วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

เงามืดของราชวงศ์ในดินแดนแห่งรอยยิ้ม : Royal Shadows in the Land of Smiles

Nicholas Farrelly
 ๑ มีนาคม ๒๕๕๐


ที่มา : The Oxonian Review

 
แปลและเรียบเรียง : chapter 11
 
 
พอล แฮนด์ลี่


กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม:
พระราชประวัติของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชแห่งประเทศไทย

โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ๒๕๔๕ (๕๑๒ หน้า)
ISBN 0300106823
 
 
 
 
ดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ อันเป็นวันฉัตรมงคลเฉลิมฉลองการขี้นครองราชย์ครบ ๖๐ ปีของกษัตริย์ภูมิพล เนืองแน่นไปด้วยราชอาคันตุกะจากรอบโลกเพื่อร่วมฉลองในกรุงเทพ ในขณะที่ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าให้การยกย่องต่อราชวงศ์ของตัวเองเป็นที่สุด ปรากฏว่ามกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฎานได้กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างไม่คาดฝัน พสกนิกรที่แสดงความชื่นชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ติดตามพระองค์ทุกพระราชอิริยบท ต่างปลาบปลื้มกับความมีเสน่ห์และทรงมีพระสิริโฉมที่หล่อราวกับวัยรุ่น ทรงสำเร็จการศึกษาจากอ็อกซ์ฟอร์ด และทรงครองอาณาจักรแห่งพุทธ เจ้าชายจิกมีได้กลายเป็น “เจ้าชายในฝัน” ของประเทศไทย มีรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขอข้อมูลเพื่อเยี่ยมชมประเทศภูฎานได้เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ ความหลงใหลได้ปลื้มดังกล่าวเห็นได้จาก เมื่อเจ้าชายจิกมีเสด็จกลับมากรุงเทพในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพื่อทรงเข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรังสิต


อีกไม่นานหลังจากเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ พระบิดาของเจ้าชายจิกมี กษัตริย์ จิกมี ซิงเย วังชุก ทรงสละราชสมบัติ เป็นการสร้างความประหลาดใจ เพราะตามแผนเดิมแล้วการมอบอำนาจควรจะเป็นปี ๒๕๕๑ “เจ้าชายในฝัน” ทรงเข้าพิธีรับการสถาปนาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งภูฏาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง พระองค์ทรงมีหน้าที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย สื่อของไทยได้ประโคมข่าวนี้อย่างครึกโครมในการแสดงความยินดีต่อการขี้นครองบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เนื่องจากภาพพจน์โดยรวมของพระองค์ที่เพียบพร้อมไปด้วยจริยธรรม พระสิริโฉม และเป็นเจ้าชายที่น่าใฝ่ปอง และได้กลายมาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี สังคมไทยสรรเสริญสดุดีต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขี้นอย่างสงบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องการสืบสันตติวงศ์ได้อยู่ในใจของหลายๆคนเช่นกัน

เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกๆราชวงศ์จะต้องเผชิญกับเรื่องการสืบสันตติวงศ์เมื่อปลายรัชกาลที่ยาวนานใกล้เข้ามา อย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์รอสืบราชบัลลังก์มาหลายทศวรรษภายใต้เงาพระราชมารดา กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทยทรงครองราชย์มาหลายทศวรรษ ข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับอนาคตของราชวงศ์ได้สะสมมานานเกินปกติ เวลานี้เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร นายทหารทรงอยู่ในวัยกลางคน ทรงเป็นที่เลื่องลือในด้านความถือพระองค์และความเจ้าชู้ ทรงประสบความล้มเหลวที่จะทำพระองค์ให้เป็นที่รัก การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของราชวังเพื่อที่จะยัดเยียดปิดบังภาพพจน์ของพระองค์ยังไม่สามารถช่วยได้ การพัวพันในการเมืองของราชวงศ์ไทยเป็นไปอย่างซ่อนเร้น และในบางครั้งเจือปนด้วยความรุนแรง เป็นการขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพพจน์ที่ประเทศไทยพยายามเสนอต่อโลกให้เห็นว่า เต็มไปด้วยรอยยิ้มและมีความสบายๆ

เมื่อไม่นานมานี้ในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ได้มีการพิสูจน์ถึงภาพพจน์ของ “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อบรรดานายพลทั้งหลายปฏิบัติการรัฐประหารในชั่วข้ามคืน ผู้สังเกตการณ์ทุกคนต่างต้องการทราบวา “การแทรกแซง” เช่นนี้เป็นการนำวันอุบาทว์เก่าๆของวงจรการทำรัฐประหารและการทำรัฐประหารซ้อนให้หวนกลับคืนมาหรืออย่างไร นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก่อนปี ๒๕๔๙ ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๕ ประเทศไทยประสบกับการทำรัฐประหารมาถึง ๑๗ ครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายของปี ๒๕๓๓-๒๕๔๓ หลายๆคนได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง (นับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ รัฐสภาตามแบบอย่างประชาธิปไตย และกฎหมาย) มีความมั่นคงเป็นที่สุด ความรู้สึกในตอนนั้นว่าทหารจะกลับเข้าไปอยู่ในกรมกองอย่างถาวร และในที่สุดกษัตริย์ภูมิพลทรงช่วยสถาปนาระบบประชาธิปไตยให้ยั่งยืนสถาพร แต่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่คิดผิด

ใครก็ตามที่หวังจะมาช่วยยืนยันว่า ความคิดของคนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ต้องอ่านกษัตริย์ไม่เคยยิ้มของพอล แฮนด์ลี่ เป็นหนังสือที่สืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศไทย เพื่อพยายามทำความเข้าใจในเรื่องที่ไม่มีใครทราบมาก่อน และการวิจารณ์ทางการเมืองและด้านสังคมของราชวงศ์ ขณะเดียวกันเป็นการให้ความสว่างในความมืดที่ครอบคลุมพวกนิยมเจ้าและศักดินาการเมืองของพวกทหาร นับเป็นบรรยากาศที่ไม่แน่นอนและน่าสะพรึงกลัว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและแฮนด์ลี่เองได้ถูกแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้หยุดการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่อการข่มขู่ของพวกนิยมเจ้า หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของราชวัง การวิเคราะห์เหตุการณ์จากทั่วโลกในการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นประชาธิปไตย การเข้าแทรกแซงของพวกทหารศักดินา มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณกับภาพพจน์ที่พยายามสร้างขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้รับชัยชนะเสมอไป

ความพยายามด้านอื่นในการจัดการเรื่องภาพพจน์ของประเทศไทยได้รับความสำเร็จมากกว่า หลังจากเกิดรัฐประหาร รัฐบาลทหารได้พยายามโหมประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก ความพยายามเยี่ยงนี้ และคนดูจากทั่วโลกที่มีแต่ความเห็นอกเห็นใจ ไม่เคยเลยแม้แต่สักวินาทีเดียวที่ภาพพจน์ของประเทศไทยที่ถูกสร้างอย่างระมัดระวังว่า มีแต่ความสงบและเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะได้รับความสงสัย การทำรัฐประหารได้รับการสรรเสริญอย่างกว้างขวางว่าเป็น การแทรกแซงโดยปราศจากการเสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อให้เกิดความแตกแยก บรรดานายพลทั้งหลายเข้ายึดอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ และทักษิณมหาเศรษฐีจากโทรคมนาคม ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศถึงสามสมัย นายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยความคิดอิสระ กำลังติดราชการที่ยูเอ็น นครนิวยอร์ค รัฐบาลตะวันตกได้แต่บ่น และความตกตะลึงของนักวิชาการที่สงสัยเพียงหยิบมือ ต่างไม่ได้กระทำการใดๆเพื่อที่จะลบภาพพจน์อันเจิดจรัสของการทำรัฐประหารนี้เลย ภาพแล้วภาพเล่าของนักท่องเที่ยวที่เริงร่าถ่ายรูปร่วมกับรถถัง เคียงข้างทหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสนอความสง่างามตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วโลก

หลายๆคนทั้งในและนอกประเทศไทย ต่างหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากความตึงเครียดที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติมาเป็นเวลานับเดือน โลกรู้สึกโล่งอกต่อการทำรัฐประหารอย่างมีพัฒนาการของประเทศไทย จะหวังสิ่งใดอีกเล่าจากดินแดนที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้มเช่นนี้ เราได้รับการบอกเล่าว่า ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ แค่มีคนถูกจับไม่กี่คน และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องวิตกกังวล นายพลทั้งหลายเสนอหน้าออกทีวี และประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ พวกเขาทั้งยิ้มและตั้งท่าเพื่อให้ทำการถ่ายรูป กษัตริย์ บุคคลซึ่งเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการทำรัฐประหารในการครองราชย์มาร่วม ๖๐ ปี ทรงมีพระฉายาลักษณ์ทรงร่วมปรึกษากับคณะรัฐประหารเช่นกัน หลายๆคนได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ว่า กษัตริย์ทรงเห็นชอบในการเข้าไปแทรกแซงของบรรดานายพลเหล่านี้

นายพลทั้งหลายประกาศยกเลิกการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม ทักษิณถูกบังคับให้ออกไปพำนักในถิ่นที่หรูหราในกรุงลอนดอน คนไทยหลายๆคนได้แสดงความยินดีกับการถูกปล้นอำนาจของทักษิณ โดยเฉพาะในกรุงเทพ ชนชั้นกลางในเมืองหลวง ต่างก็เบื่อหน่ายกับสิ่งที่พวกเขามองเห็นว่า รัฐบาลยุคทักษิณมีแต่เรื่องผิดศีลธรรม การฉ้อราษฎร์ และมีแต่การใช้ความรุนแรง ภายใต้ทักษิณมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง รวมถึงการทำสัญญาธุรกิจที่เลวทราม การกล่าวหาว่าฉ้อราษฎร์ และความฟุ้งเฟ้อ และโดยเฉพาะ “สงครามยาเสพติด” ที่เสียเลือดเสียเนื้อในปี ๒๕๔๖ อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์ใดๆไม่สามารถทำลายแม้แต่ปลายก้อยต่อความสำเร็จที่ได้รับจากการเลือกตั้งอย่างไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ทำตัวเบื้อใบ้กับการที่พวกเขาถูกบังคับให้ยกเลิกการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ปัญหาจากการปกครองของทักษิณไม่ได้เลวร้ายไปกว่าบุคคลอย่าง โทนี่ แบร์ หรือ จอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช อย่างที่นักวิจารณ์หลายคนพยายามแสดงความเห็น ดังนั้นคำถามยังคงมีอยู่ว่า ทำไมคนอย่างทักษิณซึ่งได้รับความอับอายจากการถูกทำรัฐประหารในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ จึงไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้ที่องค์การสหประชาชาติ

เมื่อรถถังเคลื่อนเข้ายึดกรุงเทพ ไม่ว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือความสัมพันธ์ต่างๆที่มี หรือสถานะใดๆ จะช่วยทักษิณซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ หกเดือนผ่านไป ฝ่ายทำรัฐประหารและรัฐบาลที่ทหารแต่งตั้งมีความแข็งแกร่งขึ้น แต่ความกังวลในเป้าหมายของอนาคต และความสามารถของทหารที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆยังคงมีอยู่ ปัญหาจากพวกก่อความไม่สงบชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังครุกรุ่นอยู่ รวมถึงเศรษฐกิจที่ซบเซายังคงเป็นเรื่องหลักที่สร้างความกังวล ทั้งนายพลและโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหารต่างขานรับด้วยการพูดถึงเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ความคิดที่คลุมเครือในเรื่องความเรียบง่ายและเพื่อความยั่งยืนถาวรตีกันให้ยุ่งกับความกำกวมและความพอใจในตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นแนวความคิดที่มาจากกษัตริย์ภูมิพลและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ในราชอาณาจักรแล้ว หลักคำสอนใดๆย่อมอยู่เหนือการตำหนิทั้งปวง

ในระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปลายยุค ๙๐ (ค.ศ.) กษัตริย์ภูมิพลทรงใช้คุณสมบัติพิเศษส่วนพระองค์ที่เป็นที่ยอมรับ และภาพพจน์ดั่งสมมุติเทพเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางสังคม และเศรษฐกิจแห่งชาติ ตามแนวทางของพระองค์ บางครั้งเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” เป็นความคิดที่สร้างมาจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่อย่างเรียบง่าย “ใช้ชีวิตและการกินอยู่อย่างพอเพียง” เป็นเรื่องแปลกที่ว่า เป็นการสนับสนุนการใช้ภาษาเดียวกัน ในเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ที่ทำให้ประเทศภูฏานมีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่และแปลกใหม่ซึ่งต่างจากที่มีอยู่ในสังคม ใครก็ตามที่ได้ผ่านกรุงเทพเมื่อไม่นานมานี้ จะเห็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยยุคใหม่และอุดมการณ์ของพระองค์ ภาพที่เห็นได้ชัดจากศูนย์การค้าที่อลังการของสยามพารากอนในใจกลางกรุงเทพมูลค่า ๑๑,๗๓๐ ล้านบาท สร้างบนเนื้อที่ที่เช่ามาจากสำนักงานทรัพย์สิน ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งอย่างมากมายเพียงไร ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิชาการต่างๆ เป็นสำนวนที่ฟังดูสำคัญแต่ขาดพื้นฐานต่อการวางนโยบายของรัฐ ขณะนี้การเข้ายึดอำนาจของทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจากในวัง และการข้องเกี่ยวของราชวงศ์ รัฐบาลย่อมหนุนแนวคิดทางเศรษฐกิจของกษัตริย์อย่างเต็มตัว

เหตุผลหนึ่งคือแทบจะไม่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับทฤษฎีของกษัตริย์ เนื่องจากการตั้งคำถามต่อองค์กษัตริย์ หรือบุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องอันตราย หากยังผิดกฎหมายของประเทศไทย ชาวต่างชาติไม่ได้รับความคุ้มครองจากข้อกล่าวหาจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นกัน ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกจับในปี ๒๕๓๘ ด้วยข้อกล่าวหาว่า แสดงความคิดเห็นต่อเจ้าฟ้าหญิงแห่งประเทศไทยในทางเสียหายบนเครื่องบินของสายการบินไทย และเหตุการณ์อื่นอีกสองครั้ง ครั้งหนึ่งในปี ๒๕๔๕ การโต้เถียงในฟาร์อิสเทิร์นอีโคโนมิครีวิวส่งผลให้นักข่าวที่มีชื่อสองคนถูกตั้งข้อหาหมิ่นฯ และในปี ๒๕๕๐ ชายชาวสวิสถูกจับและถูกคุกคามที่จะถูกขังคุก ๗๕ ปีในข้อกล่าวหาว่า ทำลายพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ เมื่อไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง การกล่าวหา “ต่อต้านกษัตริย์” ได้ถูกนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการปิดปากคู่ต่อสู้ทางการเมือง อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและคู่กัด นายทุนแห่งสื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งคู่ต่างใช้วิธีนี้ในระหว่างการเผชิญหน้ากันในปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ในเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของการเมืองของประเทศ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถอ้างว่าได้รับความเห็นชอบเต็มที่จากกษัตริย์ ผลก็คือมีการทำรัฐประหารเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง

การเข้มงวดต่อการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะเป็นประเด็นสำคัญที่ผมจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในครั้งนี้ เนื่องจากว่าหนังสือที่เพิ่งวางแผงของพอล แฮนด์ลี่ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เป็นการท้าทายกับการใช้กฎหมายหมิ่นฯของไทย หนังสือของเขาถูกสั่งห้ามขายในประเทศไทย การโฆษณาขายหนังสือเล่มนี้บนเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลถูกปิดกั้นเป็นระยะในราชอาณาจักร ผู้สังเกตการณ์ได้เห็นพ้องต้องกันว่า พระราชประวัติของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนขึ้นโดยไม่ได้รับพระราชานุญาตเช่นนี้ หมายถึงว่า แฮนด์ลี่อาจจะไม่ได้รับการอนุญาตให้กลับคืนสู่ประเทศไทย

หนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มของแฮนด์ลี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่หาได้ยากมากเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้มีการถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะนอกประเทศไทย แม้หนังสือเล่มนี้จะวางแผงเป็นเดือนแล้ว ยังคงได้รับการวิจารณ์และโต้แย้งอยู่ตลอดเวลา ที่น่าแปลกก็คือ มีหลายๆคนซึ่งอ้างว่าไม่ได้อ่าน แต่ยังรู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ ผู้ที่ไม่สนใจหนังสือเล่มนี้อาจมาจากพื้นฐานที่ว่าเป็นหนังสือที่ตีเจ้าอย่างรุนแรง หรือพูดให้ง่ายๆก็คือ เป็นการตีชาวไทยด้วย ในทางกลับกัน หนังสือของแฮนด์ลี่ ง่ายๆก็คือเป็นการอารัมภบทที่ดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่จะทำความเข้าใจความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ของการเมืองไทย เป็นเรื่องเกี่ยวกับเครือข่ายราชวงศ์ เมื่อไม่นานมานี้นักสังคมศาสตร์ ดันแคน แมคคาโกได้ขนานนามไว้ว่า ” เครือข่ายระบอบกษัตริย์” และการปลูกฝังรากฐานของอำนาจแห่งบัลลังก์อย่างต่อเนื่อง

เป็นที่แน่ชัดว่า เรื่องราวในหนังสือนี้ย่อมก่อให้เกิดการโต้แย้งและความซับซ้อน แฮนด์ลี่ได้เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์องค์เดียวที่ทรงเสด็จพระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา ได้รับถวายการเลี้ยงดูจากนอกประเทศไทย ทรงสำเร็จการศึกษาจากยุโรป เป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระเชษฐาเจ้าฟ้าอนันทมหิดล ทรงเป็นยุวกษัตริย์ในปี ๒๔๗๘ แต่ก่อนที่พระองค์จะได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ ได้พบว่าพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืน ด้วยสภาพเหตุการณ์อันเป็นปริศนาในปี ๒๔๘๙ รายละเอียดของการสิ้นพระชนม์ยังคงเป็นเรื่องไม่แน่ชัด แฮนด์ลี่พยายามนำหลายๆทฤษฎีมาใช้ และสรุปว่าหลักฐานที่ยังคงเหลือนั้นไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ การปกปิดอย่างรีบเร่งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีคำตอบเล็ดลอดออกมาได้ แฮนด์ลี่เขียนไว้ว่า ในทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้น เจ้าชายภูมิพล “เจ้าชายที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงแย้มพระสรวลและชอบตรัสแต่เรื่องตลกอยู่เสมอ…ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่มีพระชนมายุได้ ๑๘ ปี พระองค์ทรงเคยประทับอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง ๕ ปี” และในหนังสือของแฮนด์ลี่กล่าวว่า กษัตริย์องค์ใหม่นั้น “แทบจะไม่เคยทรงแย้มพระสรวลในที่สาธารณะอีกเลย”

กษัตริย์ภูมิพลขี้นครองบัลลังก์ที่กำลังอ่อนแอในระหว่างสมัยของเผด็จการ เล่ห์เพทุบายด้านภูมิศาสตร์การเมือง และแน่นอน การทำรัฐประหารของกองทัพที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ แฮนด์ลี่ได้แย้งว่า “นับตั้งแต่วันที่พระเชษฐาของพระองค์ได้สวรรคตอย่างน่าสงสัย พระองค์ดูเหมือนจะไม่เคยยิ้มอีกเลย มีแต่สีพระพักตร์อันโศกเศร้าเหมือนรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด ทรงมุ่งปฏิบัติพระราชภารกิจของกษัตริย์” ในการอธิบายของแฮนด์ลี่ เราได้เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับชัยชนะและความยากลำบากของพระราชาที่น่าสนเท่ห์และมีความเป็นส่วนพระองค์นี้ ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์เพื่อสาธารณะชนมากกว่า ๖๐ ปี แฮนด์ลี่จำต้องใช้ข่าวลือในการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสนับสนุนประเด็นของเขา ซึ่งใช้สภาพแวดล้อมมากกว่าทางเลือกอื่น เนื่องจากมีการควบคุมข้อมูลอย่างแน่นหนาจากพระราชวัง ในเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ จึงเป็นการสะดวกที่จะตีความว่าเป็น “ข่าวลือ”

ในประเทศไทย มีข่าวลือที่กระซิบต่อๆกันมามากมาย แต่ไม่ได้เป็นเรื่องทั้งหมดของกษัตริย์ภูมิพลหรือรัชสมัยของพระองค์ แฮนด์ลี่เสนอเรื่องราวที่ได้ตีความอย่างพิถีพิถันของจักรกลการเมืองที่ถูกควบคุมอย่างแน่นหนา จากคำของแฮนด์ลี่ เมื่อได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ “กษัตริย์ภูมิพลทรงทิ้งบุคลิกสมัยใหม่แบบอย่างชาวยุโรป เพื่อทรงนำพาราชอาณาจักรแห่งธรรมราชาที่มีวัฒนธรรมมานานกว่าสหัสวรรษ กษัตริย์ผู้ไม่เห็นแก่พระองค์ ได้ปกครองโดยใช้หลักธรรมตามหลักพุทธศาสนา”

ความถูกต้องตามแบบแผนราชวงศ์แต่โบราณ กษัตริย์ภูมิพลทรงถูกตระเตรียมให้เป็นบุคคลที่น่าเคารพบูชา และทรงได้รับการบูชา ในทุกๆปี ปีละหลายๆเดือน ทั้งในเมืองและนอกเมืองทั่วประเทศไทยได้ประดับตกแต่งด้วยธง แสงสี และเทิดพระเกียรติต่อการประกอบพระราชกรณียกิจที่ประสบความสำเร็จ และเฉลิมพระเกียรติแห่งราชวงศ์ แฮนด์ลี่ได้ให้ตัวอย่างที่ดีของลัทธิภูมิพลนี้ เขาเขียนไว้ว่า “ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ สำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำสถิติโลกในด้านจำนวนปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่ทรงได้รับ หลังจากนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง ๑๐ ใบรวดในครั้งเดียว"

ในขณะที่กษัตริย์ภูมิพลได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างใหญ่หลวงทั่วทั้งประเทศและในสากล สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ พระราชโอรสและองค์รัชทายาทกลับไม่ได้รับการยกย่องเท่ากับที่พระองศ์ทรงตั้งความคาดหวังเอาไว้ แฮนลี่ได้แย้งว่านับตั้งแต่แรกเริ่ม “กษัตริย์ภูมิพลทรงเข้าพระทัยอย่างแน่ชัดว่าเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงเป็นปัญหา” อนาคตของระบอบกษัตริย์จะถูกพิสูจน์ได้จากองค์เจ้าฟ้าชายเอง เจ้าฟ้าหญิงมหาจักรีสิรินธรพระขนิษฐาอันทรงเป็นที่ชื่นชมและเป็นที่รัก อาจจะเป็นทางเลือกของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ในหลายปีที่ผ่านมาความเด่นของเจ้าฟ้าหญิงที่มีเหนือเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณยังคงเป็นปริศนา จากแฮนด์ลี่ที่ว่า “เป็นความผิดพลาดตั้งแต่แรกของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งเป็นจุดอ่อนของทุกๆราชวงศ์” พระองค์ไม่สามารถที่จะประกันได้ว่า ผู้สืบทอดราชสันตติวงศ์ตามลำดับต่อมานั้น จะเป็นกษัตริย์ที่จะทรงพระปรีชาสามารถ ไม่เห็นแก่พระองค์ และทรงพระกรุณาธิคุณเยี่ยงพระองค์เอง

“ผู้สืบทอดราชสันตติวงศ์ตามลำดับ” ดังกล่าว ได้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศภูฏาน แต่แฮนด์ลี่ไม่ได้คิดว่าจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เขาได้สรุปว่าถ้าจะให้ดำรงอยู่ได้ “พระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงศ์ควรจะใช้ประโยชน์จากอภิสิทธิ์เงียบอันมหาศาลของสถาบันกษัตริย์: อำนาจและสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนตัวเองใหม่ก่อนที่คนอื่นจะทำให้” ในคำอธิบายนี้ว่า เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณจะทรงเปลี่ยนภาพพจน์ด้านบุคลิกและการปฏิบัติพระองค์ได้หรือไม่ พระองค์จะทรงเปลี่ยนให้คล้ายดั่ง “เจ้าชายในฝัน” ตามแบบอย่างของภูฐานได้หรือไม่ แฮนด์ลี่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์จะเป็นหนทางเดียวที่จะให้สถาบันยังคงอยู่รอดนับตั้งแต่การสถาปนาราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ยังไม่นับการยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในปี ๒๔๗๕ ราชวงศ์ไทยไม่ได้เพียงยังคงอยู่ แต่ประสบความรุ่งเรือง แฮนด์ลี่จึงได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มแรกนี้ขึ้นมาเพื่อถวายการสนับสนุนในกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเรื่องราวสมัยใหม่ในอำนาจของราชวงศ์และความสำเร็จที่เห็นได้ชัด ด้วยสถานการณ์ที่มีอุปสรรคและการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้อย่างเต็มที่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า หนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มนี้ มีข้อบกพร่องบางอย่างจึงถูกวิจารณ์ต่อต้านอย่างหนาหู อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้สำหรับหลายๆคนแล้วถือว่าเป็นการท้าทายและสร้างความยุ่งยาก หลายๆคนดูเหมือนมีความลังเลที่จะเปิดใจอ่านทั้งเล่ม และรับฟังการวิเคราะห์ สำหรับบางคนทั้งเหตุการณ์และบุคลิกที่ปราศจากการถูกเซ็นเซอร์นั้น แทบจะไม่สอดคล้องกับพระราชประวัติของราชวงศ์ที่พวกเขาได้รับความคุ้นเคยมาก่อน

บทวิจารณ์ที่มีมากมายของหนังสือพระราชประวัติในมุมมองกว้างๆเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ดี คำวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดจาก แกรนท์ อีแวนส์ นักมนุษย์วิทยาในฮ่องกง ซึ่งแฮนด์ลี่ได้ตอบคำถามต่ออีแวนส์ด้วยตัวของเขาเองว่า คำวิจารณ์ของอีแวนส์ “ช่างเหมือนกันกับมุมมองจากราชวังและจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่มีต่อหนังสือของผม จุดประสงค์เพื่อชักชวนให้คนเพิกเฉยเสีย ก่อนที่จะเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้” นักวิจารณ์อื่นๆ เช่น แอนดรูว์ วอคเกอร์ นักมนุษย์วิทยา ดันแคน แมคคาโก นักสังคมศาสตร์ นักเขียนอย่าง เอียน บูรูมา และ คริสต์ เบเกอร์ นักเขียนคนดังในกรุงเทพ ให้การวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ในด้านบวก ดันแคน แมคคาโก จากนิวเลฟรีวิว (New Left Review) พยายามอธิบายหนังสือเล่มนี้ได้อย่างดีเยี่ยมและความน่าเชื่อถือที่มีต่อนักเขียนที่พูดไทยได้อย่างน่าทึ่งคนนี้ว่า “เป็นฝันร้ายที่สุดของผู้พิทักษ์ในราชวงศ์จักรี” แมคคาโกได้ให้ข้อแย้งว่า ในมุมมองของราชวัง “หนังสือของแฮนด์ลี่เป็นการบ่อนทำลายการประชาสัมพันธ์ที่มีมานับทศวรรษ และล่วงเกินอำนาจลึกลับของสถาบันกษัตริย์ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์”

จุดเด่นของหนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มนี้คือ แฮนด์ลี่ไม่ได้ถูกปิดตาจากเครือข่ายอันแข็งแกร่งของบรรดาข้าราชบริพารที่รายล้อมกษัตริย์ภูมิพล ที่คอยสร้างภาพของพระองค์ให้ปรากฏต่อสาธารณะชน และปกป้องพระองค์จากคำวิจารณ์ใดๆ ที่แน่ๆสำหรับหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการศึกษาการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหนทางที่ประเทศไทยดิ้นรนที่จะให้มีการประนีประนอมระหว่างสถาบันอันเก่าแก่และสถาบันสมัยใหม่นี้ คำอธิบายในเรืองนี้ สำหรับบุคคลซึ่งยังคงมองข้ามบทบาทของกษัตริย์ไทยที่มีต่อการเมือง นับได้ว่าซื่อและขาดวิสัยทัศน์ ตามการประเมินของผู้สังเกตการณ์ต่างๆที่มีข้อมูลพร้อม จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเลยที่ว่า กษัตริย์ภูมิพลสนับสนุนการทำรัฐประหาร เพื่อขัดขวางโครงสร้างของอำนาจที่จะขึ้นมาทัดเทียมกันของทักษิณ ยังคงมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ว่า ในอนาคตใครก็ตามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจ ซึ่งจะมีบทบาททางการเมืองที่แข็งแกร่งคล้ายๆกันจะทำอย่างไร หนังสือของแฮนด์ลี่เกี่ยวกับเรื่องราวของราชวงศ์ในประเทศไทย ไม่เพียงสะท้อนเรื่องเทพนิยายของชาวภูฏานแห่งเทือกเขาหิมาลัย แต่ยังได้เสนอเรื่องราวที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับ การต่อสู้อย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไปในบรรยากาศของกรุงเทพที่ร้อนระอุ

