วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ตุลาการวิบัติ ประสบการณ์ของฝรั่งเศส


นับตั้งแต่ยุคกลางจนถึงก่อนปฏิวัติ 1789 ฝรั่งเศสปกครองในระบอบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Monarchie absolue) หรือที่เรียกกันว่า “ระบอบเก่า” (l”Ancien Regime) ระบอบนี้รุ่งเรือง ถึงขีดสุดในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สมดังที่พระองค์กล่าวว่า

รัฐน่ะหรือ ? ก็คือตัวข้านี่แหละ

ก่อนจะเริ่มตกต่ำลง และพ่ายแพ้ไปในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ระบอบเก่ามีเอกลักษณ์ที่สำคัญ คือ อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่พระมหากษัตริย์ อย่างไรก็ตาม คงเป็นไปไม่ได้ที่ลำพังเพียงพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวจะมีอิทธิฤทธิ์สามารถใช้อำนาจหน้าที่บริหารประเทศได้ในทุกภารกิจ จึงจำเป็นต้องมีการแบ่งงานให้องค์กรต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่แทน โดยถือว่าองค์กรเหล่านั้นกระทำการ ในนามพระมหากษัตริย์ ซึ่งในท้ายที่สุด พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีอำนาจชี้ขาด ในขั้นตอนสุดท้าย

ในส่วนอำนาจตุลาการสมัยระบอบเก่า เริ่มแรก องค์กรที่ทำหน้าที่ตุลาการ คือ ศาลของกษัตริย์ (Curia Regis) ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาตัดสินคดี ทุกประเภท ต่อมาคดีข้อพิพาทมีจำนวนมากและซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องแบ่งแยกองค์กรผู้ใช้อำนาจตุลาการนี้ออกเป็น 3 องค์กร ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการ แผ่นดินของกษัตริย์ (Conseil du Roi) มีอำนาจหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน, สภาบัญชี (Chambre des comptes) มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ การเงิน การคลัง การงบประมาณ, และศาลปาร์เลอมองต์ (Parlements) มีอำนาจหน้าที่ในการยุติธรรม

กล่าวสำหรับศาลปาร์เลอมองต์นั้น เริ่มแรกก่อตั้งที่ปารีส ต่อมาได้ขยายออกไปยังจังหวัดอื่น เช่น บอร์โดซ์ และตูลูส จนในท้ายที่สุดมีศาลปาร์เลอมองต์ถึง 13 จังหวัด ศาลปาร์เลอมองต์มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทในฐานะเป็นศาลอุทธรณ์และศาลสูง นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นศาลสุดท้าย ศาลปาร์เลอมองต์จึงมีบทบาทในการจัดกลุ่มคำพิพากษาให้เป็นระบบ และควบคุมความชอบด้วยกฎหมายและความสอดคล้องกันตามลำดับชั้น ของกฎหมายระหว่างพระบรมราชโองการ พระราชกำหนด พระราชบัญญัติ กฎหมายประเพณี และกฎเกณฑ์อื่นๆ กษัตริย์ในฐานะองค์อธิปัตย์ ยังมีอำนาจไม่เห็นด้วย กับศาลปาร์เลอมองต์ได้ ด้วยการดึงเรื่อง ที่อยู่ในอำนาจของศาลปาร์เลอมองต์ มาพิจารณาเอง กรณีดังกล่าวศาลปาร์เลอมองต์อาจใช้สิทธิคัดค้าน (Droit de remontrance) ด้วยการตรวจสอบว่าพระบรมราชโองการหรือพระบรมราชวินิจฉัยของกษัตริย์มีความสอดคล้องกัน กับคำพิพากษาบรรทัดฐาน กฎหมายจารีตประเพณี และหลักกฎหมายทั่วไปหรือไม่

เมื่อศาลปาร์เลอมองต์ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ความเข้มแข็งและความเป็นอิสระขององค์กรก็เริ่ม มีมากขึ้น มีกฎหมายรับรองความเป็นอิสระแก่ผู้พิพากษาศาลปาร์เลอมองต์ เช่น ห้ามโยกย้ายผู้พิพากษา เป็นต้น ในบาง รัชสมัยที่กษัตริย์ไม่เข้มแข็ง ศาลปาร์เลอมองต์เริ่มแยกตัวเป็นเอกเทศออกจาก ราชสำนัก และขัดขวางการดำเนินนโยบายของราชสำนัก ด้วยเหตุนี้ราชสำนัก จึงหาทางตอบโต้ด้วยการจัดตั้งศาลพิเศษเฉพาะเรื่องเฉพาะราวขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อดึงอำนาจจากศาลปาร์เลอมองต์ ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 พระองค์มีพระราชอำนาจและบารมีมาก จึงกล้า สั่งห้ามมิให้ศาลปาร์เลอมองต์ใช้สิทธิคัดค้าน (Droit de remontrance) พระบรมราชโองการหรือพระบรมราชวินิจฉัยก่อนมีผลใช้บังคับ พระองค์ทรง ประกาศพระบรมราชโองการ Saint-germain ปี 1641 ความว่า “ห้าม มิให้ศาลปาร์เลอมองต์มีเขตอำนาจในคดีที่อาจเกี่ยวกับรัฐ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐบาล ซึ่งเราสงวนไว้ให้กับคนของเราเท่านั้น เพราะศาลต่างๆ จัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่พสกนิกรของเราเท่านั้น ไม่ใช่เรา”

ในรัชสมัยต่อมาศาลปาร์เลอมองตามกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ปี 1750 ราชสำนักมีนโยบายปฏิรูปในหลายๆ เรื่องเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม แต่ศาลปาร์เลอมองต์ก็ขัดขวางนโยบายดังกล่าวเสมอมา โดยเฉพาะนโยบายปฏิรูประบบภาษีให้มีความเสมอภาคและเป็นธรรมยิ่งขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 15 เล็งเห็นอุปสรรคเหล่านี้ พระองค์จึงพยายามจำกัดอำนาจของศาลปาร์เลอมองต์ ในปี 1771 มีความพยายามปฏิรูปศาลอีกครั้ง ภายใต้การนำของ Maupeou เขาต้องการยุบเลิกศาลที่มีจำนวนมากและซ้ำซ้อนกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องการยุบเลิกศาลที่กีดขวางการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการ “ล้ม” นโยบายของรัฐบาลและราชสำนัก แต่ในท้ายที่สุดความพยายามนี้ก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มขุนนางและผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม

ช่วงทศวรรษท้ายๆ ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 พระองค์ทรงกลับไปเป็นมิตรกับศาลปาร์เลอมองต์ และในท้ายที่สุด ศาลปาร์เลอมองต์ก็กลายเป็น “เหยื่อ” แรกๆ ของการปฏิวัติ 1789

หลังปฏิวัติ 14 กรกฎาคม 1789 สำเร็จ สิ่งแรกๆ ที่คณะปฏิวัติต้องการทำโดยทันที คือ การลดอำนาจของศาลทั้งหลาย ไม่เพียงแต่ห้ามองค์กรตุลาการตัดสินคดีวางกฎเกณฑ์ราวกับเป็นองค์กรนิติบัญญัติ แต่ยังต้องการห้ามองค์กรตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินด้วย

ในการประชุมสภานิติบัญญัติเมื่อเดือนมีนาคม 1790 มีการถกเถียงกันว่าสมควรให้องค์กรตุลาการมีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินหรือคดีปกครองต่อไปหรือไม่ ฝ่ายหนึ่ง นำโดย Chabroud เห็นว่าควรใช้ระบบศาลเดี่ยวเพื่อมิให้เกิดความยุ่งยากในการแบ่งแยกเขตอำนาจศาล อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า ไม่ควรให้ศาลมีเขตอำนาจพิจารณาคดีปกครอง Thouret กล่าวว่า “หนึ่งในการใช้อำนาจตุลาการโดยมิชอบในฝรั่งเศส คือ การสับสนในการใช้อำนาจของตนเข้าไปปะปนและไม่สอดคล้องกับอำนาจอื่น อำนาจตุลาการเป็นคู่ปรปักษ์กับอำนาจบริหาร รบกวนการดำเนินการของฝ่ายปกครอง หยุดการขับเคลื่อนและสร้างความกังวลใจแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง” ส่วน Desmeuniers ยืนยันว่า “ข้าพเจ้ามองเห็นถึงความเลวร้าย หากว่าศาลเข้ามาแทรกแซงยุ่งเกี่ยวในทุกคดี”

คณะผู้ก่อการปฏิวัติและสภานิติบัญญัติพยายามตีความหลักการแบ่งแยกอำนาจเสียใหม่ เพื่อนำมาอ้างไม่ให้องค์กรตุลาการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ โดยยึดถือว่า หลักการแบ่งแยกอำนาจ เรียกร้องให้มีการแยกอำนาจบริหาร ออกจากอำนาจตุลาการอย่างเด็ดขาด นอกจากองค์กรตุลาการไม่มีอำนาจเข้ามาแทรกแซงการบริหารในเชิงรุกหรือ
“ทำแทน” ฝ่ายบริหารและฝ่ายปกครองแล้ว ในเชิงรับอย่างเช่น การตรวจสอบหรือวินิจฉัยคดีปกครอง องค์กรตุลาการก็ไม่มีอำนาจเช่นกัน เพราะ “การตัดสินฝ่ายปกครอง ถือเป็นเรื่องในทางปกครอง” (Juger l”administration, c”est encore administrer) ไม่ใช่เรื่องในทางตุลาการ

การป้องกันไม่ให้ศาลปาร์เลอมองต์ เข้ามาข้องเกี่ยวกับการบริหารประเทศ เพราะคณะผู้ก่อการปฏิวัติเล็งเห็นว่า ศาลปาร์เลอมองต์เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายบริหารประเทศ และมีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออุดมการณ์ปฏิวัติ 1789 จากผลงานในสมัยระบอบเก่า พิสูจน์ได้ว่าศาลปาร์เลอมองต์มักขัดขวางการปฏิรูปในเรื่องต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง หากปล่อยให้ศาลปาร์เลอมองต์มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยคดีปกครอง ก็อาจส่งผลกระทบ ต่อการดำเนินการต่อเนื่องจากการปฏิวัติได้ คณะปฏิวัติจึงตัดสินใจให้คดีปกครองทั้งหลายอยู่ในอำนาจหน้าที่ของฝ่ายปกครองด้วยกันเองที่จะพิจารณาวินิจฉัย โดยออก รัฐบัญญัติ ลงวันที่ 16-24 สิงหาคม 1790 ซึ่งมีมาตราเดียวกำหนดว่า “หน้าที่ในทางตุลาการแยกออกและจะยังคงแยกตลอดไปจากหน้าที่ในทางปกครอง ผู้พิพากษา ไม่อาจรบกวนเรื่องใดที่เป็นการดำเนินการขององค์กรฝ่ายปกครอง และไม่อาจเรียกเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองมาศาลเพื่อประโยชน์ในการทำหน้าที่ในทางตุลาการได้” จากนั้นมีรัฐกฤษฎีกาลงวันที่ 5 เดือนฟรุคติดอร์ ปีที่ 3 หลังการปฏิวัติ ตามมาตอกย้ำ หลักการดังกล่าวอีกว่า “ยังคงป้องกัน อยู่ต่อไป มิให้ศาลมีเขตอำนาจเหนือการกระทำของฝ่ายปกครอง”

เป็นอันว่าคณะปฏิวัติได้ “ลบ” อำนาจวินิจฉัยคดีปกครองของศาลปาร์เลอมองต์ และ “ดึง” อำนาจนั้นมาให้ฝ่ายบริหาร

ความหวั่นกลัวและรังเกียจองค์กรตุลาการยังเป็นมรดกตกทอดหลงเหลือ มาจนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้จากระบบ ศาลคู่ของฝรั่งเศส ซึ่งแบ่งออกเป็นศาลยุติธรรม และศาลปกครอง ในส่วนของศาลปกครองนั้น องค์กรวินิจฉัยคดีปกครองในระดับสูงสุด คือ สภาแห่งรัฐ ซึ่งยังถือเป็นองค์กรของฝ่ายบริหาร (แต่ก็มีการจัดองค์กรและวิธีพิจารณาที่เป็นอิสระเหมือนดังองค์กรตุลาการ)

ในส่วนของการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐบัญญัติ รัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสไม่ยอมให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีอำนาจควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐบัญญัติภายหลังที่ประกาศใช้แล้ว เพราะหถือว่ารัฐบัญญัติเป็นการกระทำของผู้แทนประชาชนและแสดงออกถึงเจตจำนงทั่วไปของประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย องค์กรอื่นใด ย่อมไม่อาจลบล้างเจตจำนงเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันไม่ให้มีรัฐบัญญัติที่อาจขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ ระบบกฎหมายฝรั่งเศสจึงหลบไปใช้การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของรัฐบัญญัติเฉพาะในช่วงก่อนที่รัฐบัญญัติ จะประกาศใช้แทน

จริงอยู่ การล้มศาลปาร์เลอมองต์ทิ้ง ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับบริบททางการเมือง กล่าวคือ คณะปฏิวัติต้องการล้มองค์กร ที่รับใช้ระบอบเก่าออกไปให้หมด เพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อแนวทางการปฏิวัติ อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เหตุผลหนึ่งที่ศาลปาร์เลอมองต์ต้อง ปลาสนาการไปจากระบบกฎหมาย ฝรั่งเศส เพราะ “ผลงาน” ของศาล ปาร์เลอมองต์เอง

ไม่ว่าศาลปาร์เลอมองต์จะเจตนาหรือไม่ก็ตาม ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส บอกเราว่า เมื่อไรก็ตามที่ตุลาการอยากจะแทรกแซงทางการเมืองจนเสียดุลยภาพ ของอำนาจ อยากจะเป็นผู้ “ภิวัตน์” มากจนเกินไป เมื่อนั้นก็เป็นตุลาการเอง ที่จะ “วิบัติ”

ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วใน “ฝรั่งเศส”


ปิยบุตร แสงกนกกุล


ตีพิมพ์ครั้งแรก:
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 28 กรกฎาคม 2551

ตีพิมพ์ออนไลน์ : July 28, 2008


ทีมา : OnOpen : นิติรัฐ : ตุลาการวิบัติ ประสบการณ์ของฝรั่งเศส

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดนความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ประชาธิปไตย-อนาธิปไตย-รัฐประหารและเผด็จการ (ครึ่งใบและเต็มใบ)



(1)

ต่อคำถามที่ว่า สถานการณ์เช่นไร จึงจะทำให้เกิด “รัฐประหาร” อันจะนำไปสู่ “เผด็จการครึ่งใบ” หรือ “เผด็จการเต็มใบ” ของ “การเมืองใหม่” ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กล่าวไว้ว่า

สถานการณ์ที่นำเอา “ประชาธิปไตย” ไปสับสนกับ “อนาธิปไตย”
จะนำไปสู่ “เผด็จการ” ดังนี้

ย้อนกลับไปหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ 62 ปีมาแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2489 ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ “รัฐบุรุษอาวุโส” ได้กล่าวปราศัยในวันปิดประชุมสภาเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ด้วยคำเตือนเรื่อง “ประชาธิปไตย” กับ “อนาธิปไตย” ไว้ว่า


(2)

ระบอบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตย อันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย

ท่านปรีดี กล่าวต่อไปอีกว่าข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย .... ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้


(3)

ท่านปรีดีกล่าวอย่างน่าสนใจต่อไปอีกว่า การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยากันเป็นมูลฐาน เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว (เอ็กโกอีสม์)

แล้วท่านปรีดี ก็เข้าสู่ไคลแมกซ์ของคำปราศัยด้วยการกล่าวว่าโดยมีอุดมคติซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าเคารพในความซื่อสัตย์ ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากหลายที่ผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้ร่วมกิจการรับใช้ชาติกับข้าพเจ้า... แต่ผู้ซึ่งแสดงว่าซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ในภายนอก ส่วนภายในหวังผลส่วนตน หรือมูลสืบเนื่องมาแต่ความไม่พอใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้แล้ว ก็เกรงว่าผู้นั้นก็อาจหันเหไปได้ สุดแต่ว่าตนจะได้รับประโยชน์ส่วนตนอย่างไรมากกว่า


(4)

ท่านปรีดี จบคำปราศัยด้วยการฝากฝังไว้กับ สส. ในสภาว่า ข้าพเจ้าหวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย คงจะใช้สิทธิของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอาศัยกฏหมายและศีลธรรมความสุจริตเป็นหลัก ไม่ช่วยกันส่งเสริมให้มีระบอบอนาธิปไตย

ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้ต่อท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย โดยเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นประเทศชาติปลอดจากระบอบเผด็จการ และปลอดจากระบอบอนาธิปไตย คงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม

ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมนี้เป็นวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร ที่ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ และเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานรัฐธรรมนูญ



(5)

ท่านปรีดีฝากฝังอะไรไว้มากมายกับ สส. ท่านปรีดีฝากไว้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ต่อมาอีก 2 วัน คือ วันที่ 9 พฤษภาคม ท่านปรีดี ก็ถวายรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 (ที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดฉบับหนึ่ง) ให้ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 ลงพระปรมาภิไธย แต่อีก 1 เดือนต่อมา คือ ในวันที่ 9 มิถุนายน ในหลวงอานันท์ ก็ต้องพระแสงปืนเสด็จสวรรคต

และแล้ววิกฤตการเมืองก็บังเกิดขึ้น ระบอบอำนาจนิยมและอนุรักษ์นิยม ดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง” ท่านปรีดีเกิด “หน้าไม่ด้าน” แสดงความรับผิดชอบขอลาออกจากตำแหน่ง และได้หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ขึ้นเป็น นรม. แทน

รัฐบาลหลวงธำรงฯ ถูกพรรคฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ (เจ้าเก่า) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหลายวันหลายคืน และเมื่อล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางประชาธิปไตยไม่ได้ นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคฯ ก็หันไปร่วมมือกับ “ระบอบทหาร” ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ทำ “การรัฐประหาร” ยึดอำนาจเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490


(6)

จากนั้นสยามประเทศ(ไทย) ของเรา ก็เข้าสู่ยุดมืดบอดทางการเมือง กลายเป็น “ระบอบเผด็จการครึ่งใบ” อยู่ 10 ปีภายใต้ “ระบอบพิบูลสงคราม” ระหว่าง พ.ศ. 2491-2500 แล้วก็ต้องตกอยู่ภายใต้ “ระบอบเผด็จการเต็มใบ” ของ “ระบอบสฤษดิ์-ถนอม” อีก 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2501-2516 รวมแล้วกว่าจะถึง “14 ตุลา” ก็กินเวลาถึง 26 ปี

ท่านปรีดีของเราต้องกลายเป็น “พ่อกู นามระบือ ชื่อปรีดี แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ” (เช่นเดียวกับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตอธิการบดีของเรา) ครับท่านต้องลี้ภัยการเมือง ลี้ภัยจาก “อนาธิปไตย” และ “เผด็จการ” ทั้งครึ่งใบและเต็มใบ ไปอยู่เมืองจีนถึง 21 ปี แล้วก็จะไปจบชีวิตลงที่ปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2526


(7)

มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ The University of Moral and Political Science (UMPS) ของท่าน ก็ถูก “ระบอบพิบูลสงคราม” จับเปลี่ยนชื่อเป็น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เฉยๆ) กลายเป็น Thammasat University (TU) ไปเมื่อปี พ.ศ. 2495 (โขคดี ที่รอดจากการถูกจับเปลี่ยนชื่อเป็น “มหาวิทยาลัยกรุงเทพ” ไปได้)

มธก.-มธ. ประสบเคราะห์กรรมเหมือนๆกับที่ “สยามประเทศ” หรือ Siam ถูกเปลี่ยนเป็น “ประเทศไทย” หรือ Thailand มาแล้วก่อนหน้านั้น ถึงขนาดที่ “พระสยามเทวาธิราช” ก็ถูกเปลี่ยนเป็น “พระไทยเทวาธิราช” อยู่ระยะหนึ่ง (โชคดีที่เราเปลี่ยนท่านกลับมาได้ แม้จะยังเปลี่ยนอะไรต่อมิอะไรไม่ได้ก็ตาม)


(8)

ถ้าเราจะหลีกหนีวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ไม่ให้เกิด “สงครามกลางเมือง” ไม่ให้เกิด “กลียุค” เราก็ต้องตระหนักในคำเตือนล่วงหน้าก่อนเวลาของท่านปรีดี ที่จะต้องยึดมั่นใน “ประชาธิปไตย” ไม่นำไปสับสนเจือปนกับ “อนาธิปไตย” ที่จะนำเราไปสู่ “ระบอบเผด็จการ” และเมื่อนั้นแหละที่บ้านเมืองของเราจะพอมีอนาคตกันบ้าง


ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา : ประชาไท : ประชาธิปไตย-อนาธิปไตย-รัฐประหารและเผด็จการ (ครึ่งใบและเต็มใบ)

หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดนความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