วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม แท้จริง ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ



คำถามถึง Modern Monarchy :
คุณรู้ได้อย่างไรว่า สถาบันฯ เป็น "ศูนย์รวม



ผมเห็นที่คุณตั้งไว้ 2 กระทู้

ผมรักในหลวงและสถาบันครับ, ผมอ่านที่พวกคุณเขียนในเวบนี้หมดแล้ว

และ

สานเสวนาระหว่างคนที่เทิดทูนสถาบันVSไม่นิยมสถาบันกษัตริย์, ลองคุยกันดีๆซักกระทู้ดีไหมครับ ไม่ต้องชี้หน้าประนามอีกฝ่าย


ที่ตัวกระทู้แรกเอง

QUOTE
แต่ผมก็ยังเห็นว่าสถาบันก็มีความสำคัญและมีหน้าที่สำคัญนั่นก็คือเป็นศูนย์รวมจิตใจ ชนในชาติที่หลากหลายแตกต่างกันครับ


#65
QUOTE
ทุกท่านก็เห็นอยู่ว่าสถาบันกษัตริย์ได้ร้อยรัดให้ประเทศนี้เป็นชาติ และเป็นเอกภาพกันนะครับ บนความแตกต่างหลากหลายทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา และเขตแดน


และที่ #103 ของกระทู้เดียวกัน

QUOTE
-กษัตริย์ ก็อย่างที่ผมบอกไป ยังร้อยรัดให้ความเป็นรัฐชาติยังดำรงคงอยู่ หากท่านๆเห็นว่าไม่จำเป็น คือไม่มีกษัตริย์ ก็ยังทำให้รัฐชาติเป็นแบบที่เป็นอยู่นี้ได้ ตามแผนที่ในปัจจุบันนี้ได้ก็ว่ากันไป..แต่ผมว่ามีความเสี่ยงที่จะแตกกระจายเป็นบ้านเล็กเมืองน้อย ตอนนี้ก็มีเค้าลางอยู่ คนใต้ก็ไปทาง อีสานกับเหนือไปทาง คนกรุงก็ไปอีกข้าง...


คำถามง่ายๆ แต่ fundamental ของผมคือ คุณรู้ได้อย่างไรว่า สถาบัน 'เป็นศูนย์รวมจิตใจชนในชาติที่หลากหลายแตกต่างกัน'


ผมขอเสนอว่า

คุณตอบไม่ได้ พิสูจน์ไม่ได้ โดยแท้จริง หรอกครับ


อย่างมากคุณก็ได้แต่อ้าง "ปรากฏการณ์" ที่เห็นๆกันอยู่ในขณะนี้ (มีคนออกมาแสดงความรักในหลวง ฯลฯ)แต่เด็กมัธยมที่รู้จักคิดหน่อยก็ทราบว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้ วางอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

ไม่มีใครสามารถพูดอะไรที่ negative
ต่อ สถาบันกษัตริย์ได้

คนทีถูกตัดสิน (ซึ่งหลายครั้งเป็นการตัดสินที่ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานกฎหมายสากล) ว่า "หมิ่น" ก็ติดคุกมาไม่รู้กี่คนแล้ว

ยิ่งกว่านั้น ใครๆก็ทราบเรื่อง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ตลอด 24 ชม. ที่ไม่อนุญาติให้ใครโต้แย้งนี้ได้(ดังนั้น ใครที่มีเหตุผลแท้จริง ก็ยอ่มทราบว่า ภายใต้ภาวะการเช่นนี้ "ปรากฏการณ์" ประเภท "เป็นศูนย์กลาง..." เป็นปรากฏการณ์บนพื้นฐานที่มีลักาณะ บังคับอย่างสิ้นเชิง (totalitarian) ทั้งในแง่ บังคับไม่ให้ negative จะติดคุก ไปถึง บังคับ ให้ฟัง ให้ได้ยิน แต่เรื่องดีๆ ฯลฯ)

ดังนั้น แค่การอ้าง "ปรากฏการณ์" แบบนี้ ไม่มีความหมายหรอกครับ

ในเก่าหลีเหนือ ก็อ้างได้ว่า "ท่านผู้นำเป็นศูนย์กลาง..."

เพราะ "ไปถามใครๆ ก็ล้วนแต่พูดอยางนี้" มีแต่การแสดงออกว่า ท่านผู้นำ เป็น "ศูนย์กลาง..."