ขณะนี้ประเทศไทยดำเนินไปอย่างไร้เป้าหมาย โดยไม่มีแม้แต่เงาของความเป็นประชาธิปไตยแบบเดิม เหตุการณ์ไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า ทั้งกษัตริย์และบรรดานายพลต่างๆของพระองค์ มีความต้องการอย่างเพ้อฝันเพื่อจะขับไล่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ภูมิพล จะได้รับการสืบทอดในสิทธิ์พิเศษแห่งราชวงศ์ และการแทรกแซงเหนือประชาธิปไตยต่อไปหรือไม่ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และทรงเป็นที่รัก ทรงจัดการความยุ่งยากทางการเมืองให้ผ่านพ้นไปได้ โดยการรวบรวบบุคคลซึ่งมีชื่อเสียง ทั้งมีเจตนาดี และมีความอดทน

อนาคตของกษัตริย์ (หรือราชินี) อาจจะไม่เป็นอย่างที่ต้องการและที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรที่จะประกันได้ว่ากษัตริย์ภูมิพลจะทรงแต่งตั้ง “รัชทายาท ซึ่งพร้อมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ และทรงพระกรุณาธิคุณเยี่ยงพระองค์เอง” ความแตกต่างเห็นได้จากภูฏาน กษัตริย์จิกมีทรงเปรียบดังแสงสว่างของพระอาทิตย์ในดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย แต่เงาแห่งกษัตริย์ภูมิพลในประเทศไทยดูเหมือนจะทอดยาวขึ้น รัชสมัยของพระองค์ที่ทั้งยาวนานและเจริญสมบูรณ์กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงปลาย และจะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในเวลานี้ประชาชนแห่ง “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม” พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองความขัดแย้งแบบใหม่และไม่เป็นที่น่าต้องการ

 
 
The Oxonian Review


 
ที่มา : liberalthai : เงามืดของราชวงศ์ในดินแดนแห่งรอยยิ้ม

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

การสืบสันตติวงศ์ : พ่อทรงร่วงโรย ลูกๆต่างขับเคี่ยว

Thailand’s succession: As father fades, his children fight


The Economist
March 18, 2010

แปลและเรียบเรียง : แชพเตอร์ ๑๑



เบื้องหลังความวุ่นวายของประเทศไทยในทุกวันนี้ คือความกลัวอันฝังหัวเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ และบรรดาผู้คนเหล่านี้อาจจะไม่พูดออกมาให้ได้ยินกันทั่วไป




ทั้งรถบรรทุก ทั้งเรือ และรถโดยสารประจำทางที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และถูกเรียกว่าเป็น “สงครามประชาชนต่อต้านศักดินา” ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ผู้ชุมนุมที่ผ่านจำนวนหลักแสนทั้งหมดสวมเสื้อสีแดงสด แต่ละคนยิ้มแย้มด้วยความปรีดา บนเวทีปราศรัยนักพูดแต่ละคนต่างโจมตีรัฐบาล ทั้งราชวงศ์และกองทัพที่แต่งตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา ป้ายต่างๆอ่านได้ความว่า “ไม่มีความยุติธรรม ความสงบไม่เกิด” อีกยกหนึ่งที่บอบช้ำในการดิ้นรนเพื่ออำนาจอันยืดเยื้อของประเทศไทย ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงซึ่งทางออกที่ยังคงมืดมน


จนกระทั่งถึงกลางอาทิตย์ ดูเหมือนเป้าหมายของเสื้อแดงในการขับไล่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ออกจากตำแหน่ง และบังคับให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล กองทัพยังคงยืนกรานในการปกป้องอภิสิทธิ์ ซึ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อ ๑๕ เดือนก่อนโดยใช้วิธีจัดการทางสภา และเป็นรัฐบาลในดวงใจของชนชั้นเศรษฐีใจแคบของกรุงเทพ เช่นเดียวกับผู้ประท้วงเสื้อเหลืองซึ่งสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันนี้ สำหรับประชาธิปไตยซึ่งถือว่า หนึ่งคน ต่อหนึ่งเสียงนั้น ฝ่ายซึ่งขาดเสียงกลับกลายเป็นตัวกุมอำนาจ

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งถึงสองครั้ง และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ทักษิณไม่ยอมจากไปอย่างเงียบเชียบนับตั้งแต่การทำรัฐประหารของกองทัพที่ปล้นอำนาจของเขาในปี ๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คำตัดสินของศาลในการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของเขานั้น ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ทักษิณเป็นทวีคูณ เสื้อแดงหลายคนมองทักษิณว่าคือผู้นำแท้จริงของประเทศ แม้เขาจะมีความมั่งคั่ง และมีชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

นักการเมืองพรรครัฐบาลเหน็บแนมเสื้อแดงที่ต่ำต้อยว่ารับจ้างมา และไม่ได้เป็นตัวแทนความเห็นของคนส่วนใหญ่ นักการเมืองเหล่านี้ต่างบ่ายเบี่ยงต่อความคิดที่ว่า การเลือกตั้งอาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ในประเด็นนี้ และแถว่าในช่วงวุ่นวายแบบนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างมีระเบียบ ที่สำคัญที่สุด นักการเมืองพวกนี้ประณามทักษิณว่า เป็นตัวการของความไม่สงบ

แต่ยังมีบุคคลสำคัญอีกพระองค์หนึ่งซึ่งในแวดวงทางการเมืองที่จะต้องคำนึงถึง: กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระชนมายุ ๘๒ พรรษา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ในสถานที่ชุมนุมนั้น มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ซึ่งสายพระเนตรแสดงความเฉยเมยมายังกลุ่มคนเสื้อแดง สำหรับการเคลื่อนไหวของพวกคลั่งเจ้าในประเทศไทยนั้น กษัตริย์ถือว่าเป็นพระบิดาของแผ่นดิน และ “การต่อสู้ของบรรดาลูกๆ” บนท้องถนนนั้นถือว่า เป็นการสร้างความโทมนัสให้กับพระองค์ บางคนถึงกับหวาดผวาว่า ปัญหาของประเทศไทยอาจจะเป็นตัวขัดขวางการหายจากอาการประชวรด้วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งพระองค์ทรงเข้าประทับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เดือนกันยายน

นั่นเป็นเรื่องแน่นอน เพราะ “พ่อ” กำลังจะจากไป และ “ลูกๆ” ของพระองค์กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกัน ทุกสมัยเมื่อสิ้นรัชกาลจะเป็นเวลาแห่งโศกนาฏกรรมของชาติ และการครุ่นคิดคำนึงอยู่กับตนเอง ชาวไทยรู้สึกประหวั่นพรันพรึงในเรื่องนี้ หลายคนซึ่งรู้จักแต่เพียงกษัตริย์ภูมิพล ที่ทรงเสด็จขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๘๙ จากสถาบันที่กำลังจะหมดความสำคัญ เมื่อกองทัพเข้าครอบครองโดยยื่นประชาธิปไตยให้เพียงครึ่งใบ พระราชวังจึงต้องรับหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งอำนาจอันเป็นที่เคารพ แต่ความเหมาะสมชอบธรรมนั้นขี้นอยู่กับพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์ภูมิพล และข้าราชบริพารซึ่งชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ

ทางพระราชวังยืนยันว่า กษัตริย์ทรงสดชื่นและทรงแข็งแรง แต่คนไทยต่างวิตกกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนแห่งการสืบสันตติวงศ์ ยิ่งโดยเฉพาะนักลงทุน ซึ่งหวาดวิตกหนักขึ้นไปอีกเพราะกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งห้ามมิให้มีการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ เมื่อบริษัทตัวแทนการสำรวจระดับยักษ์ใหญ่ของไทยทำการสำรวจความเห็นจากผู้จัดการกองทุนต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองของปี ๒๕๕๓ ความเห็นร้อยละ ๔๒ เลือกข้อที่ตัวแทนตั้งว่า “การเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่สามารถระบุได้” ข่าวลือเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดการเทขายของกองทุนในระยะเวลาแค่สองวัน และรัฐบาลถึงกับหัวเสียไล่บี้หาตัวการปล่อยข่าวลืออย่างหนัก หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ดูท่าว่าจะแซงหน้าเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้แน่

ประเทศไทยยังคงยืนหยัดต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระยะสีปี จำนวนผู้เสียชีวิตยังถือได้ว่าต่ำ แต่ความโกรธแค้นได้ระเบิดออกมาในเดือนเมษายนที่แล้ว เมื่อเสื้อแดงปะทะกับกองทัพในกรุงเทพ เป็นเวลาเพียงแค่พริบตาเดียวแต่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันบีบคั้นที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน กองทัพเองเริ่มแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก แม้ว่าเรื่องที่น่ากลัวมากที่สุดคือ – สงครามกลางเมือง เป็นเรื่องที่ดูเว่อเกินไป จะมีเหตุผลดีกว่าหากกล่าวว่า ถ้าเป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง และการเมืองที่เข้าขั้นอัมพาตในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง

ราชบัลลังก์คงผ่านพ้นไปด้วยดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ พระชนมายุ ๕๗ พรรษา ทรงเป็นพระโอรสองค์รัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ และไม่มีข้อสงสัยใดๆกับการอ้างในเรื่องนี้ การไว้ทุกข์ที่เนิ่นนาน อาจจะนานมากกว่าหกเดือน จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองถูกระงับลง ผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองบางคนอาจสำนึก และหาทางประนีประนอม การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ภูมิพลอาจเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยสำหรับประเทศไทย: อาจจะเริ่มได้ยินความคิดจากคนรุ่นใหม่

แต่กษัตริย์พระองค์นี้จะทรงรับภารกิจอันหนักอึ้งที่จะตามมา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเองโดยทั่วไปแล้วไม่ทรงเป็นที่ชื่นชม และทรงเป็นที่ยำเกรง คนไทยส่วนใหญ่พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องการขี้นครองราชย์ของพระองค์ นักวิชาการคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อรัชกาลนี้สิ้นสุดลง ก็ไม่มีใครอีกแล้ว” ผู้ปกครองคนต่อมาจะต้องตามรอยพระบาทแห่งปูชนียบุคคลผู้เปี่ยมด้วยบารมี ซึ่งพระเกียรติคุณได้รับการยกย่องเปรียบดังลัทธิบูชา บทบาทขององค์รัชทายาทในยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ และตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายในทุกที่ สำหรับในประเทศไทยแทบจะไม่มีทางเอาเสียเลย นักการทูตอาวุโสคนหนึ่งตั้งคำถามว่า “คุณจะตามรอยเท้าผู้วิเศษได้อย่างไร”


ความกังขาต่อองค์ฟ้าชาย

เป็นปริศนาที่คุ้นเคยกันดี กษัตริย์วชิราวุธ รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๕๓ ทรงพบอุปสรรคกับการตามรอยพระบาทของพระราชบิดา กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ผู้ทรงคล่องแคล่วนำสมัย อันเนื่องมาจาก ธงชัย วินิจกุล ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซินแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า แม้ก่อนเสด็จขี้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้รับความเสื่อมเสียจากการซุบซิบที่ออกมาจากพระราชวังกล่าวหาว่า พระองค์ทรงมีความประพฤติที่ไม่งาม กษัตริย์วชิราวุธทรงเป็น “นักกวี และนักประพันธ์อันเอกอุ” แต่ทรงไม่ประสบความสำเร็จในฐานะกษัตริย์ซึ่งทรงถูกบดบังบารมีจากความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์องค์ก่อน ธงชัยกล่าวในการสัมมนาที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้รับฟังเมื่อไม่นานมานี้ว่า “ราชวงศ์ต่างทำลายกันเอง”

กษัตริย์ประชาธิปก รัชกาลที่ ๗ ทรงยิ่งแย่หนักขึ้น การทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อในปี ๒๔๗๕ ยุติการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบกษัตริย์เกือบจะหมดความหมาย กษัตริย์ประชาธิปกทรงลี้ภัยไปประทับที่ลอนดอน และทรงสละราชสมบัติในปี ๒๔๗๘ สร้างความเคว้งคว้างอย่างหนัก พระองค์ทรงมอบราชสมบัติให้รัชกาลที่ ๘ พระเชษฐาในกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๘๙ ด้วยการถูกยิงที่พระเศียรอย่างมีเงื่อนงำ กษัตริย์ภูมิพลทรงขี้นครองราชย์ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง และทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิสเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาให้สำเร็จ

ในปี ๒๔๖๙ กษัตริย์ประชาธิปกทรงมีพระราชนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับจุดอ่อนของการปกครองแห่งกษัตริย์ ในพระราชบันทึก พระองค์ทรงต่อสู้กับความขัดแย้งระหว่างสังคมที่เดินหน้า และกฎแห่งการสืบทอดราชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยในเวลานี้ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในสภาพความขัดแย้งเช่นนี้ การปกครองของกษัตริย์เป็นหนึ่ง “ในอุปสรรคสำคัญ” เป็นความเห็นของสาธารณะชนที่ต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการ ทรงวิตกว่าใครที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไป พระองค์ทรงบันทึกว่า “จะต้องมีหลักประกันทางอื่นเพื่อคานกับกษัตริย์ที่ด้อยความสามารถ”

เวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ หลักประกันนั้นยังไม่ปรากฏ และคนไทยต้องเผชิญกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในอนาคตข้างหน้า ทรงเป็นทหารอาชีพ และทรงเป็นนักบินเครื่องบินรบ ซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างแทนพระราชบิดา ในหลายปีมานี้ พระองค์ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจเนื่องจากทรงเสด็จประทับทางยุโรป ขณะนี้พระองค์ทรงพระราชดำเนินกลับประเทศไทย และทรงออกสู่สายตาประชาชน ซึ่งเป็นสัญญาณที่กึกก้องและชัดเจน สองอาทิตย์หลังจากพระบรมราโชวาทในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ภูมิพล บางกอกโพสต์ลงพระราชประวัติของพระองค์อย่างยกย่องภายใต้หัวข้อว่า: “กษัตริย์ที่ทรงรอคอย”

