วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"

กระทู้นี้ ต่อเนื่องจากกระทู้

ว่าด้วยปรากฏการณ์ "บริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย"

แต่ที่มาตั้งใหม่ เพราะเป็นการนำเสนอเชิงข้อมูล เพื่อประกอบสำหรับท่านที่ไม่มี background เรื่องนี้

ความจริง ผมพยายามเขียนเรื่องนี้มาหลายปี แต่ไม่เสร็จ ไม่ไปถึงไหนเสียที เพราะมีข้อมูลจำนวนหนึ่งที่ผมอยากได้ แต่ยังหาไม่ได้


.........................


การให้คำนิยาม การทำกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" เป็นเรื่องใหม่หลัง 2475

คำว่า "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" - ขอให้สังเกตคำว่า "ฝ่าย" - หมายถึงทรัพย์สินที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ทั้งมวล

กฎหมายปัจจุบัน คือ "พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ.2491" ใช้วิธี "นิยาม" แบบเดียวกับ "พรบ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479" ซึ่งใช้วิธีนิยามมาจาก "พรบ.ว่าด้วยการยกเว้นภาษีอากรอันเกี่ยวแก่ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2477" อีกทีหนึ่ง (แต่เพิ่มจาก พรบ.2477 เพราะ พรบ.2477 แบ่งประเภท "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์" เป็นเพียง 2 ประเภทเท่านั้น พรบ. 2479 และ 2491 แบ่งเป็น 3 ประเภท)


วิธีนิยามนี้คือ แบ่ง "ทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์"
ออกเป็น 3 ประเภทคือ

1. ทรัพย์สินส่วนพระองค์

2. ทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน

3. ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

วิธีนิยามคือ เขาจะนิยาม (1) และ (2) ก่อนว่าคืออะไรเสร็จแล้ว จึงบอกว่า (3) "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" คือ อะไรที่นอกเหนือจาก (1) และ (2)


นี่คือ ตัวบทของฉบับ 2491

"ทรัพย์สินส่วนพระองค์" หมายความว่า ทรัพย์สินที่เป็นของพระมหากษัตริย์อยู่แล้วก่อนเสด็จขึ้นครองราชสมบัติ หรือทรัพย์สินที่รัฐทูลเกล้าฯถวาย หรือทรัพย์สินที่ทรงได้มาไม่ว่าในทางใดและเวลาใดนอกจากที่ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้รวมทั้งดอกผลที่เกิดจากบรรดาทรัพย์สินเช่นว่านั้นด้วย

"ทรัพย์สินส่วนสาธารณสมบัติของแผ่นดิน" หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษัตริย์ซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นต้นว่า พระราชวัง

"ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" หมายความว่า ทรัพย์สินในพระมหากษ้ตริย์นอกจากทรัพย์สินส่วนพระองค์และทรัพย์สินส่วนสาธารณะสมบัติของแผ่นดิน ดังกล่าวแล้ว


ในกระทู้ที่กล่าวข้างต้น (เรื่องเงินบริจาค "ตามพระราชอัธยาศัย") ผมจงใจไม่พาดพิงถึง พรบ.เหล่านี้ โดยเฉพาะ พรบ.2491 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน

เพราะนอกจากมีประเด็นทางเทคนิคกฎหมายที่ค่อนข้างยุ่งยากแล้ว

ที่สำคัญคือ พรบ.2491 นี้ เป็น พรบ.ที่ไม่ถูกต้อง ขัดกับหลักการพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย นั่นคือ การที่ พรบ.นี้ ยกอำนาจในการควบคุม "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" กลับไปให้พระมหากษัตริย์ ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการยกเลิกการแยกแยะว่า "อันไหนเป็นส่วนพระองค์ อันไหนเป็นส่วนพระมหากษัตริย์" นั่นคือ ทำให้ "ทรัพยสินส่วนพระมหากษัตริย์" มีฐานะเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ไป ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐ (ถ้าเป็นของรัฐ จะต้องให้รัฐจัดการ และในเมือรัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย การจัดการนั้น ก็ต้องอยู่ภายใต้ accountability เช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของรัฐ)

(ชื่อบทความที่ผมพยายามจะเขียนคือ "ปฏิปักษ์ปฏิวัติ 2491: ความเป็นมาของพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พุทธศักราช 2491" - "ปฏิปักษ์ปฏิวัติ" หรือ counter-revolution เพราะหลักการสำคัญของ พรบ.2491 นี้เป็นการ "ย้อนหลัง" หรือ "พลิกกลับ" หลักการสำคัญของการปฏิวัติ 2475)


ในกระทู้นั้น ผมจึงอภิปรายโดยอ้างอิงถึง"หลักการ"ของประชาธิปไตยโดยตลอด เรื่อง"บุคคลากรรัฐ" หรือคนที่มี"ฐานะในองค์กรรัฐ" ไม่ควรมีสิทธิที่จะใช้จ่าย หรือรับเงินทองในลักษณะ "ตามใจชอบ" ได้ การปฏิบัติเรื่องนี้ ผิดหลักประชาธิปไตย


แต่อันที่จริง แม้แต่ภายใต้ พรบ.ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้เอง ผมก็เชื่อว่า การปฏิบัติในปัจจุบัน เรื่อง "บริจาคเงิน..ตามพระราชอัธยาศัย" ก็ผิดด้วย

เพราะอะไร?