มีแต่คนที่หัวอ่อนสุดขีดเท่านั้น จึงจะเชื่อว่า นี่เป็นการพิสูจน์ว่า ท่านผู้นำเกาหลีเหนือเป็นศูนย์กลางของชาติเกาหลีเหนือ ฯลฯ


พวกนิยมสถาบันฯ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะอ้างความมีเหตุผลอย่างไร ถึงที่สุด วางอยู่บนฐานของความหัวอ่อนเช่นนี้


นอกจากหัวอ่อนแล้ว ทีแย่คือ คนเหล่านี้ ไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศตัวเองเลย


"ปรากฏการณ์" ที่ใช้ในการอ้างสนับสนุนเรื่อง "ศูนย์รวม..." เป็นปรากฏการณ์ ที่ใหม่ ที่เกิดขึ้นจริงๆสมัยสฤษดิ์

สมัยทศวรรษ 2470s หรือ 2480s ก็ไม่มีปรากฏการณ์เช่นนี้


ที่เกิดขึ้นสมัยสฤษดิ์ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะการใช้กฎหมายหมิ่น แบบเหวี่ยงแห แบบครอบจักรวาล เกิดขึ้นในสมัยนี้และที่สำคัญคือ การละเมิดหลักการทีว่า power ต้องมี accountbility ด้วย

คือ ไม่สามารถให้อำนาจแก่ กษัตริย์ได้ รวมทั้งอำนาจในการ "เยี่ยมราษฎร" หรือ มี "พระราชกรณียกิจ" ต่างๆ "เพื่อราษฎร" โดยไม่มี accountability เลย ก็ล้วนเกิดขึ้นจากสมัยนี้ทั้งสิ้น


พูดถึงกรณีนี้ ที่คุณเขียนมาว่า

QUOTE
ส่วนที่วิจารณ์ว่าสถาบันกินภาษีแต่ไม่ทำงาน ท่านทำงานครับตามกรอบรัฐธรรมนูญของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย คือเป็นประมุขของชนในชาติ จะให้ท่านทำมากกว่านั้นไม่ได้ เพราะไม่ใช่กาลสมัยของราชาธิปไตยแล้ว หากท่านจะให้กษัตริย์ทำงานแบบที่ว่าก็ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญย้อนยุคไปเป็นราชาธิปไตยแบบที่นายสนธิลิ้มเรียกร้อง(ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยเลย)



แสดงว่าคุณไม่เข้าใจ "กษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย" เลยครับ

(ก) ไม่มีระบอบประชาธิปไตย จริงๆที่ไหน อนุญาติให้ กษัตริย์ ที่ไม่ต้องมี accountability "ทำงาน" เลยครับ ไม่ว่าอะไร อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจบุน ("พระราชกรณีกิจ" ต่างๆ "โครงการต่างๆ" ฯลฯ)

แค่ "พระราชดำรัส 4 ธันวา" ที่คุณยก ก็แสดงว่า คุณไม่มีความเข้าใจแล้ว (ผมเคยเขียนกระทุ้เรื่องนี้ไว้แล้ว กระทันหา หา link ไม่เจอ เรื่อง ประมุขที่ไม่ได้เลือกตั้ง ทำไมจึงไม่อนุญาติให้กล่าวต่อสาธารณะ)

ไม่มี ระบอบประชาธิปไตย จริงๆที่ไหน เขาอนุญาติให้ ประมุข กล่าวในลักษณะนี้ได้ (คือ กล่าว โดยไม่ต้องมี accountability ทั้งสิ้น )ไม่เพียง พระราชดำรัส 4 ธันวา ยกตัวอยางใกล้ๆนี้ ที ทรงมีพระราชดำรัส เรื่อง รบ.ใช้จ่ายมากจน "ล่มจม" ทรงกล่าวเช่นนั้น โดยไม่มี accountability เลย ถ้าเป็นระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ที่ไหนจะทำได้


(ข) สืบเนื่องจาก (ก) และเกี่ยวข้องกับเรืองทีว่าพิสูจน์ไม่ได้ข้างบน เพราะบังคับกันอยู่ ไม่มีระบอบประชาธิปไตยจริงๆที่ไหน อนุญาตให้มีการโฆษณา เรื่องสถาบัน ในลักษณะนี้หรอกครับ 24 ชม. โดยปิดปาก ไม่ให้ใครโต้แย้ง


QUOTE
ผมอยากให้พยายามมองในด้านของพระองค์ท่านดูว่า พระองค์ท่านเป็นกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญนะครับ เป็นสถาบันกษัตรยิ์ในระบอบประชาธิปไตย ท่านทำได้ตามกรอบกฎหมาย ที่เหลือนั้นก็เรื่องของอาณาบารมีส่วนพระองค์ที่ประชาชนในชาติเชื่อว่าท่านมี หรือมอบให้ท่าน


แต่หากท่านจะลงมาแทรกแซงกิจการงานเมือง ป่านนี้บ้านเมืองเราก็คงเป็นเขมร(แบบกษัตริย์สีหนุเคยทำ) หรือเป็นแบบเนปาล(ที่ไปรวบอำนาจรัฐบาลเลือกตั้ง)ไปแล้วกระมัง