สำหรับคนไทยซึ่งคุ้นเคยกับคุณธรรมของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งรวมถึงการทรงมีพระมเหสีพระองค์เดียว ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทรงสมถะ สมเด็จพระบรมฯทรงเปรียบเทียบมิได้ เรื่องราวอุจาดของชีวิตส่วนพระองค์กลายเป็นเรื่องซุบซิบประจำวัน วิดีโอที่ออกแพร่หลายในปี ๒๕๕๐ แสดงให้เห็นถึงพระชายาองค์ที่สาม หรือเรียกกันว่า “อัครชายา” ทรงชุดเปลื้องพระองค์ในงานฉลองพระกายาหารค่ำอย่างเป็นทางการกับสมเด็จพระบรมฯ นักการทูตกล่าวว่าสมเด็จพระบรมฯ ทรงมีความแหวกแนวจนถึงขั้นพิสดาร: ตัวอย่างเช่น การฉลองอย่างหรูหราให้กับสุนัขส่วนพระองค์ “ฟูฟู” ซึ่งมียศทางทหาร และในหลายโอกาสที่นั่งร่วมกับบรรดาแขกรับเชิญในงานเลี้ยงฉลองพระกายาหารค่ำ ในช่วงปี ๒๕๒๓ มีข่าวลือว่า ทรงเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมใต้ดิน ซึ่งพระองค์ทรงประทานสัมภาษณ์ให้การปฏิเสธ สร้างแรงดลใจให้เกิดพระนามเล่นว่า “เสี่ยโอ”

ในทางตรงข้าม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรพระขนิษฐา ทรงมีภาพลักษณ์ประดุจเทพซึ่งทรงภารกิจด้านการกุศล คนไทยหลายคนหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวินาทีสุดท้ายโดยการสถาปนาพระองค์ให้ทรงขี้นครองราชย์ นายทหารบางคน และหลายกลุ่มในพระราชวังต่างกล่าวว่า ต้องการให้เจ้าฟ้าหญิงขี้นครองราชย์เป็นองค์ต่อไป ทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้คือ การมอบบัลลังก์ให้กับพระโอรสและธิดาในสมเด็จพระบรมฯ เช่นพระโอรสองค์สุดท้อง พระองค์เจ้าทีปังกร และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอาจจะเป็นเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร คลิปที่ถูกปล่อยออกมานั้นคาดว่า จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของเจ้าฟ้าชาย และเพื่อหาทางเลือกอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้น กษัตริย์ภูมิพลดูเหมือนจะทรงตัดสินพระทัยไว้แล้วว่า ผู้ที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไปคือ สมเด็จพระบรมฯ

พอล แฮนด์เล่ย์ ผู้แต่งหนังสือพระราชประวัติที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต หนังสือของเขาถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทย เขาคิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่กษัตริย์ภูมิพลจะทรงตัดสินพระทัยในระหว่างทรงรักษาพระองค์ ในการที่จะยกเลิกสิทธิ์ในสมเด็จพระบรมฯ เพราะต้องออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การเสด็จแปรที่ประทับใช้ชีวิตในยุโรปนั่นค่อนข้างจะเหมาะกว่าสำหรับเจ้าฟ้าชาย ผู้ซึ่งอาจไม่ประสงค์ราชทรัพย์ หรือความสนใจ แต่สิ่งที่คาดหมายว่าจะเกิดขี้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากพระองค์ทรงถูกตัดสิทธิ์จากองค์รัชทายาท คือการนองเลือด นี่จึงเป็นการอธิบายว่า ทำไมทหารรักษาพระองค์จึงไม่อนุญาตให้พกอาวุธต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์

เหตุผลหนึ่งซึ่งทำไมวงการกองทัพจึงไม่ไว้วางใจในสมเด็จพระบรมฯ เพราะในอดีตพระองค์ทรงเคยเกี่ยวข้องกับทักษิณ ซึ่งถูกทหารทำรัฐประหารปล้นอำนาจในปี ๒๕๔๙ ทักษิณมหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคม ผู้หันชีวิตมาเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยม เคยกล่าวว่าได้เคยปรนเปรอพระองค์ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงในการทำรัฐประหาร ซึ่งดูเหมือนจะได้รับการสรรเสริญจาก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อองค์กษัตริย์ ความจริงที่ว่า แม้ทักษิณจะลี้ภัยอยู่ที่ประเทศดูไบ แต่ยังคงติดต่อกับเจ้าฟ้าชาย ซึ่งสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับพวกคลั่งเจ้ากลุ่มเดิม ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกรัฐมนตรีได้เทิดทูนสมเด็จพระบรมฯ อย่างหาที่เปรียบไม่ได้

ไม่มีใครทราบได้ว่าสมเด็จพระบรมฯ จะทรงเป็นนักปกครองแบบใด สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักสังเกตการณ์ผู้ช่ำชองเกี่ยวกับราชวงศ์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม กล่าวว่า พระองค์ทรงมีวุฒิภาวะมากขึ้นในระหว่างการอภิเษกสมรสครั้งที่สาม และทรงเป็นที่เคารพมากขี้นกว่าในอดีต คนอื่นกล่าวว่า พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ซึ่งทรงพระเกษมสำราญในการปฏิบัติภารกิจ ผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์กล่าวว่า เหนืออื่นใด พระองค์ทรงต้องมีข้าราชบริพารที่มีความสามารถ ที่จะนำทางพระองค์ผ่านหนทางที่เต็มไปด้วยหลุมพรางทางการเมืองที่อยู่ข้างหน้า หลายคนเชื่อว่า สมเด็จพระบรมฯจะทรงแต่งตั้งองคมนตรีของพระองค์เองแทนคนเก่า สำหรับข้าราชบริพารรุ่นเก่าที่รับใช้กษัตริย์ และไม่ไว้ใจในการสืบบัลลังก์ของพระองค์ คงจะถูกเชิญให้ลาออก นักวิชาการต่างประเทศคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าราชบริพารชุดใหม่ของพระองค์ “เป็นที่แน่นอนว่า จะไม่มีความสามารถ” เทียบเท่ากับชุดปัจจุบัน


ทรงพลัง แต่ขาดความสุขุม

การชิมลางในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสลับขั้วอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุคคลซึ่งอภิสิทธิ์เลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นถูกขัดขวางจากสมาชิกในพรรคเดียวกัน รวมถึง นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยสมเด็จพระบรมฯ ซึ่งวิ่งเต้นเสนอชื่อบุคคลอื่น มีรายงานข่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง “ที่มีอำนาจ และทรงพลัง” ได้ผลักดันให้มีการแต่งตั้งตัวเลือกอันดับสอง คืออดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติสมัยรัฐบาลทักษิณขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ต่อมานิพนธ์ลาออกจากคณะรัฐบาล อภิสิทธิ์ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้ ตำแหน่งปัจจุบันนี้เป็นเพียงแค่รักษาการณ์แทน ความขัดแย้งนี้เปิดเผยให้เห็นว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงแทรกแซงอย่างขาดความรัดกุมเพียงใด แหล่งข่าวจากพระราชวังกล่าวว่า เรื่องนี้สร้างความหัวฟัดหัวเหวี่ยงให้กับบรรดาข้าราชบริพารในกษัตริย์ภูมิพล แหล่งข่าวกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงได้รับการแจ้งว่า “เราไม่ทำเรื่องแบบนี้”

แท้จริงแล้ว พระราชวังได้อุปถัมภ์ค้ำชูกองทัพ และข้าราชการมาเป็นเวลาเนิ่นนาน นี่คือวิธีการกุมอำนาจในประเทศไทย อะไรที่ทำให้ทักษิณต้องเป็นตัวคุกคามของพระราชวัง ก็เพราะความหมายมั่นของทักษิณที่จะกุมอำนาจนี้ไว้เช่นกัน ต่อมานักการทูตเอเชียระดับสูงกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ มีพระประสงค์ที่จะเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี เพื่อขยายฐานสนับสนุนของพระองค์ ยิ่งพระองค์ทรงประสบความสำเร็จมากเท่าไร จะเป็นตัวกำหนดได้ว่าพระองค์จะทรงอำนาจได้นานแค่ไหน โอกาสอีกอย่างหนึ่งคือ การพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ เพื่อที่ทักษิณจะได้เดินทางกลับมาบริหารประเทศในกษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งจะสร้างความปรีดาให้กับคนเสื้อแดง แต่จะสร้างความขวัญหนีดีฝ่อให้กับศักดินาในกรุงเทพ และสร้างความแตกแยกในกองทัพ สำหรับเสียงสนับสนุนจากสาธารณะชนนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่น่าเป็นไปได้ ผู้ใกล้ชิดทางการเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงทราบว่าพระองค์ทรงไม่ได้รับความชื่นชม แต่ “พระองค์ทรงไม่สนใจ”

ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ คือการลดขนาดของระบอบกษัตริย์ให้ลดลงเท่ากับเมื่อในอดีต การปรับปรุงสถาบันตั้งแต่ระดับสูงลงมาย่อมน่าพิสมัยมากกว่า การถูกผลักดันจากระดับล่างด้วยเสียงเรียกร้องให้มีการตั้งเป็นสาธารณรัฐ ตลาดหุ้นในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพลได้ตกฮวบมาตั้งแต่ตอนที่ราคาสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เมื่อพระองค์ทรงสามารถจะออกคำสั่งให้เผด็จการทหารยุติการกระทำ และระงับเสีย ในไม่กี่ปีมานี้ ได้เปิดเผยให้เห็นอำนาจอันมีจำกัดของพระองค์ ในปี ๒๕๕๑ กษัตริย์ไม่ทรงสามารถยุติการกระทำของฝ่ายพันธมิตรในการก่อความวุ่นวายในนามของพระองค์ ข้าราชบริพารระดับสูง ถอนหายใจและกล่าวว่า “พวกเราคาดหวังจากพระองค์มากเกินไป”

เป็นที่แน่ชัดว่า ประเทศไทยต้องการความสมดุลใหม่ บางคนกลัวว่า เมื่อสุญญากาศแห่งอำนาจที่ถูกระบอบกษัตริย์อันอ่อนกำลังได้ละทิ้งไป จะถูกกองทัพเข้ามายึดแทน ซึ่งเป็นอำนาจชักใยเบื้องหลังของความสวยหรูที่ฉาบทองของพระราชวังอยู่แล้ว แต่นายพลทั้งหลายซึ่งยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ นั้นบริหารประเทศอย่างไร้ฝีมือ และจำต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในอีก ๑๕ เดือนต่อมา ตระกูลนักธุรกิจทั้งหลายไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และต้องการให้นักการเมือง และมืออาชีพบริหารประเทศแทน ส.ส.หลายคนที่ถูกห้ามเล่นการเมือง ซึ่งบางคนหวังว่าจะได้เข้าเป็นพรรคเสียงข้างมาก จะได้กลับเข้าสู่เวทีการเมืองอีกในปี ๒๕๕๕ แต่กติกาการเล่นจะต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่

บางคนอาจแย้งว่า กษัตริย์ภูมิพลทรงมีส่วนรับผิดชอบกับการวางรากฐานของสถาบันประชาธิปไตยต่างๆ ที่ล้มเหลวในประเทศไทย แฮนด์เล่ย์กล่าวว่า แค่ขี้นอยู่กับ “คนเก่งเพียงไม่กี่คน” และกองทัพที่นำพาประเทศเข้ารกเข้าพงแบบนี้

เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับราชวงศ์ ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเป็นแนวหน้าแห่งเสรีภาพในภูมิภาคซึ่งค่อนข้างถูกบีบคั้น การเมืองอย่างกระท่อนกระแท่นไม่ได้เป็นตัวการทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหยุดยั้งลง เหมือนกับการที่ข้าราชการต่างๆ กุมบังเหียนแน่นในการบริหารประเทศแบบเช้าชามเย็นชามเช่นนี้ ในยุคปี ๒๕๓๓ (ค.ศ.๑๙๙๐) กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนทางตะวันตกหวังว่า ประชาสังคมไทยที่มีพลวัต (Dynamism) สูงอาจจะขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่า ขณะนี้บางคนมองประเทศไทยว่า เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยแบบสุกเอาเผากิน

นั่นอาจจะเป็นการกล่าวที่รุนแรงเกินไป กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อเหลืองที่เป็นอริกันในประเทศไทยนั้นแม้มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องประชาธิปไตย แต่ทั้งสองฝ่ายต้องการระบบการเมืองที่มีความยุติธรรม ปีที่แล้วเพื่อที่จะวัดเรื่องความอดทน มูลนิธิเอเชียซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ออกสำรวจความเห็นของคนไทยในเรื่องนี้ และผลสำรวจพบว่าร้อยละ ๗๙ ยอมให้พรรคการเมืองต่างๆซึ่งไม่ได้รับความนิยมเข้าเยี่ยมพื้นที่ตัวเองได้ เพียงร้อยละ ๖ เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาจะเลิกคบเพื่อนซึ่งเข้าร่วมพรรคฝ่ายตรงข้ามกับตัว นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าชื่นชมมากกว่าอีกหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของเอเชีย เกือบจะทุกคนต่างเห็นด้วยว่า รัฐบาลประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด แม้ว่าร้อยละ ๓๐ จะยอมรับการปกครองแบบเผด็จการในบางสถานการณ์

ประเทศไทยยังไม่ยอมแพ้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่การสะสางปัญหาที่สะสมทางการเมืองนั้นจะต้องรวมไปถึงการกล่าวถึงกษัตริย์ แน่นอน สำหรับความเชื่อของคนไทย การพูดเรื่องการสิ้นรัชกาลของกษัตริย์ภูมิพล ถือว่าเป็นเรื่องเลวทราม – และเป็นเรื่องอัปมงคล แต่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นการเสี่ยงมากเกินไป ความเคารพยำเกรง และความหวาดกลัวเป็นตัวปิดตายต่อการแสดงความคิดเห็น ใครก็ตามหากเปิดปากในเรื่องนี้จะเสี่ยงต่อการถูกจับตามกฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งออกใหม่และมีความเหี้ยมพอกัน ประชาชนหลายคนได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาทำให้กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมไปถึงชาวออสเตรเลียซึ่งถูกจำคุก (ต่อมาได้รับอิสรภาพด้วยการรับพระราชทานอภัยโทษ) จากนวนิยายที่เขาแต่งขึ้นมา มีเนื้อหาบรรยายถึงองค์รัชทายาทในทางเสื่อมเสีย