จะเห็นว่า ตามพรบ.2491 ลักษณะอย่างหนึ่งของ "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" คือ ทรัพย์สิน "ที่ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์" (ดูนิยามข้างต้น)

ที่ผมถามว่า การบริจาคต่างๆนั้น บริจาคให้ในหลวงในฐานะ "Mr.ก" หรือ "ในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์"?

ผมว่าไม่สามารถเถียงได้เลยว่า คำตอบคืออย่างหลัง คือ เงินบริจาคเหล่านั้น "ทรงได้มาในฐานะที่ทรงเป็นพระมหากษัตริย์"

ทีนี้ ถ้าตาม พรบ.2491 เอง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" ก็ต้องอยู่ในการดูแลของ "สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"

แต่ปัจจุบัน สนง.ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ไม่ได้ดูแลทรัพยสินส่วนนี้ (สนง. ดูแลอยู่ 2 ส่วนเท่านั้น คือ ที่ดิน และ การลงทุน ส่วนหลัง แยกได้ใหญ่ๆ 2 ส่วน คือ เครือซีเมนต์ กับ เครือธนาคารไทยพาณิชย์)

จริงๆแล้ว ผมก็ไม่ทราบว่า เงินส่วนนี้ ("บริจาค...ตามพระราชอัธยาศัย") ปัจจุบัน ถูกถือว่า เป็น "ทรัพย์สินส่วน..." ไหน? และอยู่ในการดูแลของใคร อย่างที่เล่าในกระทู้ก่อนว่า แค่พยายามจะขอข้อมูลเรื่องนี้เท่านั้น(เรื่องใครดูแล เป็นทรัพย์สินฯส่วนไหน) ก็ทำไม่ได้ เพราะโทรไป สน.พระราชวัง, สน.ราชเลขา สนง.ทรัพย์สิน ล้วนไม่มีใครรู้ ในที่สุด โทรไปได้ private secretary ของในหลวง ก็โดนเสียงเขียวกลับมา

แต่เอาเถอะ เรื่องที่สำคัญกว่า คือ ในเมื่อทรัพย์ "บริจาค" เหล่านี้ เป็นการบริจาค "โดยที่ทรงได้มาในฐานะเป็นพระมหากษัตริย์" ทำไม จึงไม่ถือว่าเป็น "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์" และทำไมจึงไม่อยู่ภายใต้การดูแลของ สนง.ทรัพย์สิน?

เรื่องที่การปฏิบัติเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ปัจจุบัน ผิดไปจากแม้แต่ตัวบท พรบ.2491 เอง ไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ยังมีอีก แต่เอาเท่านี้ก่อนเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน

ความจริง พรบ.นี้ ออกมาเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ครบ 60 ปี ปีนี้พอดี! (เป็นกฎหมาย ที่มีอายุยาวมาก อาจจะยาวที่สุดด้วยซ้ำ ยาวกว่า ประมวล อาญา ด้วย ออกมาก่อนจะมี "ปรากฏการณ์" ที่ผมพูดถึงในกระทู้นั้นนาน (ประกฏการณ์นั้น มีสมัยสฤษดิ์) นี่เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ ผมต้องอภิปรายโดยอ้างอิงหลักการมากกว่าอ้างอิงตัวบท พรบ.นี้ เพราะ พรบ.นี้ ตอนเขียน ไม่มีปรากฏการณ์นี้


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ที่มา : ฟ้าเดียวกัน : กระทู้ข้อมูล: ว่าด้วยการ"นิยาม"และการปฏิบัติบางประการเรื่อง "ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์"


เพิ่มเติม
บางความเห็นในกระทู้


ThuRed ว่า...