ทีเขียนมานี่ แสดงว่า หัวอ่อน เชื่อโฆษณาชวนเชื่อเหลือเกิน และไม่มีความรู้ประวัตศาสตร์ด้วย

พระมหากษัตริย์ปัจจุบัน แทรกแซงการเมืองมาหลายครั้งแล้วครับ (แค่การมีพระราชดำรัส โดยไม่ต้องมี accountability ก็ถือเป็นการแทรกแซงการเมือง ที่ในระบอบประชาธิปไตยจริงๆ ไม่มีใครเขามีแล้วครับ) ในลักษณะที่ - เอาเป็นว่า ถ้าไม่มีกฎหมาย หมิ่นฯ ผมจะอภิปรายให้มากกว่านี้ แต่เอาแค่ตัวอย่างเดียว ที่เพิ่งแสดงให้เห็นเร็วๆ

นี้เมื่อสฤษดิ์ยึดอำนาจ จอมพล ป. ในปี 2500 (ทุกคนทราบดีว่า การยึดอำนาจ ผิดกฎหมายอย่างไร มีบทลงโทษอย่างไร) ในหลวงทรงมี"พระบรมราชโองการ" ตั้งสฤษดิ์ เป็นผู้รักษาพระนคร และทรงเรียกร้องให้พสกนิกร เชื่อฟังคำสั่งสฤษดิ์ พระบรมราชโองการนี้ ไม่มี "ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ" ซึ่งตาม รธน. 2495 ที่ยังมีผลบังคับใช้ในขณะนั้น ระบุไว้ชัดเจนว่า พระบรมราชโองการทุกฉบับ ต้องมี ....


ถ้าไม่มีกฎหมาย และไม่มีการดำเนินการเล่นงาน พวก "หมิ่น" อย่างที่กำลังทำอยู่นี้ ผมยินดีจะอภิปรายมากกว่านี้แต่ก่อนอื่น ขอเรียกร้องว่า ก่อนทีจะมาแสดงตัวเป็นผู้จงรักภักดี "ที่มีเหตุมีผล" ไปศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆเสียก่อน อย่าเอาแต่อ่านฟัง การโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือ เอาแต่พูด cliche การโฆษณษประชาสัมพันธ์เช่นนี้



ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม
แท้จริง ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ

คุณตั้งชื่อคุณ โดยมีคำว่า Modern และแสดงเป็นผู้มีเหตุมีผลว่า อยากให้ monarchy มีลักษณะ modernแต่ความเข้าใจของคุณ ความเชื่อของคุณ ไม่มีอะไรที่มีลักษณะ modern เลยแม้แต่น้อยmodernity ที่แท้จริง (สำหรับผู้สนใจเชิงปรัชญา การอภิปรายต่อไปนี้ วางอยู่บนฐานแนวคิดที่มาจาก Kant และ Hegel เรื่อง autonomy)จะต้องถือว่า

สิ่งที่เรียกว่า "ความจงรักภักดี" (royalty) หรือปรากฏการณ์ที่จะเข้าลักษณะ "ศูนย์รวมจิตใจ"จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของ เสรีภาพ (autonomy คือความสามารถในการตัดสินใจด้วยตัวเอง หรือ self-determination) ไม่ใช่การบังคับ

เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ขอให้สมมุติว่าผมในฐานะหัวหน้าครอบครัวทำการโฆษณาความดีความชอบของผมให้ลูกและสมาชิกคนอื่นในครอบครัวฟัง ตลอด 24-7โดยบังคับ ห้าม ไม่ให้มีการ ซักไซ้ ตรวจสอบ ตั้งคำถาม และวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องที่ผมเล่า โดยสิ้นเชิงห้ามไม่ให้มี response ต่อผม ในลักษณะ negative ใดๆทั้งสิ้นมิฉะนั้น จะถูกลงโทษ ด้วยการเอาไปขังในคุกห้องใต้ดินที่ผมทำไว้ เป็นเวลา 10 ปีเคยมีลูกบางคน ทำ ผมก็จับไปขังจริงๆ ให้ทุกคนรู้มาตราการบังคับ ทั้งในแง่ตรง (จับขังคนที่ไม่ทำตาม หรือ โต้แย้ง) และ "อ้อม" คือ สั่งสอนแต่เรื่องดีๆเกี่ยวกับตัวผมตลอด 24-7ทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง ต่อคนภายนอก และต่อสมาชิกในครอบครัวผมเอง คือผมกลายเป็น "ทุกสิ่งทุกอย่าง" กลายเป็น "ศูนย์กลางจิตใจ" ของสมาชิกทุกคนในครอบครัวไม่เคยมีใครได้ยิน การพูดถึงผมในลักษณะ ลบ เลย จากปากสมาชิกในครอบครัว (เพราะคนที่เคยพูด ถูกจับขังใต้ดินไปแล้ว)

ขอถามว่า อย่างนี้ ถือว่า ความเป็น "ศูนย์รวมจิตใจ" ของผม เป็น "ของแท้" จริงๆ ตามบรรทัดฐาน modernity หรือ?