เบื้องหลังประตูที่ปิดตายนั้น มีการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ถึงอนาคตของสถาบันกษัตริย์เมื่อสิ้นรัชกาล จากคำพยากรณ์ในอดีตที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะสิ้นสุดเพียงรัชกาลที่ ๙ กษัตริย์ภูมิพลทรงเป็นพระรามาที่ ๙ มีเสียงเล็ดรอดออกมาในเรื่องเป็นสาธารณรัฐ – ซึ่งสื่อเลือกข้างในประเทศไทยไม่เคยรายงานในเรื่องนี้ บางกอกโพสต์โจมตีด้วยสำนวนแบบเดิมที่มีทั้งความภาคภูมิใจ และการข่มขู่ในคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระพรชัยมงคลในวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ในเดือนธันวาคมว่า: “ความรักของชาวไทยที่มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นช่างฝังแน่นในจิตใจของคนทั้งชาติ เจตนารมณ์อย่างอื่นนั้นให้เลิกคิดไปได้”

ในวงในของพระราชวัง เริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเริ่มต้นขึ้น พวกคลั่งเจ้าระดับอาวุโสทราบดีว่า พระบุคลิกภาพ และพระบารมีไม่สามารถถ่ายทอดไปยังรัชทายาทได้ง่ายๆ นี่คือประเด็นสำคัญที่ถึงทางตันของราชวงศ์แห่งประเทศไทย สุลักษณ์กล่าวว่า และกษัตริย์ภูมิพลทรงทราบในเรื่องนี้ สุลักษณ์กล่าวไว้ว่า กษัตริย์ “ทรงปรารถนาที่จะเห็นรัชสมัยหน้า จะไม่มีการนองเลือด”

สุดท้ายนี้ อันเนื่องมาจากสุลักษณ์ที่ว่า เมื่อไม่นานมานี้กษัตริย์ภูมิพลทรงเชิญนักการทูตที่ทรงไว้พระทัยสามคนให้ร่วมเสนอความคิดที่จะปรับปรุงสถาบัน นักการทูตคนหนึ่งได้ขอคำแนะนำจากสุลักษณ์ โดยอธิบายว่า การวินิจฉัยนั้นจะเสนอแด่องค์กษัตริย์เท่านั้น สุลักษณ์ตอบว่า พระราชวังจะต้องโปร่งใสในด้านการเงิน รวมถึงพระราชทรัพย์ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท (หนึ่งล้านสองแสนล้านบาท) ซึ่งบริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ แยกพระองค์จากกองทัพ และเปิดรับการวิจารณ์ของสาธารณะ สุลักษณ์แย้งว่า การเป็นประมุขเพียงแค่ในนามอย่างทางยุโรป จะช่วยให้กษัตริย์องค์ต่อไปในอนาคตคงดำรงอยู่ได้


เก็บรักษาต้นไม้

สุลักษณ์ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นฯ เสมอ เขายืนยันว่าเขาเป็นผู้นิยมระบอบราชาธิปไตยอยู่เต็มสายเลือด เขากล่าวว่า “การจะโค่นต้นไม้นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ผมคิดว่า จะเป็นการดีกว่าถ้าจะเก็บรักษาไว้” การเลือกก้าวเดินดังกล่าวอาจจะช่วยราชวงศ์จักรีไว้ได้ แต่การทบทวนแบบวิธีสุดโต่งนี้ ดูจะเป็นไปได้ยาก การยอมให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีผู้ปกครองที่ขาดความมั่นคงนั้น อาจจะทำให้เกิดการขยายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพล การปิดปากฝ่ายตรงข้ามเป็นดาบสองคม หลายคนยอมอดทนแต่ขาดซึ่งความเคารพ สมเด็จพระบรมฯ ทรงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะพบปัญหานี้เช่นกัน

เมื่อหมดสิ้นระบอบกษัตริย์แล้ว จะมีสภาพอย่างไร ประเทศไทยอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนี้ ในสเปน งบประมาณสำหรับพระราชวังต่อปีนั้นเป็นจำนวน ๔๒๐ ล้านบาท และถูกตรวจสอบโดยรัฐบาล นอร์เวย์ใส่บัญชีของราชวงศ์ทางเว็บไซต์ ไม่มีทางที่จะค้นหาว่าค่าใช้จ่ายของราชวงศ์อย่างเริดหรูนั้นจะเป็นจำนวนเท่าไร ญี่ปุ่นอาจจะเป็นแบบที่เหมาะกว่า ซึ่งสื่อแห่งชาติให้ความเคารพโดยการไม่แตะต้อง

ผลแห่งความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อการเข้ายึดครองของสหรัฐฯได้จำกัดอำนาจของจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น พระราชวังแห่งราชวงศ์อื่นๆ ก็ถูกสภาลดขนาดลงเช่นกัน และได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๔๗๕ แต่ต่อมากษัตริย์ภูมิพลได้ทรงเปลี่ยนกลับไปใช้แบบเก่า เป็นที่แน่นอนว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางข้อ เพื่อลดบทบาทแห่งความมีอำนาจสูงสุดของประเทศ อำนาจในประเทศไทยเป็นเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ซึ่งเริ่มต้นที่กษัตริย์ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมบรรดารัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย จึงสนใจแต่ตำแหน่งของตัวเอง และคอยเหลือบมองสัญญาณจากพระราชวัง นักการทูตอาวุโสชาวตะวันตกคนหนึ่งกล่าวว่า อภิสิทธิ์เอาแต่ร่วมงานตัดริบบิ้นต่างๆของราชวงศ์ จนสุดที่จะคิดว่า อภิสิทธิ์จะหาเวลาที่ไหนมาบริหารประเทศ

การเซ็นเซอร์ในเรื่องราชวงศ์ทำให้การถกเถียงต้องมีการปิดบัง เป็นเรื่องที่น่าสมเพช พระราชดำรัสที่มีชื่อเสียงของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อปี ๒๕๔๘ ที่ว่า พระองค์ไม่ได้อยู่เหนือการวิจารณ์ แต่ไม่มีใครกล้าพร้อมจะทดสอบในเรื่องนี้ แม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะระดมด้วยความเห็นต่างๆ แต่ข้อห้ามนั้น ยังคงถูกยืนยัน และเนื่องจากประเทศนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้มีการพูดอย่างอิสระ ประชาชนจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวเพื่อรับมือกับหนทางอันขรุขระ ซึ่งทอดยาวอยู่ข้างหน้า


The Economist


ที่มา : liberalthai : ดิอิโคโนมิสต์: การสืบสันตติวงศ์ – พ่อทรงร่วงโรย ลูกๆต่างขับเคี่ยว

หลังรัชสมัยองค์กษัตริย์ภูมิพล

After Bhumibol?

Gulf Daily News

แปลและเรียบเรียง :  แชพเตอร์ ๑๑
 
นประเทศไทย ประชาชนต้องโดนติดคุกหัวโตถ้าวิจารณ์พระราชวงศ์ สื่อไทยจึงต้องปิดปากเงียบต่อคำถามที่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นรัชกาลกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช

ขณะนี้กษัตริย์พระชนมายุ ๘๑ พรรษา ได้เข้ารับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว จึงมีข่าวลือสะพัดด้วยความหวาดกลัวว่า พระองค์ทรงสิ้นแล้ว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพียงวันเดียวตลาดหุ้นกรุงเทพดิ่งลงร้อยละ ๘ จากข่าวลือที่ว่า พระสุขภาพของพระองค์ทรุดลงมากกว่าที่ทางพระราชวังได้แถลงการณ์

กษัตริย์ภูมิพลทรงครองราชย์มายาวนานถึง ๖๓ ปี และทรงเป็นเคารพโดยทั่วไป ประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีมาในทางการเมืองถึง ๓ ปี ตั้งแต่เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบลุ่มๆดอนๆมามากกว่าสองทศวรรษ และนับได้ว่ากษัตริย์ทรงเป็นปัจจัยสำหรับการรวมศูนย์ใจและความมั่นคงที่ยังคงเหลืออยู่ การสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์ย่อมทำให้เรื่องต่างๆยิ่งเลวร้ายลง

วิกฤติดังกล่าวมีผลเนื่องมาจากประชาธิปไตย ประเทศไทยได้เริ่มเป็นประเทศกึ่งพัฒนา นับตั้งแต่กษัตริย์ภูมิพลขี้นครองราชย์ รายได้ถัวเฉลี่ยของประชาชนได้เพิ่มขึ้นสี่สิบเท่า แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงอาศัยในชนบทและค่อนข้างยากจน คะแนนเสียงของพวกเขาได้ถูกซื้อโดยนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพล และส่งผ่านต่อไปยังพรรคการเมืองใดๆก็ตามที่มีพื้นฐานเป็นชาวกรุงที่จ่ายเงินให้มากที่สุด แต่มิได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป

นับตั้งแต่ประชาชนชาวชนบทจำนวนมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความรู้และมีความเข้าใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มใช้คะแนนเสียงสนับสนุนนักการเมืองต่างๆที่สัญญาว่า จะรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา ไม่ใช่เอาแต่ไปปรนเปรอให้กับพวกศักดินาที่มีฐานะในกรุงเทพ ในปี ๒๕๔๔ พวกเขาได้เลือกนักการเมืองอันเป็นที่นิยม และมีพื้นฐานที่ถ่อมตน และเขาคนนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี

ทักษิณสร้างฐานะขึ้นมาจากธุรกิจโทรคมนาคม และถ้าเขาไม่ร่ำรวย เขาอาจจะไม่ชนะการเลือกตั้งก็ได้ แต่เขาได้บริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของคนยากจน ในปี ๒๕๔๘ เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากที่เพิ่มขี้นกว่าครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนาในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย สำหรับคนยากจนที่มีจำนวนมากกว่าคนร่ำรวย

แต่เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ว่า จะต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากศักดินาอำมาตย์หัวโบราณ ซึ่งมาในแนวของพวกพันธมิตร อันเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองมีเป้าหมายเพื่อจะล้มเลิกความเป็นประชาธิปไตย พวกเขาสร้างความยั่วยุเมื่อประจันหน้าบนท้องถนนกับฝ่ายสนับสนุนทักษิณ (ซึ่งแต่งสีแดง) พันธมิตรสร้างข้อแก้ตัวให้กับกองทัพเพื่อเข้ายึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างถาวร

ผู้สนับสนุนพันธมิตรซึ่งเป็นคนกรุง และชนชั้นกลางเข้ายึดท้องถนนในเมืองเหลวง แม้กระทั่งกระทำการล้มรัฐบาลที่พวกเขาไม่ต้องการ แต่พันธมิตรไม่สามารถบังคับให้ชาวชนบทส่วนใหญ่เลิกความภักดีที่เขามีอยู่ได้ ประเทศถูกแบ่งแยกอย่างน่าอันตราย และการเมืองกลายเป็นอัมพาต และคนไทยหลายคนเชื่อว่า มีแต่กษัตริย์ภูมิพลพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงยึดเหนี่ยวประเทศไว้ได้


อาจจะใช่ แม้ว่าจะมีความสงสัยว่าพระองค์ทรงสนับสนุนให้ทำรัฐประหารในปี ๒๔๔๙ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ทรงยอมรับเท่านั้น (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล อดีตนักข่าวที่มีชื่อเสียง ได้ถูกตัดสินจำคุกถึง ๑๘ ปีหลังจากที่เธอได้ทำการปราศรัยเป็นนัยว่า กษัตริย์ทรงสนับสนุนการทำรัฐประหาร) อย่างไรก็ดี การสิ้นรัชกาลนั้นย่อมทำให้วิกฤติยิ่งตกหนักมากขึ้น เนื่องจากองค์รัชทายาทที่ดูเหมือนจะสืบสันตติวงศ์นั้นไม่ทรงเป็นที่รัก

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงมีชีวิตส่วนพระองค์ที่โลดโผน รวมถึงการอภิเษกสมรสถึงสามครั้ง แทบจะไม่ได้เปลี่ยนการวางพระองค์ในระยะเวลา ๕๗ ปีที่ทรงอยู่ภายใต้เงาของพระราชบิดา ในเวลาที่ปกติ พระองค์อาจจะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างสมบูรณ์ แต่คนไทยได้ตัดสินใจแล้ว จะยุติธรรมหรือไม่ก็ตามที่ว่า ความภักดีที่จะมอบให้พระองค์นั้นมีไม่มากนัก

เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงไม่ได้รับความเคารพเยี่ยงพระราชบิดา ซึ่งทรงมีบทบาทในการสมานความร้าวฉานและสร้างความสงบ และได้มีการเสนออย่างเงียบๆว่าพระขนิษฐา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร อาจจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากแม้ว่ากฎหมายไทยได้เปลี่ยนให้ผู้หญิงขี้นครองราชบัลลังก์ได้ และรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สิทธิการตัดสินใจการสืบสันตติวงศ์ตกในมือขององคมนตรีทั้ง ๑๙ คน

พวกเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงในเรื่ององค์รัชทายาท แต่จากความจริงแท้ที่ว่า อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้ ซึ่งยิ่งสร้างความไม่แน่นอนและโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อความขัดแย้ง

การออกแถลงการณ์พระอาการของกษัตริย์ของสำนักพระราชวังเกือบจะทุกวัน ล้วนแล้วแต่สร้างความหวัง แต่การอ้างถึงแต่เรื่อง “พระปับผาสะ (ปอด) อักเสบ” อันเป็นคำพูดที่สวยหรูสำหรับการเรียกโรคนิวมอเนีย ซึ่งเป็นโรคที่มีโอกาสจะคร่าชีวิตคนในวัยชรา จึงเป็นการสมควรแล้วที่พสกนิกรชาวไทยจะมีความวิตกกังวล ขอทรงพระเจริญ


Gwynne Dyer

October 25, 2009


ที่มา : liberalthai : หลังรัชสมัยองค์กษัตริย์ภูมิพล

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า” : จักรภพ เพ็ญแข


ณะนี้การประโคมข่าว “ล้มเจ้า” ดังจนผิดปกติ เครือข่ายอำมาตย์ในขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วง รัวเสียราวกับวงโยธวาทิต แถมยังมีเสียงแว่วมาจาก “เวทีประชาธิปไตย” ร่วมสนุกกล่าวหาตามแห่ไปกับเขาด้วยว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้คิด “ล้มเจ้า” เหมือนมุ่งจะเอาใจใครบางคน

เวลาเหมือนจะหมุนกลับไปไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี

เสมือนเราทุกคนยังอยู่ในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพียงคราวนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาแทนที่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการโบราณที่ทำลายชีวิตและอนาคตของคนบริสุทธิ์ไปมากมายเหลือคณานับ

