาชนิดของเจ้าหน้าที่มากมาย กับกองกำลังชาวบ้านพรรคพวกของกบถผีบุญ

การสู้รบล่วงเลยมาจนบ่าย เจ้าหน้าที่ผลัดเปลี่ยนการบุกไปแล้วหลายระลอกแต่ก็ไม่เป็นผล หากพลบค่ำการสู้รบยังไม่จบอาจเกิดผลกระทบอื่นต่อทางราชการ สถานการณ์อาจขยายตัวบานปลายเป็นอย่างอื่นต่อไปอีก

เจ้าหน้าที่ต่างนำอาวุธหนักที่เจ้าหน้าที่สมัยนั้นมีออกมาใช้บุก ทั้งปืนกลหนัก ปืนกลเบาและเครื่องยิงจรวดต่อสู้แบบบาซูก้าเป็นหลัก หลังการระดมยิงไม่นานแนวป้องกันของกลุ่มกบถผีบุญด้านป่าละเมาะของหมู่บ้าน เริ่มต้านการบุกของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองไม่อยู่ หากว่าเจ้าหน้าที่เอาจริงเอาจังไม่เน้นการสมานฉันท์แบบไม่ลืมหูลืมตา ใช้กฎหมายเป็นกฎหมายเมื่อไหร่ ความสำเร็จก็ต้องเป็นของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง แนวต้านของกบถผีบุญเริ่มแผ่วและถอนกำลังกันเข้าไปในหมู่บ้าน จนเจ้าหน้าที่รุกคืบแนวต้านก่อนเข้าหมู่บ้านได้ทั้งหมด

ใกล้ห้าโมงเย็นเจ้าหน้าที่สามารถบุกเข้าไปในหมู่บ้านได้ ฝ่ายกบถเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน จับได้ 38 คน โดยมีหญิง 15 คนชาย 6 คน และ 17 คน อีกส่วนหนึ่งที่แข็งแรงพอจะสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้ ยังไม่วางอาวุธเจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้านจับได้อีก 40 คน

นายศิลา หัวหน้ากบถพร้อมกับญาติๆ ผู้ทำให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้องเหนื่อยในวันสิ้นเดือนพอดี ไม่มีเวลาไปคิดเรื่องเงินเดือนจะพอใช้หนี้หรือเปล่าในเดือนนั้น สามารถนำกำลังคนสนิท 10 คนตีฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ออกไปได้ เก่งสมกับเป็นหัวหน้าพอสมควร สามารถหนีไปได้อย่างลอยนวล

สื่อหนังสือพิมพ์สมัยนั้นไม่รู้จะเอียงเหมือนสมัยนี้หรือเปล่าไม่รู้ ได้ลงข่าวเหตุการณ์การสู้รบใหญ่โต ของกลุ่มกบถผีบุญผู้กล้าท้าทายอำนาจรัฐ ที่ผีบุญยุคนั้นหาใช่พวกอ้างกฎหมาย อ้างสิทธิมนุษยชนอะไรเหมือนสมัยนี้ ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจนเกิดเป็นจลาจล สื่อหลายฉบับได้สวดเจ้าหน้าที่บ้านเมืองของนครราชสีมา ถึงการเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ เอาใจไปตีกอล์ฟ ไม่ใส่ใจ หูไวตาไวในการดูแลทุกข์สุขราษฎรปล่อยให้มีการรวบรวมสมัครพรรคพวกเป็นร้อยต่อสู้กับบ้านเมืองได้ขนาดนี้

ข่าวหลายกระแสบอกว่านายศิลาหนีเข้าประเทสลาวไปแล้ว บางกระแสบอกว่าเขาชายแดนเส้นทางเขมรเพราะชำนาญเส้นทางนี้เป็นพิเศษ บ้านเมืองต้องระดมส่งสายสืบไปตามควานหาตัวให้เจอ

หลังการสู้รบเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นหมู่บ้าน พบปืนยิงเร็ว ปืนเก็บเสียงและเอกสารทางศาสนาและตำราพวกคาถาอยู่ยงคงกระพันเจ้าหน้าที่จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน

ตำรวจได้ระดมกำลังกันตามล่านายศิลา ผีบุญผู้ท้าทายอำนาจรัฐอยู่ด้วยความยากลำบาก กว่ายี่สิบวันที่นายศิลาพาลูกเมียพี่น้อง 7-8 คน รอนแรมในป่าลึกด้วยความยากลำบากหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเช่นกัน แล้วก็จนมุมเจ้าหน้าที่ในวันที่ 20 มิถุนายน 2502

เช้าวันที่ 21 มิถุนายน นายศิลาก็ถูกนำตัวมาจากอุบล ถึงนครราชสีมาเพื่อให้ท่าน พลตำรวจตรีประชา บูรณะธนิต ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 3 ที่รอสอบอยู่นานหลายวันแล้ว ก่อนที่จะให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว


"ความผิดของนายศิลา ที่ทำตนเป็นผู้วิเศษหรือผีบุญนี้มีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิต แม้จะรับสารภาพก็ไม่อาจได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษ"


คำสัมภาษณ์ดังกล่าวผมไม่แน่ใจว่ามีสื่อประเภทบันทึกเสียงหรือเปล่า หากเป็นสมัยนี้อาจมีภาพมีเสียงประกอบแน่นอน แต่นั่นมันยุคห้าสิบกว่าปีที่แล้วแต่ความคิดเรื่อง ความเชื่อของวิเศษขลังๆ ผู้วิเศษหากคิดเป็นสัดส่วนจำนวนประชากรตอนนั้นสิบกว่าล้าน กับตอนนี้หกสิบกว่าล้านคิดว่าเปอร์เซ็นไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แน่นอนคนมาก จำนวนมากเวลามีข่าวผู้มีบุญ หรือของวิเศษที่ไหน ภาพประกอบจำนวนผู้คนศรัทธาแก่กล้ารอตัวดีๆ หรือคำพูดเด็ดๆ เอาไปตีความเสี่ยงโชคกับหวย กับเบอร์จะมากเป็นพิเศษ

สายของวันที่ 22 มิถุนายน 2502 นายศิลา วงศ์สิน ก็มีผู้นำตัวไปเที่ยวกรุงเทพแบบขาดอิสระภาพที่กองปราบสามยอด ศิลาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์อย่างหนักแน่น

"มิได้เป็นกบถหรือแบ่งแยกดินแดนอย่างที่กล่าวกัน" ข้อความที่โค๊ดไว้ และวันเวลานี่จากสื่อที่คุณธนาคมเจ้าของหนังสือ กบถอีสาน ได้เรียบเรียง ผมไม่แน่ใจว่าคนอืนสมัยนั้น จะพูดภาษากลางหรือคนภาคกลางจะเข้าใจคำภาษาถิ่นอีสานทุกคำเหมือนสมัยนี้ เพราะสมัยนี้ศัพท์หลายคำเหมือนกันเพียงสำเนียงต่างที่ต่างถิ่นเท่านั้น ในอดีต คำเดียวกัน ต่างที่ต่างถิ่น คนละความหมายกันเลยเช่น คำว่าแพ้ ภาษาลาว หรืออีสาน แปลว่าชนะ "เอ็งตีแพ้หมอนี่ไหม?" ตอบว่าแพ้ คือ ว่าสู้หมอนั่นได้ คือ ชนะ นั่นเอง

นายศิลายอมรับว่าที่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเพราะชาวบ้านที่โกรธแค้นทางอำเภอเรื่องที่ทำกินที่ทางอำเภอไม่ให้ เลยรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่แม้ว่าตนจะห้ามปรามแล้วชาวบ้านก็ไม่เชื่อ ส่วนความนิยมชมชอบที่ชาวบ้านมีให้อย่างล้นหลามนั้นเนื่องจากตนเป็นคนเรียนวิชาอาคมทางไสยศาสตร์มาเป็นอย่างดี

บ่ายวันเดียวกันนั้น นายศิลา วงศ์สิน ได้มีโอกาสพบนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทยซึ่งเป็นโอกาสที่คนธรรมดาสามัญยากที่จะได้พบ นายพลผู้มีอำนาจมากที่สุด และผู้มีเรื่องอื้อฉาวทั้งเรื่องผู้หญิงและทรัพย์สินหลังการสิ้นอำนาจวาสนาไปแล้ว

"ลื้อกำแหงมากนะ คิดแบ่งแยกดินแดนล่ะสิ"

คำแรกที่ท่านผู้นำเอ่ย เมื่อพบหน้านายศิลาเมื่อปะหน้า ผู้สถาปนาตนเองเป็นผู้นำคนได้เป้นร้อย กับผู้นำคนเป็นล้าน จากแดนอีสานด้วยกัน