คำตอบคือ เปล่าเลย

ตามหลัก modernity ความภักดี และ ความยอมรับ ต้องตั้งอยู่บนฐานที่ คนที่ให้การภักดี และการยอมรับนั้น มีเสรีภาพ ในการตัดสินใจเอง ไม่ใช่อยู่ภายใต้การบังคับ ทั้งทางตรง และ "ทางอ้อม" (การโฆษณา 24-7 ที่โต้แย้งไม่ได้)

สรุปคือ

"ความจงรักภักดี" และ ความเป็น "ศูนย์รวมจิตใจ" ที่แท้จริง ตามหลักสมัยใหม่ ต้องวางอยู่พื้นฐาน เสรีภาพ ในการตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่างแท้จริง ของสมาชิกในสังคม


(เสรีภาพในการตัดสินใจด้วยตัวเองนี้ ไม่อาจนับเป็นของแท้จริงได้ ถ้าไม่รวมถึง เสรีภาพ ในการโต้แย้ง ตรวจสอบ วิพากษ์ และ ปฏิเสธ ได้ซึ่งย่อมรวมถึงเสรีภาพ ที่จะไม่อยู่ภายใต้การบังคับให้เสพย์แต่การสั่งสอนแบบเดียว เว่อร์ชั่นเดียว)

หากสังคมใด มีเสรีภาพที่แท้จริงเช่นนี้แล้ว ยังเกิดภาวะ "ความจงใจภักดี" หรือ "ศูนย์รวมจิตใจ" จึงกล่าวได้ว่า สิ่งนี้เป็น ของแท้ เกิดขึ้นโดยเสรี


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล



ที่มาของการถลกกันเรื่องนี้ : บอร์ด"ฟ้าเดียวกัน" :

(1) คำถามถึง Modern Monarchy : คุณรู้ได้อย่างไรว่า สถาบันฯ เป็น "ศูนย์รวม

(2) ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม แท้จริง ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพ, คำถามถึง Modern Monarchy (2) คุณ ก๊วยเจ๋ง ก็ควรอ่าน


หมายเหตุ
หากยังมีผู้ใดสงสัยในเรื่องนี้อยู่ ท่านสามารถเข้าไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมได้ ในกระทู้ข้างต้น เพราะว่ายังมีการถลกกันอีกหลายความเห็นกันอยู่ทั้งสองกระทู้

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

“ประชาธิปไตย” เบื้องต้นสำหรับสามัญชน


-๑-

ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”


คำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน กับคำว่า ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่

คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง

“ความเป็นใหญ่ของปวงชน”


ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน” อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่ มนุษยชนแบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย


-๒-

ความหมายของคำว่า “รัฐธรรมนูญ”

คำว่า “รัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วยคำว่า “รัฐ” หมายถึงบ้านเมืองหรือแผ่นดินกับคำว่า “ธรรมนูญ” หมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการ

รัฐธรรมนูญ จึงหมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดินหรือรัฐ

บางครั้งเรียกกฎหมายชนิดนี้ว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” หรือ “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร” บางประเทศเรียกว่า “ธรรมนูญ” ตามภาษาของเขาซึ่งแปลเป็นไทยว่า “กฎบัตร” และ “กฎหมายวางระเบียบปกครองรัฐ”

มีผู้เข้าใจผิดว่าประเทศใดมีรัฐธรรมนูญ ประเทศนั้นก็มีการปกครองแบบประชาธิปไตย อันที่จริงนั้นรัฐธรรมนูญเป็นเพียงระเบียบการที่เขียนเป็นกฎหมายว่าประเทศ (รัฐ) นั้น ๆ ปกครองกันแบบใด แทนที่จะปล่อยให้ผู้มีอำนาจปกครองกระทำตามความพอใจของตนโดยไม่มีข้อกำหนดไว้

รัฐธรรมนูญแต่ลำพังยังไม่เป็นแบบการปกครองประชาธิปไตยเสมอไป อาทิ บางประเทศปกครองตามแบบเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญเผด็จการของตน เช่น ประเทศอิตาลีสมัยมุสโสลินีที่เป็นจอมเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญ ประเทศสเปนและโปรตุเกสปัจจุบันที่ปกครองแบบเผด็จการก็มีกฎหมายซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดระเบียบการปกครองประเทศทั้งสองนั้นตามแบบเผด็จการ รัฐบาลถนอมประภาสปกครองตามแบบเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า “ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”

ฉะนั้นต้องพิจารณารายละเอียดในตัวบทของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดให้ถือมติปวงชนเป็นใหญ่และให้สิทธิของมนุษยชนแก่ประชาชน รัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นประชาธิปไตย ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดถือตามความเห็นชอบของอภิสิทธิ์ชนและจำกัดสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนพึงมีได้ รัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย


-๓-

ความเป็นมาของ “สิทธิและหน้าที่มนุษยชน”
และ อภิสิทธิ์ชนกับมวลชน


(๑)

ในยุคดึกดำบรรพ์ตั้งแต่เริ่มมีมนุษย์ขึ้นในโลกนั้น มนุษย์รวมกันอยู่เป็นหมู่คน ซึ่งมีหัวหน้าปกครองอย่างแม่พ่อปกครองลูก ไม่มีการกดขี่เบียดเบียนระหว่างกัน เช่นพ่อแม่ปกครองลูกนั้น พ่อแม่มิได้เบียดเบียนลูก ชนในหมู่คนนั้นมีเสรีภาพเสมอภาคกันและมีสำนึกในหน้าที่ว่าหมู่คนของตนจะดำรงอยู่ได้นั้นแต่ละคนจะต้องใช้เสรีภาพมิให้เป็นที่เสียหายแก่คนอื่นและแก่หมู่คน สิทธิและหน้าที่มนุษยชนจึงเป็นไปตามธรรมชาติประจำอยู่กับมนุษย์ตั้งแต่มีมนุษย์ขึ้นในโลก ปวงชนของหมู่คนนั้นจึงมีแต่สามัญชนจำพวกเดียว แบบการปกครองเป็นไปอย่างประชาธิปไตยสมบูรณ์

หมู่คนชนิดนี้ยังมีซากตกค้างอยู่บ้างในสมัยพุทธกาล เช่นสักกะชนบท และในสมัยรัชกาลที่ ๕ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ไปตรวจราชการภาคอีสานก็ได้ทรงพบว่ามีชนบทหนึ่งซึ่งมีซากหมู่คนชนิดนี้แต่ปัจจุบันหมดไปแล้ว


(๒)

กาลต่อมาได้มีการปกครองแบบทาสขึ้น คือชนส่วนน้อยจำนวนหนึ่งในหมู่คนใช้อำนาจถือเอาแผ่นดินเป็นที่ตั้งหมู่คนนั้นเป็นของตน และถือว่าชนส่วนมากเป็นทรัพย์สินชนิดหนึ่งของตน ซึ่งตนมีอำนาจเฆี่ยนตีเข่นฆ่าได้เหมือนสัตว์พาหนะ ชนจำนวนน้อยนั้นจึงเป็นเจ้านายยิ่งใหญ่ เป็น “อภิสิทธิ์ชน” ซึ่งมีอำนาจและสิทธิเด็ดขาดเหนือชนส่วนมากที่เป็น “สามัญชน” ๆ ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยมีแต่หน้าที่จำต้องทำงานอย่างสัตว์พาหนะให้แก่ “อภิสิทธิ์ชน” สามัญชนจึงมีสภาพตามที่ภาษาไทยเดิมเรียกว่า “ข้า” ซึ่งภาษาบาลีเรียกว่า “ทาสา” ซึ่งแผลงเป็นภาษาไทยว่า “ทาส”

ตามธรรมชาติของมนุษย์นั้นต้องการเสรีภาพและความเสมอภาคอันเป็นสิทธิของมนุษยชน แม้ “อภิสิทธิ์ชน” มีอำนาจเฆี่ยนตีเข่นฆ่า แต่มนุษย์ก็ต้องการหลุดพ้นจากการถูกกดขี่บีบคั้น เราย่อมเห็นได้ว่าสัตว์เดรัจฉานที่คนจับมาใช้งานก็พยายามดิ้นรนที่จะเป็นอิสระ อภิสิทธิ์ชนจึงคิดวิธีเพิ่มเติมประกอบอำนาจของตนขึ้นมาอีกวิธีหนึ่ง คือทำให้ “ข้า” หรือ “ทาส” หลงเชื่อว่าเจ้าใหญ่นายโตที่มีอำนาจยิ่งใหญ่นั้นได้ก็เพราะเป็นคนมีบุญผู้ที่พระเจ้าบนสวรรค์ได้ส่งเทวดาให้มาจุติเกิดเป็นมนุษย์เพื่อปกครองปวงชน


(๓)

ครั้นต่อ ๆ มาได้มีการปกครองแบบศักดินาขึ้น คืออภิสิทธิ์ชนได้ปรับปรุงแบบการปกครองทาสให้ทำงานเพื่อประโยชน์ของอภิสิทธิ์ชนได้ผลยิ่งขึ้นตามเครื่องมือหัตถกรรมที่พัฒนาขึ้นและตามการบุกเบิกและหักร้างถางพงในแผ่นดินกว้างใหญ่ให้เป็นที่นากว้างขวางขึ้น จึงจำต้องให้ “ข้า” หรือ “ทาส” ออกไปอยู่ห่างไกลจากเคหสถานของ “อภิสิทธิ์ชน” ผู้เป็นเจ้าของ อภิสิทธิ์ชนจึงต้องมีบริวารช่วยควบคุมข้าทาสและตั้งให้บริวารเหล่านี้มีฐานันดรศักดิ์อันดับต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคนมี “ศักดิ์” คิดตามเนื้อหาที่นา ฐานันดรศักดิ์นี้จึงเรียกว่า “ศักดินา

ส่วนสามัญชนซึ่งเป็นคนจำนวนมากนั้นในสาระคงมีสภาพเป็น “ข้า” แต่มีคำใหม่เรียกว่า “ไพร่” โดยที่สามัญชนเข้าใจสาระของไพร่ว่าเป็น “ข้า” ชนิดหนึ่ง ฉะนั้นจึงเรียกสามัญชนในสมัยศักดินาว่า “ข้าไพร่” ซึ่งมีความเป็นอิสระดีกว่าทาสบ้าง แต่ทาสก็ยังไม่หมดสิ้นไปในสมัยศักดินา

ความหลงเชื่อว่าอภิสิทธิ์ชนเป็นเทวดาที่มาจุติในโลกมนุษย์ก็ยังคงฝังอยู่ในจิตใจของสามัญชน


(๔)

ต่อมาในประเทศยุโรปได้มีผู้คิดทำเครื่องจักรกลใช้กำลังไอน้ำได้สำเร็จ จึงได้มีนายทุนเจ้าของโรงงานสมัยใหม่ที่ใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ผลิตสิ่งของและพาหนะการขนส่ง ฯลฯ แทนแรงคนและแรงสัตว์พาหนะ นายทุนเจ้าของโรงงานจำเป็นต้องใช้ลูกจ้างที่มีความรู้ความสามารถใช้เครื่องจักรกลสมัยใหม่ ในการนั้นจำเป็นต้องให้คนงานมีเสรีภาพจึงจะมีกำลังใจใช้เครื่องมือสมัยใหม่ให้ได้ผลอย่างยุโรปตะวันตกโดยมีรัฐธรรมนูญเขียนเป็นกฎหมายให้สามัญชนหมดสภาพเป็น ”ข้าไพร่” และให้มีสิทธิมนุษยชนเสมอภาคกับนายทุน แต่ในทางปฏิบัตินั้นนายทุนได้เปรียบเพราะอาศัยทุนใช้จ่ายเพื่อใช้สิทธิมนุษยชนของตนได้มากกว่าสามัญชน

นายทุนยุโรปส่วนที่สะสมทุนไว้ได้มหาศาลจึงเป็นนายทุนยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งเรียกว่า “จักรวรรดินิยม” นั้นได้แผ่อำนาจไปยังอเมริกา ญี่ปุ่น แล้วก่อให้เกิดนายทุนจักรวรรดินิยมอเมริกันและญี่ปุ่นขึ้น พวกนายทุนมหาศาลเหล่านี้ได้แผ่อำนาจเข้ามาในประเทศด้วยพัฒนาซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงประกาศยกเลิกการปกครองทาส แต่การปกครองแบบศักดินายังมีอยู่ ชนชาวไทยปัจจุบันจึงมีฐานะและวิธีครองชีพต่าง ๆ กันมากมายหลายชนชั้นวรรณะตามวิธีศักดินาและวิธีนายทุนสมัยใหม่ เราเห็นได้แก่นัยน์ตาของเขาเองว่า ภายในปวงชนปัจจุบันนี้มีคนไร้สมบัติต้องเป็นลูกจ้างของนายทุน ชาวนา ชาวประมง ชาวสวน ชาวไร่ ช่างฝีมือ ผู้ทำมาหากินโดยแรงงานของตนเอง บุคคลส่วนมากดังกล่าวแล้วอัตคัดขัดสน ส่วนน้อยมีรายได้พอทำพอกิน มีชนผู้มีทุนน้อยรายได้พอทำพอกิน มีคนชั้นกลางรายได้ปานกลางพอมีเหลือเก็บสะสมได้ มีนายทุนรายได้ค่อนข้างมาก มีนายทุนใหญ่มหาศาลรายได้มากมายล้นเหลือเนื่องจากอาศัยทุนมหาศาลสมัยใหม่และรับช่วงทุนมหาศาลศักดินา

เราอาจจัดชนจำพวกปลีกย่อยต่าง ๆ ภายในปวงชนไทยตามจำนวนส่วนข้างน้อย และส่วนข้างมากเป็น ๒ ประเภทใหญ่

ก. อภิสิทธิ์ชน คือชนจำนวนส่วนข้างน้อยที่สุดของปวงชนได้แก่ นายทุนยิ่งใหญ่มหาศาล เนื่องจากสะสมทุนสมัยใหม่และรับช่วงสมบัติศักดินา มีฐานะดีที่สุดยิ่งกว่าคนจำนวนมากในชาติ อภิสิทธิ์ชนหมายความรวมถึงสมุนที่ต้องการรักษาอำนาจและสิทธิของอภิสิทธิ์ชนไว้

ข. สามัญชน คือชนจำนวนส่วนมากที่สุดของปวงชน ประกอบด้วยชนทุกฐานะและอาชีพที่ไม่ใช่ประเภทอภิสิทธิ์ชน


-๔-

หลักสำคัญในการพิจารณาว่ารัฐธรรมนูญฉบับใด
เป็นประชาธิปไตยหรือไม่


(๑)

รัฐธรรมนูญทุกฉบับที่กำหนดแบบการปกครองขึ้นใหม่ ต่างจากการปกครองแบบเก่าย่อมมีทั้งตัวบทถาวรและตัวบทเฉพาะกาลในระยะหัวต่อระหว่างสองระบบนั้น ซึ่งเมื่อพ้นระยะเวลาชั่วคราวนั้นแล้วก็เหลือแต่บทถาวรของระบบการปกครองใหม่ แม้รัฐธรรมนูญดังกล่าวนี้จะไม่มีหมวดมาตราที่ระบุเจาะจงว่าเป็นบทเฉพาะกาล แต่ในตัวรัฐธรรมนูญนั้นเองก็ต้องมีบทบาทอย่างหนึ่งเขียนไว้ซึ่งมีลักษณะเป็นบทเฉพาะกาลหรือบทชั่วคราวนั้นเอง รัฐธรรมนูญแบบเผด็จการซึ่งผู้มีอำนาจทำอะไรได้ตามชอบใจตนนั้นจึงเขียนรัฐธรรมนูญตามชอบใจได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงความสมควรว่าจะมีบทเฉพาะกาลในระยะหัวต่อระหว่างระบบเก่ากับระบบใหม่ไว้ ฉะนั้นสามัญชนจึงต้องพิจารณารายละเอียดที่เป็นบทถาวรของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับว่าเป็นประชาธิปไตยหรือไม่


(๒)

รัฐธรรมนูญต่าง ๆ ย่อมมีรายละเอียดมากน้อยต่าง ๆ กัน

วิธีร่างรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยถาวรฉบับ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ซึ่งพระยามโนปกรณ์ประธานอนุกรรมการได้แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ได้ทรงเห็นชอบด้วยและทรงพอพระทัยมากนั้น ได้ถือหลักบัญญัติรายละเอียดไว้เท่าที่จำเป็นสำหรับแบบการปกครองประชาธิปไตยเป็นจำนวนเพียง ๖๘ มาตรา เพื่อมิให้เป็นที่น่าเบื่อหน่ายแก่สามัญชนที่จะต้องอ่านในเรื่องที่รู้อยู่แล้ว ประธานอนุกรรมการฯได้ให้ความเห็นไว้ตอนหนึ่งในการอภิปรายเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงความไม่จำเป็นของรายละเอียดบางประการที่ไม่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะไม่ทำให้ดีขึ้นหรือเลวลง ไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ให้หรู ๆ เพราะไม่เขียนก็รู้อยู่แล้ว

จึงขอให้สามัญชนหาโอกาสอื่นรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อทราบตัวอย่างของความไม่จำเป็นต้องเขียนฟุ่มเฟือยไว้ในรัฐธรรมนูญ

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่า ในหมวดสภาผู้แทนราษฎรว่าผู้แทนราษฎรต้องปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ อยากทราบความประสงค์ของท่านประธานอนุกรรมการว่า พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิญาณไหม

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ตอบว่าผู้ที่เป็นสมาชิกสภานี้ก่อนที่จะเข้ามารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณและตามประเพณีราชาภิเศกก็มีการปฏิญาณอยู่แล้ว