แถมใช้อย่างถี่ยิบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะไปหลงเชื่อคนที่คอยเสี้ยมให้เล่นงานคนนั้นคนนี้ และให้ข้อมูลผิดๆ ว่ามีอยู่ไม่กี่คน ฟันลงไปเถิด

ในที่สุดก็เกิดเป็นกระแส

ความจริงการ “ล้มเจ้า” อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทยเคยเกิดขึ้นเพียง ๒ ครั้ง นั่นคือเมื่อคราว “กบฏ ร.ศ.๑๓๐” ซึ่งล้มเหลวเพราะถูกหักหลัง และการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือ “การอภิวัฒน์” ที่เริ่มต้นด้วยท่าทีเด็ดขาด แต่แล้วค่อยๆ ผ่อนท่าทีลงจนกลายเป็นการหารือร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกัน หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเรื่อย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งทุกวันนี้

รัฐธรรมนูญถาวรกลายเป็นของพระราชทาน แทนที่จะเป็นคณะราษฎร์เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา

ท่าทีสมานฉันท์ อย่างการตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยเอาฝ่ายอำมาตย์แท้ๆ อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นตัวประธานกรรมการราษฎร (นายกรัฐมนตรี) ก็กลายเป็นเปิดทางให้ฝ่ายอำนาจเก่าเขามาเอาอำนาจคืนอย่างดิบๆ ถึงขั้นเนรเทศหัวหน้าคณะราษฎร์สายพลเรือนไปต่างประเทศ ท่านที่เหลือต้องรวมกำลังกันยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบไม่เหลือซาก

ความจริงเมื่อวันชาติยุคหลังๆ ถูกเปลี่ยนจาก ๒๔ มิถุนายนมาเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ชัดแล้วในเรื่องระบอบ

ทวนความจำเพื่อจะบอกว่า จากนั้นไม่มีความพยายามใดๆ อีกเลย ที่จะพรากสังคมนี้จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนอกจากจะปลูกฝังกันอย่างเข้มข้นเกือบทุกวันทุกเวลาแล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นด้วย ปัจจัยใดๆ จากภายนอกจะเข้ามาโยกหรือสั่นคลอนได้เล่า

เพียงดำรงพระสถานะเดิมและใช้พระราชอำนาจอย่างสมควรแก่เหตุ สถาบันนี้จะอยู่คู่สังคมไทยโดยไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง

ผมถึงได้สงสัยว่าคนที่เจตนาพูดคำว่า “ล้มเจ้า” นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ กำลังดูแคลนศักยภาพของสถาบันจนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองหรือไม่

หรือกำลังระดมฉายไฟเข้าไปยังสถาบัน
ทำให้สถาบันกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น?

ความจริงพฤติกรรมแกล้งโง่เหล่านี้ เราก็พอรู้อยู่หรอกครับ แต่ผู้ที่อยู่ในสถาบันควรทราบว่า คนที่ชิงเล่นบทจงรักภักดีโดยไม่ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ให้ ได้แต่กล่าวประณามคนอื่นว่าจงรักภักดีไม่เท่าตน หรือสาดคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ จนสุดท้ายสถาบันต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางสังคมแทนนั้น สุดท้ายคือผู้ที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุด

รวมทั้งคนที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วทำลายคนอื่นด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างสามานย์นั่นด้วย

การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมคือการอนุวัตรไปตามโลก โดยรักษาแก่นไว้ให้มั่นคง ไม่ใช่ลืมตาตื่นขึ้นก็มองหาว่าใครจะเป็นเหยื่อในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้บ้าง

ความจริงก็คือ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของสถาบัน โดยไม่ได้มุ่งหมายจะโค่นล้มหรือทำอันตรายใดๆ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้มีการกล่าวอ้างสถาบันเพื่อการเมืองจนสังคมสับสน หากเปิดโอกาสให้ถามและตอบอย่างวิญญูชน แทนที่จะอ้างกฎหมายหมิ่นฯ มาฟาดฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ ว่าเราจะประคองสถาบันให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าจะเป็นคุณกับประเทศชาติมากกว่า

สั่งให้หยุดพฤติกรรมผลักฝ่ายเดียวกันให้เป็นศัตรูเถิดครับ

มองให้เห็นว่าคนที่จะ “ล้มเจ้า” ตัวจริง ก็คือคนที่อวดอ้างความ “รักเจ้า” จนเกินกว่าเหตุและสร้างผลลัพธ์ในทางกลับกันเถิดครับ

เลิกสนุกสนานกับบทบาท “ผู้เล่น” กลับขึ้นไปเป็น “กรรมการผู้ทรงเกียรติ” ดังเดิมเถิดครับ

ใช้ตัวแทนวัฒนธรรมใหม่อย่างคุณทักษิณให้เป็น เพื่อบริหารบ้านเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่ผสมผสานกัน อย่าคิดกำจัดเพียงเพราะคุมโมหะจริตไม่อยู่เลยครับ

ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม

และทำในสิ่งที่ควรทำ

ผมขอตราไว้ตรงนี้ว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ช่วยอะไรสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เลย ความเข้าใจถูกหรือผิดต่อสถาบัน กระทำได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ด้วยลมปากของใคร แต่ด้วยสิ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกเขามองเห็นอยู่จริง

ถ้าตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว อย่าได้หวั่นกลัวสิ่งใด เว้นแต่เงาของตนเอง

เพราะในบ้านนี้เมืองนี้ ผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เองเท่านั้น.


จักรภพ เพ็ญแข



คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”
Thai Red News ฉบับที่ 45


ที่มา : Thai E-News : ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า”

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’



ในสถานการณ์แห่งการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและกว้างขวางเป็นพิเศษนี้ สังคมไทยควรนำ “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1” (ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2475) มาศึกษากันอย่างครบถ้วนกระบวนความ และอย่างเปิดเผยกว้างขวางเป็นสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจความหมายของ “ประชาธิปไตย” และ “ความเป็นธรรม” ที่กำลังเรียกร้องกันอยู่ให้ชัดเจน เพื่อสร้าง “อุดมการณ์ร่วมกัน” ในการเดินหน้าต่อไป


ทำไมจึงจำเป็นต้องศึกษา “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1” ?

คำตอบตรงไปตรงมา เพราะประกาศฉบับดังกล่าวคือ “สัญญาประชาคม” (social contract) แห่งการเริ่มต้นสังคมประชาธิปไตยไทย เมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

สัญญาประชาคมดังกล่าวจึงเป็นเสมือน “รากฐาน” ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย หากประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องไม่ได้ยึดโยงอยู่กับรากฐานดังกล่าว มันก็จะกลายเป็น“ประชาธิปไตยไร้ราก” ที่เป็นเพียงของเล่นซึ่งนำมากล่าวอ้างกันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเท่านั้นเอง



สาระสำคัญของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อาจสรุปได้ดังนี้
[1]

1. เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

(1) “...กษัตริย์...ทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม…”

(2) “...รัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน...ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง) เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร...”

(3) “…รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่าราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่ (ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน) คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป...”

(4) “...ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง...”

(5)
“...บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย ... ควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย…”

(6) “...คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น ...จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร… (ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน) และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย...”

เหตุผล (ที่ผู้เขียนสรุปเป็นข้อๆ) 6 ข้อ ดังกล่าว คือ “ความไม่เป็นธรรม” (ในสายตาของคณะราษฎร และประชาชนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง) ที่มีรากฐานมาจากโครงสร้างอำนาจตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานะของ “กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย”



2. สัญญาประชาคม 6 ประการ : พันธสัญญาเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

(1) จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง

(2) จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

(3) ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

(4) จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)

(5) จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น

(6) จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร



3. บทสรุปของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1

“...ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”




อุดมการณ์ร่วมกันและก้าวต่อไป

“อุดมการณ์ร่วมกัน” ของสังคมไทยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมี “ราก” มาจากเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ “ประชาธิปไตยที่ประมุขของประเทศอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”

การปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จะต้องชัดเจนว่า “ชาติคือประชาชน” ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย “ศาสน์” และ “กษัตริย์” ดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธาและฉันทามติของประชาชนบนหลักการที่ว่า “สถาบันใดๆก็ตามจะอยู่ควบคู่ไปกับสังคมอย่างเหมาะสมกับสมัย ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้” (ส.ศิวรักษ์,ฟ้าเดียวกัน,ตุลาคม-ธันวาคม 2551,หน้า 22)

ก้าวต่อไปของสังคมไทยที่มี “อุดมการณ์ร่วมกัน” ดังกล่าว ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม “อำมาตยาธิปไตย” ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม “ทุนนิยมสามานย์” เพราะนั่นเป็นเพียง “ปีศาจ” ที่มีอิทธิฤทธิ์หลอกหลอนเราอยู่ได้โดยอาศัยการดูด “พลังหลับใหล” ไปจากเรา เพราะเราต่างสยบยอมต่ออำนาจของมันด้วยมัวแต่หลับใหลไม่นำพา “สัญญาประชาคม 6 ประการ” อันเป็นพันธสัญญาแรกเริ่มก่อร่างสร้าง “สังคมประชาธิปไตย” ที่ประชาชาติเจ้าของอำนาจที่แท้จริงจะต้องร่วมกันทำพันธสัญญานั้นให้เป็นจริงด้วยสมองและสองมือ

ไม่ใช่มัวรอการหยิบยื่นจาก “ฟากฟ้าสุราลัย” หรือจากชนชั้นนำอื่นๆที่ไม่รู้ค่าความหมายของ “สิทธิเสมอภาคกัน” ไม่เคยตระอย่างจริงใจในหน้าที่ที่ “จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ..” และ “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร”

แต่ก้าวต่อไปคือการ “ก้าวกลับเพื่อเดินทางต่อ” ก้าวกลับไปสู่จุดเริ่มต้น “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” และ “สัญญาประชาคม” แล้วเดินทางต่อด้วยการร่วมกันสร้างพลังทางสังคมขับเคลื่อนการออกแบบโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคอย่างแท้จริง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสวัสดิการ มีเสรีภาพ มีศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม


นักปรัชญาชายขอบ



ที่มา : หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’

แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น : Thailand’s royal sub-plot thickens



Inside Story Current affairs and culture

Thailand’s royal sub-plot thickens

report Nicholas Farrelly and Andrew Walker


แปลและเรียบเรียง : chapter 11



แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น


การเปลี่ยนแนวร่วม ดันให้เรื่องที่แอบแฝงอยู่ในวิกฤติการเมืองไทย ถลำลึกลงไป



มื่อเดือนที่แล้ว เราได้เสนอบทความเรื่องการร่วมวางแผนของราชวงศ์ในประเทศไทยในอินไซด์สตอรี่ เราคิดว่าราชวงศ์ได้นำตัวเข้าไปพัวพันในความขัดแย้งของการเมืองไทย ซึ่งนำความสั่นสะเทือนให้กับประเทศไทยในระยะสามปีที่ผ่านมา การร่วมวางแผนของราชวงศ์ขณะนี้กำลังเข้มข้นด้วยการเคลื่อนไหวที่เกินคาดหมาย

เช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ สนธิ ลิ้มทองกุล อภิมหาสื่อและแกนนำผู้ประท้วงเสื้อเหลืองได้เดินทางโดยรถยนต์ในกรุงเทพ รายละเอียดที่เกิดขี้นต่อจากนั้นยังคงไม่ปะติดปะต่อ รถยนต์ของสนธิได้ถูกกระหน่ำยิงจนพรุน ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นการลอบสังหารที่ไร้ฝีมืออย่างน่าขบขัน หรือความพยายามที่จะการสร้างสถานการณ์ก็ตาม สนธิรอดตายไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน มีแต่เพียงเศษกระสุนค้างอยู่ในกะโหลก

สนธิได้ใช้ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาทบทวนว่า ควรจะเปิดปากพูดว่าเกิดอะไรขี้น ตั้งแต่ได้ถูกรีบพาเข้าโรงพยาบาล และเรื่องที่มีการ เดาไปต่างๆนานาว่า ใครเป็นคนสั่ง “ฆ่า”

อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและผู้สนับสนุนเสื้อแดงของเขาเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกต้องสงสัย จากการประท้วงบนท้องถนนที่แยกฝ่ายด้วยสีที่ใส่เมื่อไม่นานมานี้ ทักษิณได้โจมตีเสื้อเหลืองฝ่ายสนธิ ทักษิณและสนธิในครั้งหนึ่งได้เคยร่วมงานทางธุรกิจและเกิดการขัดแย้งกันจนถึงขั้นไม่เผาผี การประท้วงต่อต้านทักษิณที่นำโดยสนธิได้ทวีความรุนแรงขี้น จนนำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙

หลังจากการทำรัฐประหารแล้ว ได้มีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ นักการเมืองฝ่ายทักษิณได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง สนธินำผู้สนับสนุนของเขาทำการประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพ มีการปลุกปั่นโจมตีรัฐบาลตลอดทั้งปี ๒๕๕๑ และทวีความรุนแรงขี้นเรื่อยๆจนถึงขั้นบุกยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพ และขับไล่นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณให้ออกจากตำแหน่ง สนธิระดมกำลังจากสถาบันการเงินที่สำคัญ จากสื่อ และจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง โหมรณรงค์ระรอกแล้วระลอกเล่าโจมตีฝ่ายทักษิณและชาวเสื้อแดง

ดังนั้น ทักษิณก็มีเหตุจูงใจ แต่ความน่าเชื่อถือว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนี้เพียงไม่กี่วันก็ตกไป แต่มีข้อสันนิษฐานที่น่าติดตามโผล่ออกมาใหม่

ตัวสนธิเองที่ออกมาปฎิเสธว่าทักษิณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้ชี้นิ้วไปยัง “บรรดาทหารที่มีอิทธิพล” จากการเปิดให้สื่อสัมภาษณ์เป็นครั้งแรกหลังจากถูกลอบสังหาร สนธิได้ระบุว่า ด้วยสภาพการเมืองที่เป็นสูญญากาศหลังจากทักษิณถูกปล้นอำนาจแล้วนั้น มี “ใครบางคน” หวังว่าจะเข้ามาแทนที่ สนธิได้เปิดฉากใหม่ในการดิ้นรนทางการเมือง และเป็นที่น่ากังขาว่าจะยังมีผู้หนุนหลังเหลืออยู่หรือไม่ “ถ้าผมถูกฆ่า นั่นก็หมายความว่า (นายกรัฐมนตรี) อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นเป้าหมายคนต่อไป ในประเทศนี้คนไหนที่มีอาวุธจะทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงว่าเมืองไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร”

ไม่มีใครเชื่อว่าบรรดา “บุคคลที่มีอาวุธ” จะทำงานโดยลำพัง มีการพูดเป็นนัยว่ามีคนระดับสูงหนุนหลังอยู่ สนธิได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า
“ผมสงสัยว่าอาจมีการสมรู้ร่วมคิดของผู้มีอำนาจ”

มีการเดากันไปต่างๆนาๆ และมีการกระซิบกระซาบว่าใครคือบุคคลดังกล่าว เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่ทางราชวังเองถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับข่าวลือ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้มีการรายงานข่าวในสื่อของทั้งไทยและเทศอย่างแพร่หลายว่า ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล สุภาพสตรีผู้ใกล้ชิดกับราชินีสิริกิติ์ ได้ปฎิเสธว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการลอบสังหารสนธิ หนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์หนึ่งได้บรรยายท่านผู้หญิงว่ามีตำแหน่งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ การออกโรงปฎิเสธของท่านผู้หญิงนี้รังแต่จะสร้างเรื่องนินทาได้อย่างไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะในขณะนี้ ท่านผู้หญิงได้กล่าวเป็นนัยว่า มีข้าราชบริพารท่านอื่นที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ อาจจะเป็นเป้าหมายตัวจริงของกรมข่าวลือนั้น ราชวังพยายามที่จะถอยออกมาให้พ้นกับการเปิดเผยที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยการยืนยันว่าท่านผู้หญิงไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในราชวงศ์

ตั้งแต่การทำรัฐประหารซึ่งปล้นรัฐบาลทักษิณ ผู้ใกล้ชิดราชวังอีกหลายท่านได้ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งที่เพิ่มขี้นในการดิ้นรนทางการเมือง เมื่อเดือนที่แล้ว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งคู่เป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจด้วยตำแหน่งองคมนตรีในกษัตริย์ภูมิพล ได้ถูกดึงเข้าสู่การขัดแย้งทางการเมืองต่อสาธารณะ เป็นเวลานานมาแล้วที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ที่ว่าบุคคลทั้งสองได้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองของสนธิ ราชินีสิริกิติ์ก็ทรงเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนต่อเสื้อเหลือง แต่ ณ เวลานี้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ยังคงทรงโปรดปรานเสื้อเหลืองอยู่อีกหรือไม่

ความสำเร็จในอดีตของสนธิและเสื้อเหลืองส่วนสำคัญมาจากการหนุนหลังของบุคคลระดับสูง ซึ่งตระเตรียมแผนการเคลื่อนไหวในทางการเมืองของเขา ขณะนี้กำลังที่เคยหนุนหลังได้ถูกทบทวนใหม่ เนื่องจากการรอดชีวิตของสนธิ ถ้าพวกเสื้อเหลืองที่ตายยากอย่างสนธิพบว่า ตัวเองไม่มีความปลอดภัยเสียแล้ว และไม่สามารถพึ่งเพื่อนเก่าทั้งหลายได้อีกต่อไป

แผนการณ์ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอาจจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น



แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลาส ฟาร์เรลลี่


หมายเหตุ

แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลาส ฟาร์เรลลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ วิทยาลัยเอเซียและแปซิฟิก มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “นิว แมนดาลา” ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับกิจกรรมของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้


ที่มา : Liberal Thai : แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น

ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์ : Fear and loathing marks Thailand’s malicious monarchy



Tribune Magazine.

Fear and loathing marks Thailand’s malicious monarchy

James Anstruther


แปลและเรียบเรียง : chapter 11



ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์


ราชวงศ์แห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งปรามาสประชาธิปไตย เจมส์ แอนสตรัทเตอร์รายงานเรื่องกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช มีการบีบบังคับต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยทั้งหมดอย่างไร


กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช แห่งประเทศไทย ทรงแสดงอย่างแน่ชัดถึงความคิดที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา นับตั้งแต่กษัตริย์พระชนมายุ ๘๒ พรรษา ได้ทรงหยุดการเสด็จออกนอกประเทศตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๐๓ แม้กระทั่งก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงเสด็จไปยังประเทศพันธมิตร ซึ่งจะให้ผลประโยชน์กับการต่อสู้สมัยสงครามเย็นต่อต้านฝ่ายซ้ายในเวลานั้นเท่านั้น และได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศเวียตนามใต้ในปี ๒๕๐๒ แต่ไม่เคยทรงเสด็จไปยังประเทศเวียตนามเหนือ หรือแม้แต่ลาว และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย

พระองค์ทรงเข้าใจในความรู้สึกที่ว่าความเป็นธรรมราชา หรือทศพิธราชธรรมของพระองค์นั้นก็เพื่อแผ่นดินของพระองค์ เพื่อทรงปกป้องราชอาณาจักรที่ดูเหมือนกับว่า จะไม่มีการแบ่งแยก และไม่มีความลำบากยากเข็ญ ตัวอย่างเช่น วิกฤติการเมือง ซึ่งได้แสดงออกบนท้องถนนในกรุงเทพในระยะสามปีที่ผ่านมา แต่พระองค์กำลังจะทรงปฎิบัติต่อประเทศอินเดียเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งพระองค์ได้เคยเลี่ยงมาก่อน เนื่องจากนโยบายทางการเมืองเอียงซ้ายของอินเดีย และความมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อสหภาพโซเวียต

กษัตริย์ภูมิพลทรงรับเอาแนวความคิดเรื่องความมีทศพิธราชธรรมมาจากอินเดีย พระองค์ทรงได้รับการเชิดชูจากบรรดาผู้ที่จงรักภักดีว่า พระองค์ทรงอุปมาเหมือนเป็นพระนารายณ์เทพเจ้าแห่งฮินดู (การอวตารของพระวิษณุ) ตามธรรมเนียมของฮินดู ซึ่งหลอมรวมกับราชวงศ์ทางพุทธ

และความมีทศพิธราชธรรมของกษัตริย์ กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับราชอาณาจักร การเกิดรัฐประหารบ่อยครั้งนับตั้งแต่การเสด็จขี้นครองราชย์ของพระองค์ในปี ๒๔๘๙ หลังการสวรรคตของพระเชษฐาจากกระสุนปืน ซึ่งทรงขี้นครองราชย์ได้เพียงสามเดือน กษัตริย์ภูมิพล .................. ................. ........ .... .....

นับตั้งแต่ทรงครองราชย์ พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นชอบกับการทำรัฐประหารในทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เพื่อขับไล่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนเดียวแห่งประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งมาบริหารประเทศอย่างแท้จริง และเป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ทรงเห็นชอบด้วย

ในประเทศไทยได้ให้คำอธิบายกษัตริย์ว่า เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญมาถึง ๑๗ ฉบับ นับตั้งแต่การสิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชในปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญเหล่านี้ได้ระบุเรื่องระบบรัฐสภา และมีบางฉบับระบุให้เป็นแบบเผด็จการทางทหาร แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระราชอำนาจของความเป็นพระสมมุติเทพแห่งกษัตริย์ และรวมถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ คือการห้ามไม่ให้มีการดูหมิ่น หรือแม้แต่วิจารณ์กษัตริย์ หรือราชวงศ์ หรือแม้แต่สถาบันกษัตริย์

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้ทรงวางกฎเกณฑ์ในการปฎิบัติเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ จะปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมือง นายพลทั้งหลาย หรือแม้แต่สาธารณชนบางส่วน ข้อกล่าวหาในเรื่องกฎหมายหมิ่นฯตั้งขี้นได้หลายรูปแบบ และตำรวจต้องสอบสวนทุกข้อกล่าวหาที่ได้รับเบาะแส แม้ว่าจะเป็นเพียงการกล่าวหาเพียงเล็กน้อย ละหุโทษอย่างต่ำสุดคือการจองจำในคุกถึงสามปี ในขณะที่คดีที่มีต่อชาวต่างชาติที่โชคร้ายนั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก แต่การลงโทษจำคุกสำหรับประชาชนไทยที่ทำผิดกฎหมายหมิ่นฯนี้ ปกติแล้วจะได้รับโทษทัณฑ์ที่รุนแรงมากกว่าชาวต่างชาติ

กษัตริย์ภูมิพลทรงประสูติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพระบิดาของพระองค์ทรงกำลังศึกษาในฮาร์เวิร์ด พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงหันไปหาคนไทยซึ่งเกิดในต่างประเทศเช่นเดียวกัน นั่นก็คืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วัย ๔๔ ปี เป็นบุตรของนายแพทย์จากวอลเซน อภิสิทธิ์ได้รับการศึกษาจากอีตันและออกซ์ฟอร์ด และที่แน่ชัดว่าเป็นมิตรที่ดีกับ บอริส จอห์นสัน (นักการเมืองและนักข่าวของอังกฤษ) แม้ว่าจะเป็นการยากที่จะฟันธงลงไปว่า ในสองคนนี้ใครกันที่ควรจะน่าขายหน้ามากกว่ากัน

นายกรัฐมนตรีทักษิณที่ถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารครั้งหลังสุด เป็นนักการเมืองของประเทศคนแรกที่มีความทันสมัย ทักษิณได้กระทำการรณรงค์อย่างจริงจังสำหรับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้เขา แทนที่จะพูดเรื่องการเมืองในห้องประชุม รัฐบาลของทักษิณเป็นเพียงรัฐบาลเดียวที่ได้รับเสียงข้างมากในสภา และได้นำนโยบายที่เป็นที่นิยมหลายนโยบาย เพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของคนยากจนชนบท ทักษิณได้เป็นบุคคลแรกของประเทศที่ได้จัดตั้งโครงการสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้า

อดีตนายตำรวจซึ่งกลายมาเป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐี ทักษิณมีบางอย่างในตัวที่ทำให้นึกไปถึงประธานาธิบดีซิลวีโอ แบร์ลุสโกนีแห่งอิตาลี และนโยบายของทักษิณไม่ได้ผ่านไปด้วยดีทั้งหมด การประจันหน้ากับโจรแบ่งแยกดินแดงมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้ด้วยการใช้ความรุนแรง และการประกาศสงครามยาเสพติด ซึ่งนำไปสู่ความตายที่ควรเลี่ยงได้ แต่ทักษิณเป็นที่นิยมอย่างมหาศาลจากชาวชนบท และได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งต่อมาในปี ๒๕๔๘ เป็นการชนะอย่างถล่มทลายในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งในประเทศไทย

ไม่ใช่เพราะนโยบายต่างๆที่ทำให้ทักษิณต้องล่มสลาย ในความเป็นจริง เพราะความนิยมชื่นชอบที่มีต่อทักษิณต่างหากที่ทำให้เกิดเรื่อง เมื่อไม่สามารถเอาชนะทักษิณจากการเลือกตั้งได้ รัฐประหารเป็นหนทางเดียวที่จะกำจัดทักษิณได้ นายพลต่างๆกล่าวหาทักษิณว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง และแน่นอนกระทำผิดต่อกฎหมายหมิ่นฯ การเดินสายหาเสียงทั่วประเทศของทักษิณ เป็นการทำให้ทักษิณเป็นที่นิยม และการเป็นที่นิยมนั้นเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ไม่ใช่ของนักการเมือง ซึ่งเป็นเพียงแค่ไพร่ยังไม่พอแถมยังมีเชื้อสายจีนเสียอีก นั่นหมายถึงว่า ทักษิณต้องการล้มล้างอำนาจกษัตริย์และจัดตั้งสาธารณรัฐ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นเรื่องตามที่ถูกอ้างกัน

นายพลทั้งหลายปกครองประเทศเพื่อพวกพ้องตัวเองเป็นเวลานานมากกว่าหนึ่งปี ก่อนที่จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการจัดการเลือกตั้งขี้นมาใหม่ พวกนายพลทั้งหลายสั่งห้ามพรรคการเมืองของทักษิณ แต่พรรคต่อมาของเขาก็ยังคงได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง

รัฐบาลชุดใหม่ถูกโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งจากพวกอันธพาลที่คลั่งเจ้าฝ่ายขวาจัด และถูกโจมตีจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนในสภาบางคนก็ยังถูกซื้อเสียง ตามรายงานมีสิ่งที่บอกว่า นักการเมืองเหล่านี้บางคนอาจจะได้ค่าหัวคนละประมาณ ๑๐ ล้านบาทในการย้ายพรรค และด้วยวิธีการแบบนี้ อภิสิทธิ์ วัย ๔๔ จากอีตัน จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ที่มีอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ก่อตั้งขี้นมาในปี ๒๔๘๙ เพื่อเชิดชูความเป็นราชวงศ์ไทย

ตั้งแต่การทำรัฐประหาร ทักษิณต้องคอยหลบหนีจากอัยการฝ่ายไทยและกองทัพที่หนุนหลังพวกเขา ผู้ซึ่งตัดสินว่าทักษิณมีความผิดในข้อหาที่ไม่ไปปรากฎตัวต่อศาล จากการถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในครั้งนี้ ทำให้ทักษิณถูกห้ามเข้าประเทศอังกฤษ หลังจากที่ไทยได้ใช้วิธีทางการทูตกดดันต่ออังกฤษ คุณอาจจะถามว่า แล้วความคิดเรื่องการลี้ภัยทางการเมืองมีไว้เพื่ออะไร

ขณะนี้ทักษิณได้เดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางการทูตของนิคารากัว และได้ปรากฎตัวในหลายประเทศเช่น ฮ่องกง และดูไบ ที่ซึ่งเขาได้พูดผ่านวิดิโอลิ้งค์ไปยังฝูงชนชาวไทยที่สนับสนุนเขาเป็นจำนวนมหาศาล ประชาชนซึ่งยังร้องเรียกให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเลือกรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากความนิยมอย่างแท้จริง

พวกเขาคงไม่มีทางจะได้รับการเลือกตั้งใหม่ จนกว่ารัฐบาลปัจจุบัน จะหาวิธีป้องกันไม่ให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับทักษิณได้รับชัยชนะให้ได้เสียก่อน ในขณะเดียวกันรัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งเชื่อกันว่า ให้การสนับสนุนด้านธุรกิจ กำลังรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจที่กำลังหมุนร่วงลงสู่ก้นเหว

แต่กษัตริย์ที่ทรงชราภาพไม่สามารถอยู่ได้ค้ำฟ้า ผู้สืบราชสันตติวงศ์จะนำพาไปสู่ยุคใหม่แห่งความสันติ ความเป็นประชาธิปไตย และความเจริญรุ่งเรืองได้หรือ นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ เช่นเดียวกับศักดินาไทยหลายๆคน เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ผู้ทรงมีความประพฤติไม่เหมาะสม ขณะนี้พระชนมายุได้ ๕๖ ปี ทรงเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนมิลฟิลด์ ที่ต้องชำระค่าเรียนในอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ “ไม่เน้นด้านวิชาการ”

พระองค์ทรงไม่เป็นที่นิยมและเป็นที่หวาดกลัวทั่วประเทศไทย แม้ว่าพระองค์นั้นจะได้รับการปกป้องจากกฎหมายหมิ่นฯแล้วก็ตาม พระองค์ย่อมทรงต้องการกฎหมายนี้



เจมส์ แอนสตรัทเตอร์


หมายเหตุ

เจมส์ แอนสตรัทเตอร์ เป็นนักข่าวซึ่งทำงานในประเทศไทยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชื่อที่ใช้นี้เป็นนามปากกา


ที่มา : Liberal Thai : ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์

วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2552

ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่......


วัสดีครับช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบของผมแล้ว เลยห่างหายไปน่ะครับ แต่พอดีช่วงนี้เหมือนขาดแรงบันดาลใจทำงาน เลยเข้ามาแวะอ่านประชาไทซักหน่อยครับ

ทำไมวันนี้ผมจั่วหัวเช่นนี้ เพราะเกิดจากการที่คนไทยถูกโพรพะกันดามานานว่าคอมมิวนิสต์เป็นความเชื่อต้องห้าม เป็นสิ่งร้ายแรง จนเคยมีคำพูดที่ว่า ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ในอดีต

และที่โพรพะกันดานี้ได้ผลก็เพราะว่าคนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับกระแสโลก แม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐเองก็ใส่ร้ายป้ายสีคอมมิวนิสต์เกินกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงสงครามเย็น โดยที่ไม่ได้คิดว่าศัตรูที่แท้จริงของสหรัฐนั้นหาใช่ระบบคอมมิวนิสต์ไม่


แท้จริงแล้วคือระบบเผด็จการต่างหาก


กับคำพูดที่ว่า อ้าว ก็คอมมิวนิสต์มันเกี่ยวกับเผด็จการทั้งนั้น ดูจีน โซเวียด เกาหลีเหนือ เวียดนามสิคอมมิวนิสต์ไม่ใช่ระบบการปกครองครับ หากแต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่ตรงข้ามกับทุนนิยม ด้วยคอมมิวนิสต์ส่งเสริมให้ทุกคนเท่าเทียมกันโดยได้รับการแบ่งสรรปันส่วนจากรัฐ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของรัฐ ไม่มีคำว่าทรัพย์สินส่วนบุคคล นับว่าเป็นสังคมนิยมชนิดสุดขั้ว

แต่ผู้นำที่ปกครองโดยใช้วิถีสังคมหรือคอมมิวนิสต์ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากเผด็จการเสมอไป ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือที่เนปาล กลุ่มกบฎเหมาอิสต์ที่ยึดอำนาจมาจากราชวงศ์เนปาลนั้นได้รับความนิยม รับเลือกเป็นผู้นำเนปาล

หากแต่ปรัชญาของผู้นำเนปาลนั้นคือคอมมิวนิสต์ หรือนัยหนึ่งคือรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบนั่นเอง รัสเซียเองสมัยเลนินก็ดูทำท่าจะไปได้สวย แต่สตาลินกลับเปลี่ยนโซเวียดกลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ เป็นตัวอย่างไม่ดีให้ประเทศคอมมิวนิสต์ยุคหลังอย่างจีน เกาหลีเหนือ ลอกเลียนแบบสตาลินไปใช้ ประเทศเหล่านี้จึงกลายเป็นเผด็จการไปในที่สุด

และเพราะความเป็นเผด็จการนี่แหละครับ ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ปิดกั้นประชาชนทุกวิถึทาง เพื่อให้ตนได้ครองอำนาจ ในสมัยสตาลินนั้นใครเห็นต่างกับสตาลินต้องถูกลงโทษอย่างโหดเหี้้ยม ถูกส่งไปยังค่ายกักกันในไซบีเรียอันเวิ้งว้างและหนาวเหน็บ

ผิดกับผู้นำสังคมนิยมที่ได้รับการเลือกตั้ง แม้แนวทางเศรษฐกิจจะไม่สนับสนุนทุนนิยม แต่เอียงสังคมนิยมมากกว่า เสรีภาพของประชาชนก็ไม่ถูกกระทบ ตัวอย่างเช่นประเทศแถวสแกนดิเนเวีย ที่ระบบเศรษฐกิจออกแนวสังคมนิยม ภาครัฐมีบทบาทในเศรษฐกิจมาก หากแต่รัฐไม่ได้กุมเศรษฐกิจแบบเด็ดขาดอย่างคอมมิวนิสต์เท่านั้น

ในอุดมคติแล้ว ผมนับถือระบบแบบคอมมิวนิสต์นะครับ เพราะผู้คนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่มีใครรวยจนกว่าใคร ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันหมด หากเทียบกับพุทธทำนายก็คงเทียบได้กับยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งนั่นก็ยังมาไม่ถึง

หากมามองความเป็นจริง สาเหตุที่ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ (สังคมนิยมเต็มขั้น) ล้มเหลวก็เพราะความแตกต่างและหลากหลายภายในของคนเรา โดยพันธุกรรม ตั้งแต่กำเนิดแล้วละครับ สิ่งนี้ทำให้คนมีความสามารถต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป และมนุษย์เองก็เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหา ทำให้คอมมิวนิสต์ไม่สามารถปรับใช้กับสังคมมนุษย์ได้เลย เพราะมันเป็นระบบที่ประเสริฐเกินไป

ส่วนทุนนิยมเต็มขั้นก็ใช่ว่าจะดี ความโลภเกินพอดีจะทำให้ฟองสบู่แตก และชีวิตคนสามารถเปลี่ยนได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ อีกทั้งยังทำให้สังคมเสื่อมทรามลงด้วยคนคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

ดังนั้น ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่างอเมริกาในอดีต ตอนนี้รัฐบาลกลางก็เริ่มลงมาเล่นกับเศรษฐกิจประเทศบ้างแล้ว สมัย Great Depression ในอดีตรัฐบาลของ ปธน. รูสเวลท์ก็ได้ออก The New Deal ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากภาครัฐ

ส่วนคอมมิวนิสต์เก่าอย่างรัสเซียหรือจีน ตอนนี้ภาพคอมมิวนิสต์เต็มขั้นหายไปหมดแล้ว ที่มอสโคว์ ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ผู้คนหายใจเข้าออกเป็นเงิน เงิน และเงิน งาน งาน และงาน

พล่ามมาซะยาว ที่แท้ผมต้องการอธิบายและสื่อว่า คอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ศัตรูของเราครับ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐนั้น ฟังไม่ขึ้นเลยสำหรับผม มันเป็นระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ระบอบทางการเมือง

ที่เรากังวลกันมากกว่าคือ เผด็จการ หรือไม่ก็ อภิชนาธิปไตยซะมากกว่า ระบบเศรษฐกิจไม่ใช่ตัวกดดันเสรีภาพในการแสดงออกของคนครับ หากแต่ผู้ปกครองมากกว่าที่เลือกได้ที่จะปกครองอย่างยุติธรรม หรือแบบกดขี่ข่มเหง ต่อให้ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหนก็ช่าง หากผู้ปกครองอุดมด้วยเมตตา และปกครองด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ประชาชนย่อมมีความสุข รู้สึกถูกปฏิบัติโดยรัฐอย่างดีและเสมอภาคกัน

อยากให้คนไทยเลิกคิดถึงเรื่องทุนนิยม - คอมมิวนิสต์ เพราะเดี๋ยวนี้มันผสมกันไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็เอาข้อดีของอีกฝ่ายมาใช้

สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือ ผู้บริหารรัฐบาลของเรานั้นมาจากเสียงบริสุทธิ์จากประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ โรมาเนียในวันของคอมมิวนิสต์นั้น นิโคไล เชาเชสคูเป็นผู้นำสูงสุด แต่ปกครองประเทศอย่างกดขี่ และมีการสร้างลัทธิบูชาตัวเชาเชสคูขึ้นในโรมาเนีย พอเชาเชสคูตาย ประชาชนชาวโรมาเนียต่างดีใจที่วันร้ายๆ ผ่านพ้นไปเสียที


เหล่าอำมาตย์เอ๋ย อยากตายไปมีแต่คนยกย่องสรรเสริญ หรืออยากอยู่ให้คนสาปแช่งด่าเหมือนตกนรกทั้งเป็นแบบนี้ อยากได้แบบไหนเลือกเอา


Democratic Chemist



ที่มา : เวบบอร์ด "ประชาไท" : ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่......


หมายเหตุ
การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ

ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท : The trouble with the king


The Economist.

The trouble with the king
Apr 16th 2009



แปลโดย : ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ (ประชาไท)

หมายเหตุ
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ




ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท


ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดนี้ สถาบันกษัตริย์ไทยที่ไม่ปรากฏบทบาทให้เห็น คือหัวใจของปัญหาทั้งหมด


ในรายงานข่าวของ The Economist เกี่ยวกับการปฏิวัติของคณะราษฎร์เมื่อ พ.ศ. 2475 มีนัยยะบ่งบอกถึงเส้นทางการปกครองของไทยที่ให้ความหวังอยู่มากทีเดียว ในสมัยนั้น กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา มีแต่รัฐบาลทหารผลัดเปลี่ยนเวียนหน้าขึ้นมา ในขณะที่นักลัทธิฟาสซิสต์ขับเคลื่อนประเทศญี่ปุ่นไปสู่การปกครองระบอบทรราชย์ ผู้สื่อข่าวของเรา (โปรดดูบทความชิ้นนี้ได้ที่นี่ http://www.economist.com/world/asia/PrinterFriendly.cfm?story_id=13479303) เขียนไว้ว่า:


“นักปฏิวัติชาวสยามกลับขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ จากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่การปกครองตัวเอง [ของประชาชน]” ในการยึดอำนาจโดยไม่เสียเลือดเนื้อครั้งนี้ กลุ่มนายทหารที่มีแนวคิดแบบตะวันตก จับตัวมกุฎราชกุมารและอธิบดีกรมตำรวจไว้ รัชกาลที่ 7 ทรงไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากต้องยอมรับโดยดุษฎี นับแต่นั้นมา อำนาจถูกถ่ายโอนจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีรัฐสภา ยุคศักดินาจึงสิ้นสุดลง


หากนักข่าวคนนั้นนึกว่าการปฏิวัติครั้งนี้จะทำให้เกิดภาพอะไรสักอย่างเหมือนราชวงศ์ดัทช์ขี่จักรยานออกไปช็อปปิ้งล่ะก็ ภาพแบบนั้นในประเทศไทยคงถูกปล้นกลางอากาศไประหว่างทางก่อนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา และเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก ทรงมีพระบารมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองมาโดยตลอด

ความจริงข้อนี้ช่วยอธิบายเหตุการณ์ประหลาดพิสดารประการหนึ่งในบรรดาเรื่องพิสดารมากมายในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดของประเทศนี้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่อาจเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ขณะกองทัพกำลังประจันหน้ากับผู้ประท้วง “เสื้อแดง” ที่ต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่งเพราะการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ สุ้มเสียงสั่นเครือและวิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง” ทรงออกมาระงับการเผชิญหน้าขั้นแตกหักครั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์อันโด่งดังเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกมาตำหนิผู้บัญชาการกองทัพและผู้นำการประท้วงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หลังจากเหตุพฤษภาเลือดในกรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2535

ทั้งๆ ที่ทักษิณ ผู้อยู่ระหว่างการลี้ภัยและถูกตัดสินลับหลังในคดีคอร์รัปชั่น ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในระบอบสาธารณรัฐอยู่ลับๆ อันที่จริง เขาก็มีพฤติกรรมเฉียดๆ การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหมือนกัน ตรงที่ไปเรียกร้องให้องคมนตรีสองท่านลาออก ซึ่งเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 เมื่อผู้ประท้วง “เสื้อเหลือง” ยึดทำเนียบของรัฐบาลที่จงรักภักดีต่อทักษิณเมื่อปลายปีที่แล้ว พวกเขาก็อ้างว่าทำเพื่อสถาบันกษัตริย์ มาตอนนี้ กระทั่งทักษิณเองยังรู้สึกว่า ต้องประกาศความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และถวายบังคมต่อพระราชอำนาจของพระองค์

บารมีอันใหญ่หลวงของสถาบันกษัตริย์หาได้มีอยู่ก่อนแล้วไม่ ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ อีกทั้งยังทรงเป็นพระโอรสของสามัญชนลูกครึ่งจีนและประสูติในสหรัฐอเมริกา ภาพพจน์ของพระองค์ได้รับการหล่อหลอมจากที่ปรึกษาในพระราชวังและรัฐบาลทหารชุดแล้วชุดเล่า คนเหล่านี้เห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งที่พึงมีประมุขของประเทศ ซึ่งไม่เพียงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เท่านั้น แต่ยังเปรียบประดุจสมมติเทพด้วย เพราะการได้รับพระราชานุมัติจากพระมหากษัตริย์ ย่อมช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลหน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูคล้ายรัฐบาลทหารในละตินอเมริกาสมัยก่อน ซึ่งในกรณีของประเทศไทยนั้น รัฐบาลประเภทนี้มักได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพวกพ้องทางธุรกิจและชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ความจำเป็นนี้อธิบายว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์ที่ประชาราษฎรเคารพบูชาอย่างสุดซึ้ง จึงยังต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดที่สุดฉบับหนึ่งในโลก พระมหากษัตริย์มิได้เป็นเพียงประมุขแต่ในนามสำหรับชนชั้นนำในเมืองไทยเท่านั้น แต่ทรงเป็นที่มาของระบบอุปถัมภ์และอำนาจในพระองค์เองอีกด้วย ผลที่ตามมาในขณะนี้จึงเป็นความสั่นคลอน เนื่องจากพระชนมายุที่มากขึ้น พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานเกียรติยศและรับถวายเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว พระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจนในชนบทอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ แต่ระบบอุปถัมภ์นี้ก็ช่วยค้ำจุนอิทธิพลของสถาบันกษัตริย์ต่อไปเช่นกัน

นวัตกรรมของทักษิณคือการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก มาสร้างการเมืองใหม่ที่เปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ของการซื้อเสียงแบบขายปลีกและแยกเป็นท้องถิ่นมาเป็นเครื่องจักรแบบขายส่งที่ขยายระบบอุปถัมภ์ไปทั้งประเทศ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินกู้รายย่อย ