วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2551

จดหมายขอขมาของ"นายตี๋ ศรีสุวรรณ" : กรณีพยานเท็จ "คดีลอบปลงพระชนม์ ร.8"


ขณะที่นายตี๋ ศรีสุวรรณ อายุ 102 ปี ในปี พ.ศ. 2522 ได้สำนึกในกรรมที่ได้ทำไว้ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 โดยรับจ้างเป็นพยานเท็จ จนทำให้ผู้บริสุทธิ์ 3 คนต้องถูกประหารชีวิต และทำให้ท่านปรีดี กับร้อยเอกวัชระชัย ต้องระทมขมขื่น นายตี๋ ศรีสุวรรณ จึงได้ให้ลูกเขยเขียน จดหมายไปขอขมาท่านปรีดี ซึ่งขณะนั้นพำนักอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ดังสำเนาจดหมายต่อไปนี้


บ้านเลขที่ 2386 ถนนพหลโยธิน
กรุงเทพฯ
25 มกราคม 2522

เรียน นายปรีดี ที่นับถือ

นายตี๋ ศรีสุวรรณ เป็นพ่อตาของผม ขอให้ผมเขียนจดหมายถึงท่าน นายตี๋เขียนจดหมายไม่ได้ เมื่อครั้งไปให้การที่ศาลก็ได้เขียนแต่ชื่อตัว ต. และพิมพ์มือเท่านั้น นายตี๋จึงให้ผมซึ่งเป็นบุตรเขยเขียนตามคำบอกเล่าของนายตี๋ เพื่อขอขมาลาโทษต่อท่าน นายตี๋ได้ให้การต่อศาลว่า นายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต นายบุศย์ ไปที่บ้านพระยาศรยุทธ ข้างวัดชนะสงคราม เพื่อปรึกษารอบปลงพระชนม์ในหลวงรัชกาลที่ 8 แต่ไม่เป็นความจริง นายตี๋เอาความไม่จริงมาให้การต่อศาล เพราะพระพินิจได้เกลี้ยกล่อมว่า จะให้เงินเลี้ยงนายตี๋ไปจนตาย เมื่อให้การแล้วพระพินิจให้เงินนายตี๋ 500-600 บาท และให้นายตี๋กินอยู่หลับนอนที่สันติบาลประมาณ 2 ปีเศษ เดิมพระพินิจบอกว่าจะให้สองหมืนบาท เมื่อเสร็จคดีแล้วพระพินิจก็ไม่จ่ายให้อีกตามที่รับปากไว้ เวลานี้นายตี๋รู้สึกเสียใจมากที่ทำให้ 3 คนตาย และนายปรีดีกับนายวัชรชัยที่บริสุทธ์ต้องถูกกล่าวหาด้วย นายตี๋ได้ทำบุญกรวดน้ำ ให้กับผู้ตายเสมอมา แต่ก็ยังเสียใจไม่หาย เดี๋ยวนี้ก็มีอายุมากแล้ว อีกไม่ช้าก็ตาย จึงขอขมาลาโทษนายปรีดี นายวัชรชัย นายเฉลียว นายชิต นายบุศย์ ที่นายตี๋เอาความเท็จมาให้การปรักปรำ ขอได้โปรดให้ขมาต่อนายตี๋ด้วย

ข้อความทั้งหมดนี้ ผมได้อ่านให้นายตี๋ฟังต่อหน้าคนหลายคนในวันนี้ เวลาประมาณ 11 น.เศษ และได้ให้นายตี๋พิมพ์ลายนิ้วมือนายตี๋ ต่อหน้าผมและคนฟังด้วย


ขอแสดงความนับถือ
เลื่อน ศิริอัมพร

ต. (พิมพ์ลายนิ้วมือนายตี๋)


*************

สำเนาของคุณ mims

ที่มา : บอร์ดประชาไท : ห้องรักประชาธิปไตย...ไม่เอาเผด็จการ : จดหมายขอขมา ของนายตี๋ ศรีสุวรรณ

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ

๒๔ มิถุนา-ยังไม่จบ


เมื่อคืนนี้มีคนรักประชาธิปไตยไปชุมนุมกันมากที่สนามหลวง เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบ ๗๖ ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นวันที่พวกอำมาตย์เขาพยายามให้เราลืม

อยากให้ลืมทั้งวันและลืมทั้งคนที่ก่อกำเนิดขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสายพลเรือนที่นำโดย ดร.ปรีดี พนมยงค์ และสายทหารที่นำโดยพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) ซึ่งเป็นนายทหารที่กุมอำนาจรัฐไว้ได้อย่างมั่นคงและเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี แต่กลับถึงแก่อสัญกรรมอย่างคนยากไร้ เงินติดบ้านแทบไม่พอจัดงานศพ เพราะซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินอย่างหาใครเปรียบได้ยาก

นายทหารยศสูงๆในปัจจุบันจะมีจนขนาดนั้นสักกี่คน แค่ระดับผู้บังคับการกองพันก็ได้ทีละเป็นล้านๆจากการยึดอำนาจแต่ละครั้ง ยังไม่นับรวมถึงประโยชน์อันเกิดจากสถานีวิทยุบ้าง ค่าคุ้มครองต่างๆตามสไตล์มาเฟียบ้าง และอะไรอื่นๆอีกมาก

ตำนาน “เมียทหารนับขวด เมียตำรวจนับแบงก์” นี่กระจุยกระจายไปเลยน่าดีใจที่เหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ทำให้คนหวนกลับมาคิดถึงวันที่ ๒๔ มิถุนามากขึ้น พูดได้ว่าหากไม่มีการทำลายประชาธิปไตยอย่างครบวงจรกันอีกรอบหนึ่งในยุคนี้ เราอาจจะลืมไปเลยว่าศักดิ์ศรีของเราเริ่มต้นมาจากไหน


ครับ เผด็จการอาจจะมีประโยชน์อยู่บ้างก็ตรงที่ทำให้เรารักและหวงแหนประชาธิปไตยมากขึ้นนี่แหละ แต่ ๒๔ มิถุนา ต้องให้เกิดประโยชน์มากกว่านั้น เราต้องถือเอาวันนี้เป็นโอกาสให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยกับสาธารณชนมากๆ กระตุ้นให้คนรุ่นหลังอยากรู้เกี่ยวกับปริศนาของวันที่ ๒๔ มิถุนา โดยเฉพาะคำถามบางข้อที่ฝ่ายตรงข้ามชอบ “ใส่” เอาไว้ในหัวของคนรุ่นหลัง


“การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕
เป็นการชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่?”

“พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกำลังจะพระราชทานรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่คณะราษฎร์ใจร้อนและชิงยึดอำนาจเสียก่อนใช่หรือไม่?”

“เมืองไทยพร้อมแล้วหรือต่อการเป็นประชาธิปไตย” ฯลฯ


เป็นตัวอย่างของคำถามที่มาจากฐานความคิดแบบอำมาตย์และเผด็จการ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำให้คนที่ยังมีจิตใจไม่เป็นไทแก่ตัวอย่างหนักแน่น เกิดสับสนและไขว้เขวตามได้ง่าย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ยืนยันเพียงพอแล้วครับว่าหากไม่มี ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ ป่านนี้เมืองไทยก็ยังเร่อร่าล้าสมัยอยู่อย่างเก่า ประชาธิปไตยไม่มีวันจะมาจากมือของกลุ่มอำนาจเดิมได้เลย

ตราไว้นะครับว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ นั้น อาจจะมีพระราชอัธยาศัยในทางประชาธิปไตยอยู่ และพระราชอำนาจก็มิได้ทำให้ทรงหลงใหลได้ปลื้มจนถึงกับจะทรงยื้อยุดไว้ เพราะการรับราชสมบัติต่อจากพระบรมเชษฐาธิราชคือรัชกาลที่ ๖ ก็มิใช่พระราชประสงค์อยู่แล้วแต่เดิม แต่พระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่และขุนนางในระบอบอำมาตยาธิปไตยในขณะนั้นหรือขณะไหนก็ตาม จะไม่วันยอมพระองค์ท่านในเรื่องนี้เป็นอันขาด แค่ในคณะอภิรัฐมนตรีและองคมนตรีสภา แนวพระราชดำริก็คงจะไม่ผ่านแล้ว อย่าไปเชื่อถือชิ้นงานโฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายตรงข้ามกับประชาธิปไตยอีกเลยครับ เขามีหน้าที่อย่างเดียวคือบอกว่าประชาธิปไตยเลวอย่างไรเท่านั้น เราต้องรักษาประชาธิปไตยและสร้างนักรบเพื่อประชาธิปไตยรุ่นใหม่เอาไว้แทนกัน โดยต้องให้เวลากับงานสร้างสรรค์แบบนี้มากๆ ไม่หมดเวลาไปกับการประณามเสนียดของระบอบประชาธิปไตยอย่างกลุ่มข้างถนนหรือพรรคการเมืองที่เป็นข้าทาสของอำมาตยาเสียหมด เลิกสงสัยกันได้แล้วครับ

ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย เมืองไทยจะไม่มีวันโงหัวเป็นประชาธิปไตยแน่หากไม่มีคณะราษฎร์ และไม่มีวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ พูดกันเสียให้ชัดตรงนี้และจะได้ฉลองกันให้สมคุณค่าต่อไป.


กาหลิบ

คอลัมน์ : เลือกคบไม่เลือกข้าง


ที่มา : หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ : ๒๔ มิถุนา-ยังไม่จบ

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