นายหงวน ทองประเสริฐ กล่าวว่าควรบัญญัติไว้

พระยาราชวังสัน กล่าวว่าในประเทศเดนมาร์กถึงเป็นรัชทายาทก็ต้องปฏิญาณเหมือนกัน เพราะในโอกาสบางคราวต้องทำการเป็นผู้แทนพระเจ้าแผ่นดินแต่ความคิดของเรานี้ก็เพื่อวางระเบียบ ว่าสิ่งใดที่เป็นแบบธรรมเนียมอยู่แล้ว เราไม่อยากพูดมากนัก ตามความคิดเดิมในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ประสงค์ไม่ให้ยาวเกินไป สิ่งใดที่มีและการพิจารณาแล้วเห็นว่าเหมือนกัน ฉะนั้นจึงไม่บัญญัติไว้ เพราะความคิดเช่นนั้นเราวางไว้ เห็นว่าไม่เป็นอะไร ทั้งเห็นความสะดวกกว่าการบัญญัติเช่นนี้จะดีกว่า

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เนื่องจากหลวงประดิษฐ์มนูธรรมได้กล่าวแล้ว ข้าพเจ้าขอแถลงว่าได้เคยเฝ้าและทรงรับสั่งว่าพระองค์เองได้ทรงปฏิญาณเวลาเสวยราชสมบัติและเวลาขึ้นรับเป็นรัชทายาทก็ต้องปฏิญาณชั้นหนึ่งก่อน ความข้อนี้เมื่อพระองค์เองทรงรับสั่งเช่นนี้ เพราะฉะนั้นรับรองได้อย่างที่หลวงประดิษฐ์มนูธรรมว่าเป็นพระราชประเพณีเดียว

นายจรูญ สืบแสง กล่าวว่า เป็นที่เข้าใจว่า พระเจ้าอยู่หัวต้องทรงปฏิญาณตามนี้ แต่นี่เป็นรัฐธรรมนูญสำคัญอย่างยิ่ง เท่าที่ได้จดบันทึกรายงานยังน้อยไป ถ้าอย่างไรให้มีไว้ในธรรมนูญจะดียิ่ง

หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ตอบว่า สภาผู้แทนราษฎรต้องเห็นชอบในการอัญเชิญพระมหากษัตริย์ขึ้นเสวยราชย์หรือในการสมมติรัชทายาท ถ้าองค์ใดไม่ปฏิญาณเราคงไม่ลงมติให้

นายจรูญ สืบแสง กล่าวว่า องค์ต่อ ๆ ไปอาจไม่ปฏิญาณ

พระยาราชวังสัน ตอบว่า ตามหลักการในที่ประชุมต่าง ๆ ถ้ามีคำจดในรายงานแล้ว เขาถือเป็นหลักการเหมือนกัน

ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แถลงให้สมาชิกลงมติตามมาตรา ๙ ว่า “การสืบราชสมบัติท่านว่าให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎมณเฑียรบาลหรือให้เติมคำว่า “จะต้องปฏิญาณ”

ประธานสภาฯ กล่าวว่า บัดนี้มีความเห็น ๒ ทาง คือทางหนึ่งเห็นว่าควรคงตามร่างเดิม อีกทางหนึ่งว่า ควรเติมความให้ชัดยิ่งขึ้น

ที่ประชุมลงมติตามร่างเดิม ๔๘ คะแนน ที่เห็นว่าให้เติมความให้ชัดขึ้นมี ๗ คะแนน เป็นอันตกลงว่าไม่ต้องเติมความอีก

วิธีร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ ได้ถือหลักร่างไม่ฟุ่มเฟือยตามวิธีดังที่พระยามโนปกรณ์กล่าวไว้ แต่เพราะเหตุร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๘๙ กำหนดให้มีรัฐสภาประกอบด้วยพฤฒสภาและสภาผู้แทนจึงต้องมีบทบัญญัติรวม ๙๖ มาตรา มากกว่าฉบับ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ เพียง ๒๘ มาตรา

รัฐธรรมนูญฉบับ ๒๔๙๒ มี ๑๘๘ มาตรา ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๑๗ แบบหนึ่ง ๒๒๔ มาตรา แบบสอง ๒๒๕ มาตรา

สาระสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้บัญญัติข้อความไว้พอเพียงแก่การให้สิทธิมนุษยชนแก่ปวงชนหรือไม่ และพอเพียงแก่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่หรือไม่ ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดเขียนไว้ฟุ่มเฟือยยืดยาวทำให้สามัญชนเห็นไว้ได้สิทธิมากแต่ในสาระบั่นทอนสิทธิมนุษยชนและมิใช่การถือมติปวงชนเป็นใหญ่อย่างแท้จริง ความฟุ่มเฟือยยืดยาวก็ไม่อาจช่วยให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยขึ้นมาได้


ปรีดี พนมยงค์


ที่มา : สถาบันปรีดี พนมยงค์ : “ประชาธิปไตย” เบื้องต้นสำหรับสามัญชน