ขอบคุณ อ.สมศักดิ์

ความจริงการพูดถึงเรื่องนี้ ก็เหมือนกับการพูดถึงเรื่อง เงินวัดเงินเจ้าอาวาสคนใน สนง.พระพุทธ พูดให้ฟังว่า พยายามพูดให้เจ้าอาวาสวัดใหญ่ ๆ จัดทำบัญชีให้เรียบร้อย (ตามนโยบาย สนง.พระพุทธ)แต่ก็มักจะได้รับคำตอบว่า ทุกวันนี้ก็ดีแล้ว

ในที่สุดก็เห็นกันว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป เจ้าอาวาส วัดใหญ่ ๆ (ขนาด ตจว.) มีแต่เงินเข้า(ย่ามส่วนตัว) บางวันนับกันจนเมื่อยมือ มีฝากธนาคารกันเป็นสิบ ๆ ล้าน

คนพูดอย่าง จนท. สนง.พระพุทธฯ คนพูดอย่างอาจารย์ ก็คือคนตั้งใจจะให้เสถาบันบริสุทธิ์บริสุทธิ์สำหรับชาวบ้านอย่างผม เพราะเมื่อบริสุทธิ์ก็จะไม่มีเรื่องให้นินทา

แต่เด็กวัดหรือจะยอมเข้าใจ เด็กวัดอาจจะไม่เท่าไหร่ พวกอ้างว่าเป็นศิษย์นอกวัดนี่สิ ร้ายนัก พอแตะปั๊บ ก็กลายเป็นเรื่องสถาบัน เป็นเรื่องความมั่นคงความเป็นความตายของชาติไปโน่นพูดเพราะหวังดี จึงกลายเป็นการให้ร้าย คนพูดถูกด่าว่าเป็นตัวเสนียดจัญไร ถูกไล่ให้ไปอยู่ ตปท.

...............................


กิ๊กผม..เธอเป็นยอดมนุษย์ ว่า....

ผมขอพาออกนอกเรื่องนิดหน่อย คือผมว่ามีเรื่องแปลกๆที่น่าคิด


1.สถาบันท่านก็รวยอยู่แล้ว ฟอร์บว่ามี5พันล้านเหรียญ(รวยอันดับ5ของKingทั่วโลก) ส่วนนักวิชาการมสธ.ว่าท่านมี33พันล้านเหรียญ(ก็ต้องเป็นที่1เพราะเยอะกว่าสุลต่านบรูไน)

2.โดยที่ท่านก็ไม่ต้องจ่ายภาษี เพราะกฎหมายเขียนไว้ว่าสนง.ทรัพย์สินฯไม่ต้องจ่ายภาษี(ก็มีคนเถียงว่าสนง.ทรัพย์สินไม่ใช่ของส่วนพระองค์เป็นของแผ่นดินอีกหละ แต่หากดูการแก้กฎหมายพ.ศ.2491ที่อาจารย์สมศักดิ์ยกมา โดยนนิตินัยและพฤตินัยก็คือเป็นของส่วนตัว)

3.แต่คนไทยที่จ่ายภาษีเข้ารัฐนั้น ก็ยินดีจะจ่ายเงินภาษีสนับสนุนสถาบัน ที่ผ่านสำนักพระราชวังนั้นปีละ2,000ล้าน หากรวมผ่านหน่วยงานอื่นๆรวมก็6,000ล้านบาท นี่ไม่นับว่าออกข่าวทางสื่อต่างๆช่วงไพรม์ไทม์ หรือพวกซุ้มพวกป้ายเฉลิมพระเกียรติ ยังไม่มีใครรวมว่าทั้งประเทศกี่หมื่นล้านบาท

4.ขณะเดียวกันก็มีบุคคล หน่วยงานทั้งในและต่างประเทศพากันนำเงินไปถวายให้ใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัยอีก(อันนี้ไม่รู้ปีๆนึงเท่าไหร่ แต่หากสนใจจริงๆก็ดูข่าว2ทุ่มจะมีทุกวัน)ทั้งที่ท่านก็ทรงมั่งคั่งอยู่แล้ว รัฐบาลก็นำภาษีไปจัดงบปะมาณให้สถาบันอยู่แล้ว และอำนายความสะดวกต่างๆให้พอแล้ว


อันนี้ว่ากันโดยสามัญสำนึกก็เลยงงว่า คนให้หรือคนบริจาคนี่เค๊าคิดอะไรของเค๊าอยู่ แล้วคนรับนี่ท่านรับไปทำไมอีก แต่หากท่านรับไปแล้วจะเอาไปเสด็จพระราชกุศลต่อในโครงการพระราชดำริต่างๆก็จะนับว่า ทรงเปนพระมหากรุณาธิคุณ

ผมลองคิดเทียบกับเศรษฐีฝรั่งเขานำเงินไปบริจาคเพื่อการศึกษา ให้มหาวิทยาลัย หรือกองทุนการกุศลต่างๆ มันก็น่าจะเป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติมากกว่า

ก็เลยพาออกมานอกเรื่องให้ได้ร่วมกันงงกับผมแค่นั้นแหละครับ

..................

2 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ไม่น่าเชื่อความคิดนี้จะมาจากคนไทย

Arjarn Kamonpat กล่าวว่า...

