วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2551

ความเป็นมาของไอเดีย "เลือดสีน้ำเงิน"


เห็นคุณ "แฟนคลับ" ตั้งคำถามความเป็นมาของไอเดีย "เลือดสีน้ำเงิน"

" ใครพอทราบบ้างไหมครับว่าเหตุใดจึงกล่าวว่าชนชั้นศักดินามี "เลือดสีน้ำเงิน" (ผมเข้าใจว่านี่เป็นสำนวนในภาษา และสังคมศักดินาอื่นๆด้วย)
มันมีที่มาจากไหนครับ? ทำไมต้องสีน้ำเงิน?
หรือว่าน้ำเงินเป็นสีของท้องฟ้า เพื่อบ่งบอกว่าชนชั้นศักดินานั้นเป็นกลุ่มคนที่จุติมาจากฟากฟ้า เป็น "เทวดา" เป็น "เจ้าฟ้า" เป็น "พระเจ้า" หรือเป็น "โอรสสวรรค์"?
หรือเพียงสมมติขึ้นมาให้แตกต่างจากเลือดสีแดงของคนธรรมดาเท่านั้นเอง เป็นอุบายในการปกป้อง "ความบริสุทธิ์ของสายเลือด" เอาไว้? แต่ถ้าอย่างนั้นทำไมต้องสมมติว่าเป็นสีน้ำเงิน?
ใครพอรู้บ้างครับ
ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับการแลกเปลี่ยน "



Blood blue เป็นคำที่แปลมาจากเสปนตรงๆ
(sangre azul คือ sangre แปลว่า เลือด azul แปลว่า "น้ำเงิน")

มีกำเนิดมาจากการต่อสู้ในสมัยกลางระหว่างอาณาจักรศักดินาเสปน (ราชวงศ์ Castile) กับพวก "มัวร์" Moors คือ พวกมุสลิมที่มีรากฐานมาจากอัฟริกาเหนือ (มอรอคโคปัจจุบัน) ที่ขยายดินแดนเข้าไปยึดครองแหลมไอบีเรียน (ประเทศเสปน-โปร์ตุเกส ปัจจุบัน) อยู่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8

เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 10 พวกคริสเตียนในแหลมไอบีเรียน (หลายราชวงศ์ร่วมมือกัน) เริ่มต่อสู้เพื่อไล่พวกมัวร์ออกไป (เรียกกันว่า "Reconquista" คือ "เอาคืน") ถึงศตวรรษที่ 13 ฝ่ายคริสเตียนสามารถผลักดันพวกอิสลามจากบริเวณส่วนกลางของแหลมไอบีเรียนได้ เหลือแต่อาณาจักรเกรนาดา (Granada) ของมุสลิมทางใต้ของแหลมที่ยังอยู่ได้ จนถึงศตวรรษที่ 15 เมื่ออาณาจักรคริสเตียนที่เพิ่งรวมเป็นเอกภาพในนาม "เสปน" (ระหว่างราชวงศ์ Aragon กับ Castile) เอาชนะเกรนาดาได้สำเร็จ และไล่มุสลิมออกไปจากแหลมไอบีเรียน (มุสลิมที่ยังอยู่ ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนศาสนา ก็ถูกฆ่า)

คำว่า "เลือดสีน้ำเงิน" (sangre azul) มาจากพวกชนชั้นผู้ดีศักดินาของ Castile ที่อ้างความเหนือกว่าพวกมัวร์ (ในระหว่างสงครามที่กล่าวข้างต้น คือ ศตวรรษ 10-14) คือ พวกมัวร์ผิวคล้ำ ขณะที่พวก Castile ผิวขาว-บาง จะเห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจน (ออกเป็นสี "น้ำเงินๆ") พวกนี้ ก็จะชูแขน ข้างที่ถือดาบ ให้เห็นรอยเส้นเลือดใต้ผิวหนังนี้ แล้ว "คุย" ว่าตัวเอง มี "เลือดสีน้ำเงิน" ที่ "บริสุทธิ์" จนเห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า เป็นเลือด "บริสุทธิ์" ที่สืบเชื้อสายมาจากพวก Visigoth (หนึ่งในชนเผ่าเยอรมัน ที่เข้าโจมตีอาณาจักรโรมัน และยุติยุคคลาสสิคของยุโรป)

ต่อมา ไอเดียทีว่า ชนชั้นผู้ดี มีเลือดบริสุทธิ์ "สีน้ำเงิน" ก็แพร่หลาย ใช้เปรียบเทียบไม่เพียงกับพวก มัวร์ แต่รวมถึงพวกยิว และชาวนา (ชนชั้นต่ำ) เพราะพวกหลังนี้ มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือ ต้องทำงานหนัก ตากแดด ตากลม ผิวกร้าน หยาบ ดำคล้ำ (มองไม่เห็นรอยเส้นเลือดที่ผิวหนัง)

คำนี้ ถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆของยุโรป ในภาษาอังกฤษ มีหลักฐานใช้คำนี้ในช่วงศตวรรษที่ 19 (1830s)

ของไทย เริ่มใช้กันเมื่อไร ไม่ทราบนะครับ
(เท่าที่เห็นๆ ดูเหมือนไม่ได้เป็นที่นิยมอะไรนักในหมู่ชนชั้นผู้ดีไทย)


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


เพิ่มเติม :

ขอบคุณมากครับอาจารย์สำหรับข้อมูล น่าสนใจมากๆ

ขอเพิ่มเติมเล็กน้อยครับ

ตะกี้ เข้าวิกีพิเดียของภาษาฝรั่งเศส http://fr.wiktionary.org/wiki/avoir_le_sang_bleu

ได้ข้อมูลว่า สำนวน avoir le sang bleu ("เลือดสีน้ำเงิน" ในภาษาฝรั่งเศส) ใช้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยแปลมาจากสำนวนของเสปนที่อาจารย์พูดถึง (sangre azul)

วิกีพิเดียบอกว่า ที่มานั้น มีอยู่ 2 ทฤษฎี อย่างแรกคือ อย่างที่อาจารย์ได้ให้ข้อมูลไว้ (ซึ่งเยอะกว่าวิกีพิเดียอีก) แต่เพิ่มเติมเล็กน้อยว่า "sangre azul" นอกจากจะโยงเข้ากับชนชั้นนำที่ผิวขาวจนเห็นเส้นเลือดเป็น "น้ำเงินๆ" แล้ว ยังโยงกับสีของตา (สีฟ้า) ด้วย

ส่วนทฤษฎีที่ 2 นั้น - ตามวิกีพิเดีย - ออกแนว joke เล็กน้อยคือ ที่คำๆนี้เกิดขึ้นในเสปนยุคกลาง เพราะกษัตริย์เสปนนั่งอยู่บนบัลลังก์ วันๆไม่ทำอะไร จนเลือดลมไหลเวียนขัดข้อง กระทั่งเลือดเป็นสีน้ำเงิน


แฟนคลับอ.สมศักดิ์


ที่มาของคำถามและคำตอบนี้ : เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน : ความเป็นมาของไอเดีย "เลือดสีน้ำเงิน"

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยผู้จัดเก็บบทความ

ไม่มีความคิดเห็น: