ราชประชาสมาสัย
การที่ระบบการเมืองไทยขาดรัฐบาลที่มีความชอบธรรมมานานเป็นสาเหตุให้มีผู้พยายามเสนอวิธีการใหม่ๆหลายอย่างที่จะสร้างเสริมฐานะของรัฐบาล ให้รับผิดชอบต่อปวงชนโดยสมบูรณ์ เช่น การเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงเป็นต้น ความระส่ำระสายในวงการเมือง ความไม่มั่นคงของพรรคการเมือง ความไม่รับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การแผ่อำนาจเกินขอบเขตของผู้บริหารและระบบราชการ ล้วนแต่มีส่วนทำให้ประชาชนขาดศรัทธาในการเมืองเป็นส่วนรวม อาจกล่าวได้ว่า สถาบันทางการเมืองในปัจจุบันไม่อาจทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนของประชาชนที่จะเชื่อมโยงและสะท้อนถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้
การเมืองนั้นเกี่ยวข้องโดยตรงต่อชีวิตของประชาชนในชาติ แต่วงการเมืองไทยเท่าที่ผ่านมาได้ถูกจำกัดให้เป็นเวทีที่บุคคลและกลุ่มบุคคลเพียงจำนวนน้อยผลัดเปลี่ยนกันแย่งชิงอำนาจ และฉกผลประโยชน์ของประชาชนตลอดมา ประชาชนส่วนใหญ่ถูกกีดกันให้อยู่นอกวงการเมือง ๔๐ กว่าปี ที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองมา ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งไม่กี่ครั้ง แต่ละครั้ง จบลงด้วยการยึดอำนาจของทหารตามอำเภอใจ ผู้แทนราษฎรที่ประชาชนฝากชีวิตไว้ทำความผิดหวังให้ผู้เลือก พรรคการเมืองเป็นแต่เพียงการรวมกลุ่มกันตามแบบพิธีการของบุคคลผู้มีอำนาจเพียงไม่กี่คน
ผลที่ตามมาจากสภาพการเหล่านี้ได้แก่ ความท้อแท้ สิ้นหวัง สิ้นศรัทธาในระบบการปกครองที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ประชาชนเริ่มถามตัวเองว่าเราได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นผู้มีศักดิ์ มีสิทธิ์ และเสรีภาพโดยสมบูรณ์จริงหรือไม่ ในขณะที่สถาบันการเมืองแบบใหม่เสื่อมลงเป็นลำดับ สถาบันดั้งเดิมที่ถูกล้มล้างอำนาจอันเด็ดขาดไปได้พยายามปรับปรุงบทบาทให้เหมาะสมกับสภาพการที่เปลี่ยนไปทีละน้อยๆ ในขณะที่ศรัทธาของประชาชนในรัฐสภา พรรคการเมือง รัฐบาล และระบบราชการลดน้อยถอยลง พลังของประชาชน ความหวังใหม่ได้มุ่งไปสู่สถาบันเก่าแก่ที่มีอยู่ในสังคมไทยมาเป็นเวลาช้านาน
สถาบันกษัตริย์กลายเป็นทางเลือกของบุคคลจำนวนมาก ประชาชนทุกระดับเริ่มเรียกร้องให้พระมหากษัตริย์มีบทบาททางการเมืองยิ่งขึ้น ในเวลาที่รัฐบาลห่างเหินประชาชน พระมหากษัตริย์กับราษฎรมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นทุกขณะ แม้ว่าเสียงเรียกร้องจะมีมากมายที่จะให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเพิ่มขึ้นก็ตาม การเข้ารับเป็นฉนวนปกป้องราษฎรจากการขยายอำนาจเกินขอบเขตของรัฐบาล ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์สามารถเป็นพลังการเมืองที่มีอิทธิพลอย่างแท้จริง มาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา
ตุลาคม ๒๕๑๖ เป็นจุดสุดยอดของการสั่งสมบารมีดังกล่าว และการเข้ารับภารกิจในการนำประเทศโดยตรง ด้วยการทรงเลือกและแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองเป็นครั้งแรก จึงเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญจากประชาชนโดยทั่วไป
โดยเหตุที่ประชาชนขาดศรัทธาในสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ความหวังของประชาชนจึงมุ่งตรงมาที่สถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงแห่งเดียว ด้วยความปรารถนาที่จะมอบพระราชอำนาจที่มีต่อระบบการเมืองมากขึ้น หลายคนมีความเห็นว่า สถาบันพระมหากษัตริย์จะช่วยให้การเมืองไทยในอนาคตดีกว่าที่เป็นอยู่
ประชาชนจำนวนมากแสดงความเห็นมายังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญควรให้พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดตามพระราชอัธยาศัย เพราะไม่ไว้วางใจรัฐบาล และพรรคการเมือง ถ้าจะให้สภาสูงเป็นกลางทางการเมือง เป็นสภาแห่งเหตุผลและช่วยประคับประคองสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ควรให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในการเลือกและแต่งตั้งสมาชิกแห่งสภานั้น ในทำนองเดียวกัน ก็มีผู้แสดงความห่วงใยด้วยความจงรักภักดีอย่างแท้จริงที่ว่าความคิดดังกล่าว หากนำมาปฏิบัติแล้วอาจเป็นการนำพระมหากษัตริย์ลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งเป็นการไม่บังควรอย่างยิ่ง เนื่องจากพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือการเมือง
ความคิดทั้งสองประการนี้ ก่อให้เกิดแนวทางใหม่ซึ่งเป็นทางสายกลาง เราอาจเรียกวิธีการหรือระบบใหม่นี้ว่า ราชประชาสมาสัย กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ และ ประชาชน ร่วมกันปกครองประเทศ โดยมีรากฐานแห่งความชอบธรรมจากปวงชนผ่านทางสภาผู้แทนราษฎร
ระบบใหม่นี้ใช้เฉพาะวุฒิสภา โดยคณะองคมนตรีซึ่งมีความเป็นกลางทางการเมือง และเป็นผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงไว้วางพระราชหฤทัย จะเป็นผู้เลือกสรรบุคคลจากอาชีพต่างๆ ที่มีคุณธรรม ความสามารถจำนวนหนึ่ง และเสนอรายชื่อบุคคลเหล่านี้ให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกอีกชั้นหนึ่ง จำนวนบุคคลที่องคมนตรีเสนอไปนี้จะมีมากกว่าที่จะต้องได้รับเลือก อาจเป็น ๓ เท่า (วุฒิสภามีจำนวน ๑๐๐ คน คณะองคมนตรีจะเสนอชื่อไป ๓๐๐ ชื่อ) เมื่อสภาผู้แทนฯเลือกแล้ว ประธานสภาจะเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการในการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาต่อไป
วิธีการเช่นนี้มีผลดีหลายประการ และจะทำให้วุฒิสภามีคุณสมบัติตามที่ประชาชนต้องการ คือ
๑. วุฒิสภาจะประกอบด้วยบุคคลจากอาชีพต่างๆที่มีคุณธรรม ความสามารถ และไม่ฝักใฝ่กับพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ
๒. เปิดโอกาสให้บุคคลจากกลุ่มอาชีพที่เสียเปรียบในสังคมแต่เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่มีความสำคัญ เช่น ชาวนา ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ในรัฐสภา
๓. การที่คณะองคมนตรี เสนอรายชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือก เท่ากับทำให้วุฒิสภาได้รับอาณัติจากปวงชนโดยทางอ้อม และก่อให้เกิดความชอบธรรมในการปฏิบัติงาน
๔. การที่คณะองคมนตรีซึ่งเป็นผู้แทนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้เลือกวุฒิสมาชิก จะทำให้ผู้ได้รับเลือกระลึกอยู่เสมอว่า จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ และมุ่งให้เกิดความบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อประชาชนอย่างแท้จริง
ราชประชาสมาสัยเป็นทางสายกลาง เป็นแนวทางใหม่สำหรับระบบการเมืองไทย ซึ่งเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพการทางการเมืองและสังคมไทย
ชัยอนันต์ สมุทวณิช
( สยามรัฐ วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๖ เน้นคำ ตัวหนาและตัวเอน ตามต้นฉบับ ผมแก้การพิมพ์ผิดบางแห่งให้)
สำเนาโดย :
สมศักดิ เจียมธีรสกุล
ที่มา : บอร์ด"ฟ้าเดียวกัน"(เก่า) : (พิมพ์ตัวบทเต็มมาให้ดู) "ราชประชาสมาสัย" ของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2516)
เพิ่มเติม
(ความเห็นต่อบทความ)
1.
มาถึงตอนนี้ข้อเสนออ.ชัยอนันต์ฯได้รับการพิสูจน์แล้ว ว่าจะสร้างองค์กรและบุคคลอันตรายต่อการเมืองและระบบกฎหมายไทย ย่อหน้าสุดท้ายไม่จริงเสียแล้ว
-รอยด่างในทฤษฎีรัฏฐาธิปัตย์ไทย-
สินธร
2.
?????
3.
?????
วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
"ราชประชาสมาสัย" ของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช
ผู้จัดเก็บบทความ
เจ้าน้อย ณ สยาม
ที่
8:45 PM
0
ความคิดเห็น
ระบอบอำมาตย์..ส่วนเกินที่ต้องกำจัด
ตั้งแต่อดีตกาลนานมา ระบอบศักดินากับอมาตยาธิปไตยนั้น เปรียบได้ดังน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ก็ว่าได้ ต่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เฮไหนเฮนั่น จนแยกจากกันลำบาก เพราะว่าศักดินาก็ต้องพึ่งพาอำมาตย์ คอยค้ำจุนระบอบ ในขณะที่อำมาตย์เอง ก็ต้องอาศัยบารมีคุ้มกบาล ให้มีเงินมีงาน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้ อย่างอู้ฟู่
แต่ก็ใช่ว่าสองฝ่ายจะกลมเกลียวซี้ปึ้กกันก็หาไม่ ถ้าดูหนังเกาหลีก็จะเห็นเป็นตัวอย่าง ว่าศักดินากับมหาอำมาตย์ก็งัดข้อกันอยู่เป็นประจำ แต่จะทำยังไงได้ ในเมื่อต่างก็จำเป็นต้องมีกันและกัน ก็ต้องทนๆกันไป ไม่งั้นจะอยู่ได้ยังไงกัน
เมื่อโลกพัฒนามาถึงยุคประชาธิปไตย ถ้ายังขืนมะงุมมะงาหลาใช้ระบอบเดิมอยู่ ชาวโลกที่ไหนเขาจะมาคบ แต่ปัญหามันมีอยู่ว่า เมื่อเปลี่ยนระบบใหม่แล้ว จะทำยังไงกับระบอบเก่า กล่าวฝ่ายศักดินานั้นคงพอไหว เพราะถึงยังไงก็เข้าได้กับประชาธิปไตย อย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่อมาตยาธิปไตยนี่สิลำบาก กลายเป็นส่วนเกินของประชาธิปไตย ที่ประเทศไหนๆใครก็กำจัดทิ้ง
ดูเหมือนว่าอมาตยาธิปไตย ก็พอรู้ชะตากรรมตัวเอง ดังนั้น เพื่อต่อลมหายใจไปอีกหลายเฮือก จึงพยายามดิ้นรนจนสุดฤทธิ์ เป้าหมายคือเหนี่ยวรั้งศักดินาไว้ ไม่ให้ไปเข้าพวกกับฝ่ายประชาธิปไตย โดยเด็ดขาด จึงต้องจำลองระบอบประชาธิปไตยแบบสารขัณฑ์ๆขึ้นมา เพื่อตบตาชาวโลก ว่าสารขัณฑ์ก็เป็นประชาธิปไตยแล้วนะจ๊ะ ดูสิ! มีเลือกตั้งด้วย
ถึงว่า..หัวเถิกรัตนโกสินทร์ ต้องคอยออกมาเตือนสติว่า ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง เพียงแต่ว่าแค่ไหนแกไม่บอก ปล่อยให้ตีความกันเอาเอง จนยุ่งเป็นยุงตีกัน
ประชาธิปไตยแบบสารขัณฑ์ๆนั้น มีอำมาตย์เป็นตัวป่วน นายกฯเป็นได้ก็แค่จ๊อกกี้ จะมาทำหวือหวาซู่ซ่าไม่ได้เป็นอันขาด เพราะทุกอย่างอำมาตย์จัดการให้เสร็จสรรพแล้ว มีทั้งตัวชงตัวตบ คอยชี้นิ้วบงการ แอบเนียนควบคุมกลไกการบริหารประเทศอยู่เงียบๆ เรียบร้อยโรงเรียนอำมาตย์
ถ้าเปรียบสารขัณฑ์เป็นรถเมล์ ต้องเรียกว่ารถเมล์ผีสิงถึงจะเหมาะ เหตุเพราะว่ามีโชเฟอร์ที่มองไม่เห็น เป็นเจ้าประจำคอยขับซิ่งปรู๊ดปร๊าดอยู่แล้ว นายกฯถ้าอยากอยู่นานๆ ต้องทำตัวอย่างเฒ่าช้วนจอมแหล นั่นคือคอยรับรายงาน แล้วบีบแตรอย่างเดียว ห้ามยุ่งกับพวงมาลัยเป็นอันขาด ไม่งั้นจะมาหาว่าไม่เตือน ขืนมาทำซ่าเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา เดี๋ยวแม่ตบติดเน๊ต
เรื่องของเรื่อง ที่มันเป็นเรื่องจนได้ ก็เพราะน้าทักแกหักเหลี่ยมโหด ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม คว้าพวงมาลัยได้ก็ขับซิ่งยกล้อ ไม่ได้ดูตาม้าตาเรือเล้ย ว่าผู้โดยสารแต่ละตัว มันแก่งั่กกั้กน้องๆปู่เย็น ถึงได้พาทิ้งโค้งมุมแคบ เลี้ยวคว๊าบเข้าซอยเปลี่ยว เล่นเอาผู้เฒ่าผู้แก่ตกใจจนฉี่เล็ด ร้องหาพ่อแก้วแม่แก้วกันให้ลั่น ก็สองข้างทางมันมีแต่สลัม กับฝุ่นเมืองขมุกขมัว น่ากลัวจะตายไป
เพราะเหตุนี้ เรื่องที่มันควรจะจบแบบหนังสั้น เลยกลายเป็นมหากาพย์เรื่องยาว จะเป็นจะตายยังไง อำมาตย์ก็ต้องกำจัดแม้วให้จงได้ ที่สำคัญศักดินาก็เห็นชอบซะด้วย เพราะถูกเป่าหูว่าเป็นศัตรูร่วมกัน เพียงแต่ว่าประชาชนเขาไม่คิดอย่างนั้น ยังไงก็จะเอาน้าแม้วกลับบ้านให้ได้ เหตุผลเพราะว่าแกซิ่งมันดี ฝีมือสุดยอดเข้าขั้นระดับโลก ถึงขนาดประเทศน้อยใหญ่ จองคิวซื้อตัวกันเป็นแถว
เรื่องราวจะเป็นยังไงต่อไป คงต้องหายใจลึกๆ แล้วติดตามกันยาวๆ เพราะเรื่องมันชักจะเลยเถิด กลายเป็นการรบกัน ระหว่างประชาชนเจ้าของประเทศ ที่สิ้นไร้ไม้ตอก กับระบอบอำมาตย์ ที่ยิ่งใหญ่คับฟ้า ประกอบด้วย ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และตุลาการ นอกจากนั้นยังมีเหล่าบรรดาบัณฑิต ซึ่งก็คือนักวิชาการเฮงซวยทั้งหลายมาร่วมแจม โดยมีสื่อชั่วเป็นสุนัขรับใช้
โดยเนื้อแท้แล้ว คนสารขัณฑ์ส่วนใหญ่ ไม่ได้ปฏิเสธระบอบศักดินา แถมจะว่าไปแล้ว กลับเวลคัมด้วยซ้ำไป เพียงแต่ว่ามันมีระบอบอำมาตย์ ที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างศักดินากับประชาชน พวกเวรตะไลในระบอบนี้ ชอบผูกขาดความจงรักภักดี แล้วถืออาญาสิทธิ์มาราวีผู้คน ทำตัวเป็นโก๋หลังวัง คอยดักตีหัวชาวบ้านอยู่เป็นประจำ
จึงช่วยไม่ได้ที่เมื่อถูกตีกระหน่ำ ชาวบ้านตาดำๆจะมองไปยังศักดินาอย่างเคลือบแคลง ยิ่งไม่มีใครในระบอบออกมาชี้แจง มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น เพื่อแสดงความจริงใจ ศักดินาจึงควรที่จะหันหลังให้กับระบอบอำมาตย์ แล้วหันหน้ามาหาปวงชน พูดกันตรงไปตรงมาก็คือ ต้องกำจัดระบอบอำมาตย์ทิ้งไป เพื่อลดความหวาดระแวง ระหว่างประชาชนกัีบศักดินา
จำไว้ว่า ไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่ไหนในโลก ที่เลี้ยงอำมาตย์ไว้เป็นหอกข้างแคร่ เพราะว่า เมื่อเป็นประชาธิปไตยแล้ว ศักดินาไม่จำเป็นต้องอาศัยอำมาตย์ คอยคุ้มครองอีกต่อไป...
ภายใต้อ้อมกอดของประชาชน
ศักดินาจะปลอดภัยไปตลอดกาล...
วโรทาห์
๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ที่มา : บอร์ด "ประชาไท"( รักประชาธิปไตย...ไม่เอาเผด็จการ) : ระบอบอำมาตย์..ส่วนเกินที่ต้องกำจัด
หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ
ผู้จัดเก็บบทความ
เจ้าน้อย ณ สยาม
ที่
7:42 PM
0
ความคิดเห็น