"ผมไม่เคยคิดเลยครับ"

นายศิลากล่าว ขณะก้มลงกราบท่านผู้นำด้วยไปหน้าซีดสลดเป็นไก่ต้มสุก หนีไข้หวัดนก

ท่านผู้นำจ้องหน้าทันทีขณะที่นายศิลาก้มหน้าหลบ

"ถ้าลื้อเป็นผู้วิเศษจริง อมกระโถนหรือวิทยุให้อั๊วดูหน่อยได้ไหม?
ถ้าลื้อทำได้อั๊วจะยอมเป็นลุกน้องลื้อ !"

ผมนึกถึงบรรยากาศโรงพักสามยอดตอนนี้นคงยังมีกระโถนวางอยู่แถวๆ นั้น แต่ผมไม่คิดหร็อกว่าจะมีเจ้าหน้าที่ยังเคี้ยวหมากอยู่ เพราะท่านผู้นำคนก่อนได้ประกาศห้ามการกินหมากแล้วถ่มน้ำหมากเปื้อนในที่สาธารณะแล้ว บรรดาข้าราชการย่อมสนองนโยบายเป็นพวกแรก เว้นชาวบ้านที่ไม่สนใจคำขอของผู้นำคนก่อน ผมเองมีหน้าที่ซื้อหมาก พรูและสีเสียดบ้าง ยาฉุน ปูนแดง และปูนขาวในวันที่คุณยายอยากเคี้ยวหมาก และเป็นมือตะบันหมากในที่ตะบันทองเหลืองให้แขกรุ่นราวคราวเดียวกับคุณยาย ซึ่งบรรดาขแขกของยายผู้ที่อายุขัยของฟัน กับอายุขัยของตัวไม่สัมพันธ์กันอยู่บ่อยๆ ตอนเด็กๆ

กระโถนแน่นอนสมัยนั้น กับสมัยนี้ขนาดคงไม่ต่างกันเท่าไหร่ แล้ววิทยุที่ท่านผู้นำจะให้นายศิลาไปอมเพื่อแสดงความวิเศษเหนือคนให้ท่านดู ผมเข้าใจว่าเป็นวิทยุสื่อสาร แบบส่วนบุคคล ซึ่งคงเป็นของเจ้าหน้าที่วางอยู่แถวๆนั้น หรือว่าอาจเป็นวิทยุสื่อสารแบบตั้งโต๊ะ หรือว่าอาจเป็นวิทยุแบบ AM หรือคลื่นสั้นที่ฟังข่าวฟังเพลง ผมก็เดาว่าขนาดใกล้เคียงกับทีวียี่สิบนิ้วสมัยนี้ หากเป็นวิทยุมือถือขนาดก็ต่างจากโทรศัพท์มือถือสมัยนี้สิ้นเชิง เรื่องอมให้ดูนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมว่าท่านผู้นำคงมองๆ หาอะไรที่คนธรรมดาอมไม่ได้อยู่แล้ว ขืนเอาที่ให้อมได้โดยใช้ความพยายามสักหน่อยนี่ ท่านผู้นำอาจต้องแย่กลายเป็นลูกน้องจริงๆ ของนายศิลาเข้านี่ อาจยุ่งหนักกว่าเดิมก็ได้

"ลื้อมีอะไรจะพูดอีกไหม ! "

นายศิลาไม่ตอบคำถามสุดท้าย จะเพราะยังคิดอะไรไม่ออก หรือ คิดออกแต่จะพูดไปก็เท่านั้น ไม่มีใครรู้ ใครที่อยากรู้ต้องไปถามเจ้าตัวเขาเอาเอง

เย็นนั้นนายศิลาถูกส่งกลับจากกรุงเทพ มาที่นครราชสีมา

23 มิถุนายน 2502 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้ นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 17 ซึ่งเป็นอำนาจที่ให้นายกรัฐมนตรีสั่งลงโทษได้อย่างกว้างขวาง และรุนแรง หากเกิดเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงบ้านเมือง ทำหน้าที่ประหารชีวิต ตัดสินแทนศาลก็ได้เลย แทบจะเรียกว่าเทียบเท่ากับกษัตริย์ ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชในอดีต ไม่ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมทางศาลให้เหนื่อยกันเป็นคณะๆ คอยตีข่าว คอยชี้มูล คอยฟ้อง และเข้าสู่กระบวนการตัดสิน เหมือนสมัยนี้ กฎหมายฉบับนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของ อำนาจ ของบุคคล "ท่านผู้นำ" คือ "รัฐ" แบบเบ็ดเสร็จ ที่ประเทศเราเคยมีมา

26 มิถุนายน 2502 วันคล้ายวันเกิดของกวีสุนทรภู่ แต่ไม่มีใครจะสนใจเรื่องกาพย์กลอน นายกรัฐมนตรีได้ประกาศถึงประชาชน ที่ใช้อำนาจ มาตรา 17 เพื่อประหารชีวิต นายศิลา วงศ์สิน

เวลาประมาณ 17:00 น. นายศิลา วงศ์สิน ถูกนำตัวไปหลักประหารที่ป่าช้าจีนของนครราชสีมา เมื่อรู้ตัวว่าความตายจะมาถึงตนไม่ช้า ถึงกับเข่าอ่อนไปเลย เจ้าหน้าที่ต้องหิ้วปีกไปเหมือนไก่ อันนี้ท่าจะจริง เคยมีผู้ต้องหาคดีสังหารผู้ว่าราชการจังหวัดคนหนึ่งสมัยรัฐบาลท่านนายกทักษิณ ผู้ร้ายที่เป็นอดีตนายทหารของกองทัพไทย ผู้หันมาเอาดีทางร้ายๆ เคยฝึกอดทนต่อเรื่องอย่างนี้มามาก นั้นตามข่าวเห็นว่าขี้ราดกันเลย ต้งมีคนหิ้วปีกไปเหมือนกัน แต่นายศิลาแค่เข่าอ่อนหมดแรงนี่ยังดูดีกว่ารายคดีสังหารผู้ว่ายโสธร

คดีกบถต่อแผ่นดินไทยจะว่างเว้นมานานแค่ไหน หรือมีบ้างปะปรายตามฝ่ายที่กล่าวหากันทางการเมือง แต่เท่าที่ผู้เขียนจำได้ชัดเจน ก็ตอนที่ นายกรัฐมนตรีของไทยคนที่เป็นประธานองคมนตรีอยู่นี่แหละ ที่หัวหน้ากบถมียศตำแหน่งระดับพลเอกถูกตัดสินประหารชีวิต ส่วนผู้ร่วมก่อ ได้รับการอภัยโทษแต่สามารถโลดแล่นเป็นตัวตน พูดฉอดๆ รักชาติบ้านเมืองอย่างนั้น อย่างนี้อยู่นี่ก็หลายคน ลองหาอ่านเอาเอง มีผู้เขียนเยอะแยะ

กระสุนปืนคาร์บินกว่า 20 นัดพุ่งใส่ร่างของนายศิลา วงศ์สินที่มัดติดอยู่หลักประหาร ปิดคดีกบถผึบุญอีสาน ผู้หาญต่อสู้อำนาจรัฐของอีสาน ณ บ้านใหม่ไทยเจริญ ตำบลสารภี อำเภอโชคชัย นครราชสีมา ที่มีตำนานรวมกันกับกบถหลายคน ว่างๆ จะเอากบถเชียงแก้ว ชายผู้ผ่านชีวิตนักบวชเป็นเณรน้อยแต่เปลี่ยนใจเดินทางธรรม หันมาเอาดีทางการเมืองเป็นผู้นำผู้คนต่อต้านอำนาจกษัตริย์หลายๆ ราชสำนัก และนำกำลังยึดเมืองต่างๆ ในประเทศราชไทย จนมาพ่ายแพ้ต่อทางการไทย ที่สนามรบแก่งตะนะ ใต้เขื่อนปากมูล ลองดูภาพสมรภูมิระหว่างเชียงแก้ว กับกองทหารของราชอาณาจักรไทยไปพรางๆ ภาพที่ผู้เขียนที่เพิ่งถ่ายอาทิตย์ที่แล้วไปก่อน


วันเวลา ข้อความคำพูด
ตามที่เขียนเรื่องกบถคนอีสานที่ ธนาคม ได้เรียบเรียงไว้

โดย : P. Phupharn

ที่มา : http://lmsonline.nrru.ac.th/board/index.php?topic=1445.msg5625


หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำไปตามความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ

ไม่มีความคิดเห็น: