วันเสาร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2552

สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การปฏิวัติ ประชาธิปไตยทุนนิยม


ภาพการณ์ของสังคมไทยปัจจุบันที่เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้คนไทยโดยทั่วไปงุนงงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคมไทยและทางออกจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่จะเข้าใจเพียงว่าเพราะ พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ พรรคไทยรักไทยที่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นพรรคพลังประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย และพรรคประชาธิปัตย์ฝ่ายหนึ่ง ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน จนก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกในหมู่ประชาชน ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ที่ลึกไปกว่านั้นที่เป็นรากเหง้าของปัญหาที่แท้จริง คนส่วนใหญ่ไม่ทราบ จึงต้องทำความเข้าใจเพื่อจะได้ไม่วิตกกังวลและหาทางออกได้ถูกต้อง

สภาพการณ์ทางสังคมและการเมืองไทยมองย้อนกลับไปในอดีตกรณีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ปรากฏการณ์ที่เป็นภาพที่คนโดยทั่วไปเข้าใจ คือนักศึกษาและปราชาชนผู้รักประชาธิปไตย ขับไล่เผด็จการณ์ จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ออกจากตำแหน่งเท่านั้น แต่เนื้อแท้จริงของเหตุการณ์จะมองไม่เห็น

จริงๆแล้วเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเหตุการณ์ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยม ยืมมือ นักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตยโค่นล้มกลุ่มเผด็จการณ์ทางการทหารที่มีอำนาจโดดเด่น จนถูกหวาดระแวงว่าจะเป็นอันตรายต่อกลุ่มอนุรักษ์นิยม ดังตัวอย่างในหลายประเทศในโลกที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ถือว่าเป็นการสิ้นยุคของระบอบเผด็จการอำนาจนิยมทางการทหารต่อจากนั้นการเมืองยุคทหารก็ค่อยๆลดระดับลง

แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์อย่างมากมายจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตยประชาชนแต่กลายเป็นทุนนิยมไทยที่ได้รับการปลดโซ่ตรวนจากระบอบเผด็จการทหาร ทำให้ทุนนิยมไทยเริ่มสะสมทุน ขยายทุน และเข้าสู่การเมือง ตั้งพรรคการเมืองต่างๆ เริ่มต้นการเมืองยุคทุนนิยม

ในขณะนั้นฝ่ายซ้ายที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ได้เข้มแข็งเติบใหญ่ขึ้นจากกระแสอินโดจีนและการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาฝ่ายซ้าย ทำให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ปลอดภัยจากผู้นำเผด็จการทหาร เริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย จึงร่วมมือกับฝ่ายทุนนิยมและจักวรรดินิยมอเมริกา ใช้แผน “ขวาพิฆาตซ้าย” จนก่อกรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519 ขึ้น ทำให้นักศึกษาและประชาชนฝ่ายซ้ายจำนวนมากต้องหลบหนีเข้าป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท)

ต่อมาเมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงเกิดวิกฤตศรัทธาในฝ่ายสังคมนิยม พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท) ก็ตกต่ำจนหมดสภาพที่จะนำการปฏิวัติกลุ่มอนุรักษ์นิยมจึงปลอดภัยจากขบวนการฝ่ายซ้าย

ครั้นมาถึงปัจจุบัน เมื่อทุนนิยมไทยได้สะสมทุนและขยายทุนจนใหญ่โตขึ้นอีกทั้งโลกก็ได้พัฒนาเข้าสู่ยุค “ทุนโลกาภิวัตน์” ในประเทศไทยก็เกิดกลุ่ม “ทุนนิยมใหม่” ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพรรคการเมืองใหม่ชื่อ “ไทยรักไทย” มีทิศทางและนโยบายสอดคล้องกับยุคสมัยก้าวหน้ากว่าพรรคการเมืองทุนนิยมเก่า และพรรคการเมืองอนุรักษ์นิยมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป) ความตอบรับของประชาชนจึงมีมากพรรคจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว และหัวหน้าพรรคคือ พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ ก็มีความโดดเด่นถึงขั้นจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาค ปัญหาจึงเกิดขึ้น

เพราะกลุ่มอนุรักษ์นิยมเริ่มหวาดระแวงและไม่ไว้วางใจ ดังนั้นขบวนการจัดตั้งต่าง ๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อโค่นล้มทำลาย พตท.ทักษิณ ชินวัตร์ และพรรคไทยรักไทย นี้แหละคือสภาพการณ์ที่แท้จริงของสังคมและการเมืองไทยในปัจจุบัน

เมื่อทราบเนื้อแท้ของปัญหาแล้วก็จะต้องวิเคราะห์ว่า สถานการณ์จะก้าวไปอย่างไรและจุดจบของปัญหาจะลงเอยอย่างไร ก็ต้องพิจารณาทฤษฎีสังคมการเมืองและกฎวิวัฒนาการทางสังคม โดยศึกษาจากประวัติศาสตร์ประเทศต่างๆ ในโลกที่ผ่านมาและวิเคราะห์ว่าสังคมไทยเวลานี้ดำรงอยู่อย่างไร

ผู้เขียนวิเคราะห์ว่า สังคมไทยได้ก้าวพ้นจากสังคมด้อยพัฒนาแล้วหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงปัจจุบันน่าจะเรียกได้ว่า
“เป็นสังคมกำลังพัฒนาขั้นสูง กำลังก้าวสู่ความเป็นสังคมที่พัฒนาแล้วเข้าสู่ความเป็นสากล” แต่เนื่องจากสังคมไทยอยู่ในสภาพพิกลพิการจึงไม่อาจก้าวสู่ความเป็นสากล

เป็นสังคมที่พัฒนาแล้วได้เนื่องจากขั้นตอนการพัฒนาติดขัดเพราะในขณะที่เศรษฐกิจและสังคมกำลังก้าวสู่ยุคทุนโลกาภิวัตน์ แต่โครงสร้างทางอำนาจไม่ว่าเป็นตำรวจ ทหาร ศาล ระบบราชการต่างๆ ยังอยู่ในมือกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพราะประเทศไทยยังไม่ผ่านการปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยม ปรากฏการณ์ “กลุ่มพันธมิตร” และเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 เป็นเครื่องบ่งชี้ชัดเจนคือได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมในการโค่นล้มรัฐบาล เวลานี้จึงเป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มทุนนิยมใหม่

สถานการณ์จึงก้าวเข้าสู่การปฏิวัติประชาธิปไตยทุนนิยมที่กลุ่มทุนนิยมใหม่จะเป็นผู้นำการปฏิวัติเพื่อช่วงชิงโครงสร้างทางอำนาจจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม จุดแตกหักจะเริ่มขึ้นต่อเมื่อใดที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมช่วงชิงความเป็นรัฐบาลจากปัจจุบัน (เปลี่ยนขั้ว) อย่างไม่ชอบธรรมไปเป็นรัฐบาลภายใต้กลุ่มอนุรักษ์นิยม ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลแห่งชาติหรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก็ตามขบวนการต่อสู้อาจจะออกมาในรูป “แนวร่วมปฏิวัติประชาธิปไตยประชาชน” (นปช) หรือเป้าหมายอาจจะรุนแรงกว่านี้ก็ได้ และอาจถึงขั้นมีการจัดตั้งกองกำลังอาวุธเป็นป่าประสานเมืองและประสานกับคนไทยต่างประเทศเป็น ขบวนการแนวรบสามประสาน ก็เป็นได้

นี้คือคาดการณ์ตามการวิเคราะห์ในเชิงวิตกของผู้เขียน ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ จริงๆก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่จากทฤษฎีการปฏิวัติจากระบอบสังคมศักดินาสู่ระบอบประชาธิปไตยทุนนิยม ตัวอย่างแรกคือการปฏิวัติฝรั่งเศษและตัวอย่างล่าสุด คือการปฏิวัติในประเทศเนปาลเป็นกรณีศึกษาที่เราคนไทยจะต้องพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางลดความรุนแรงและการสูญเสียที่จะเกิดขึ้น ให้การเปลี่ยนแปลงใช้ทฤษฏี “เปลี่ยนผ่าน” แทนการใช้ทฤษฏี “โค่นล้ม” สภาพการณ์ที่คนในชาติแตกแยกอย่างรุนแรงในขณะนี้ เกิดจากการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์นิยมกับกลุ่มทุนนิยมใหม่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเพียงเครื่องมือของกลุ่มอนุรักษ์ยมเท่านั้น

ดังนั้น การแก้ปัญหาจะต้องพิจารณาว่าในความขัดแย้งนี้กลุ่มใหนเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง และจะแก้อย่างไร ที่ผ่านมาสื่อมวลชนมากมาย นักวิชาการและบุคคลต่างๆอาจไม่เข้าใจหรือแกล้งไม่เข้าใจโดยโยนปัญหาไปที่รัฐบาลว่าเป็นด้านหลักของความขัดแย้ง การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่รัฐบาล เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภาซึ่งที่ผ่านมา ทั้งนายกฯ ลาออก ยุบสภาถูกยึดอำนาจ และกระทั้งนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ถูกปลดออก เหตุการณ์ก็ไม่ยุติ จึงเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า ด้านหลักของความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่รัฐบาล แต่อยู่ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่หนุนหลังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่การแก้ปัญหาจึงต้องแก้ที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมเป็นด้านหลัก

ทางออกของการแก้ปัญหาก็คือกลุมอนุรักษ์นิยมจะต้องยอมรับความจริงยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก ค่อยๆปล่อยมือจากโครงสร้างทางอำนาจ ปล่อยให้ใครกลุ่มใหนก็ตามเมื่อได้รับการเลือกจากประชาชนมาเป็นรัฐบาลได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ส่วนการทุจริตและความไม่โปร่งใสต่างๆ ระบอบประชาธิปไตยจะค่อยสะสางขัดเกลาโดยตัวของมันเอง จะต้องมุ่งที่จะให้การศึกษายกระดับจิตสำนึกของประชาชนให้สูงขึ้นแทนที่จะโค่นล้มทำลายล้างกัน การถ่ายเทโครงสร้างทางอำนาจอย่างปฏิรูปค่อยเป็นค่อยไปอย่างเปลี่ยนผ่านจะทำให้ไม่เกิดความรุนแรงแต่ถ้าไม่เป็นไปเช่นนี้ก็จะเป็นการต่อสู้กันเพื่อเปลี่ยนแปลงแบบ “โค่นล้ม” เป็นการปฏิวัติอย่างรุนแรง พลิกฟ้าคว่ำดิน ความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนก็จะใหญ่หลวง “สงคราม” หรือ “สันติภาพ” อยู่ที่การตัดสินใจของกลุ่มด้านหลักของความขัดแย้ง

โลกต้องพัฒนาไปข้างหน้า สังคมไทยก็ต้องพัฒนาไปข้างหน้าตามการพัฒนาของโลก การคิดถูกต้องและการตัดสินใจที่ถูกต้องคือการคิดและการตัดสินใจที่สอดคล้องกับการพัฒนาของโลก ฝากข้อคิดข้อเขียนนี้ให้ประชาชนคนไทยพิจารณาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วย


สุรชัย แซ่ด่าน


ที่มา : CBN press : สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่การปฏิวัติ ประชาธิปไตยทุนนิยม

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ

2 ความคิดเห็น:

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ความขัดแย้งทางการเมือง ควรแก้ด้วยการเมือง อย่างดึงสถาบันมาเกี่ยวข้อง เพราะในหลวงทรงงานหนักเพื่อพัฒนาประเทศไทยมาตลอด ทุกยุคทุกรัฐบาล ไม่มีข้อยกเว้น ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ศึกษาต่อต่างประเทศ กล่าวว่า...

ขอบคุณมากค่ะ สำหรับบทความ