ผมยังสงสัยอยู่อย่างหนึ่งว่าทำไมนักสังคมศาสตร์, เศรษฐศาสตร์ในบ้านเราเมื่อออกมาวิพากษ์วิจารณ์อะไรก็แล้วแต่กลับมีมมุมมองที่เป็นอัตวิสัยอย่างรุนแรง

การมุ่งประเด็นเรื่องความเสมอภาคและเท่าเที่ยมกันในสังคมไทยโดยไม่ต้องการให้มีความเหลื่อมล้ำแม้แต่ในชนชั้นกษัตริย์อย่างไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ มันเหมือนการมองของคนที่ติดอยู่กับอุดมการณ์ส่วนตัวโดยไม่มองสถานการณ์ความเป็นจริงเสียจนอยากจะพูดว่า นี่คือคนที่ไม่สามารถสอนหนังสือ หรือ บริหารองค์กร และประเทศได้โดยสิ้นเชิง

ถ้าอุดมการณ์ของคุณในเรื่องนี้คือการไม่มีชนชั้น แล้วคุณยอมรับได้ว่าทุกคนจะต้องดำเนินตามกฎเดียวกันทั้งประเทศ แล้วนักการเมืองหรือเรียกให้ถูกว่านักธุรกิจการเมืองที่หลบเลี่ยงกฎ หรือสร้างกฎให้เข้าข้างตนเองนั้น คุณจะบอกว่าเป็นที่ยอมรับได้อย่างนั้นหรือ

เหมือนที่มีหลายคนบอกว่า การที่คน ๆ หนึ่งไม่ได้สิทธินั้นมาแต่กำเนิดแต่สามารถสร้างสิทธินั้นให้กับตัวเอง หรือเปลี่ยนแปลง / สร้างกฎที่เข้าข้างตนเองขึ้นมาได้ นั่นน่านิยมสรรเสริญ

ผมสงสัยว่าพวกคุณบ้ากันไปแล้วหรือเปล่า

เอาละ ถ้าจะตั้งคำถามต่อเงินบริจาคการกุศลของสถาบันกษัตริย์ ผมก็สงสัยว่าเทียบกันกับนักธุรกิจการเมืองที่เอาแต่โกงภาษีและงบแผ่นดิน แถมไม่มีอะไรชัดเจนในโครงการที่ตอบแทนให้กับสาธารณะชนเลยนั้น ผมอยากรู้ว่าเขาดีกว่าตรงไหน?

โครงการหลวงที่เป็นการตอบแทนให้กับประชาชนนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถตำรวจ โครงการถนน สะพาน ฯลฯ ยังมีเยอะกว่า

ตราบใดที่ไม่มีทางเลือกทั้งในแง่ระบบและตัวบุคคลที่ดีกว่า ก็อย่าได้หาญกล้าออกมาตำหนิสถาบันทีได้ช่วยเหลือประชาชนและเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจประชาชนมาช้านานเลย

ความสมถะ ความอุตสาหะของท่านที่ได้ทุ่มเทให้กับประเทศนั้นยิ่งใหญ่และชัดเจนกว่ามาก

นักธุรกิจการเมืองจะไปไหนทีก็ทำขบวนรถยาวเป็นกิโลเมตร เข้ามามีอำนาจก็เอางบหลวงสั่งซื้อเครื่องบิน

แต่องค์เหนือหัวที่พวกคุณบอกกันว่ามีอภิสิทธิอย่างนั้นอย่างนี้ ท่านเสด็จไปไหนคิดถึงประชาชนก่อน ไปเยี่ยมพื้นที่น้ำท่วมก็ไปตอนเวลาที่ไม่รบกวนการจราจร หรือถึงขนาดที่เคยทรงขับรถด้วยพระองค์เองไปข้างนอกโดยไม่มีขบวนนำ

ไม่ว่าจะมองมุมไหนยังไงตัวเลือกหรือทางเลือกอื่นของพวกคุณก็ไม่มีทางเทียบกับพระองค์ท่านได้ ผมถึงสงสัยว่าจะพยายามโจมตีสถาบันไปทำไม

บริหารประเทศอย่างตั้งใจ ใส่ใจทุกข์สุขประชาชนด้วยการลงพื้นที่เข้าถึงประชาชนจริงๆ ไม่ใช่ทำ รมต สัญจรขึ้นปราสาทหิน ต้องสร้างพื้นที่ใหญ่โตรอรับ แบบนั้นค่อยมาบอกว่าพวกคุณควรจะศรัทธาผม

เอาเงินหลวงไปแจกให้กู้แล้วทำประหนึ่งเสมือนเงินตัวเอง แบบนี้มันคืออะไร

เทียบอะไรกันไม่ได้เลย แต่ก็พยายามจะหาทางล้มล้างสถาบัน พวกคุณไปหาคนที่ทุ่มเทได้สักหนึ่งในร้อยของท่านมาให้ดูก่อน แล้วคนอื่น ๆ ถึงจะยอมรับได้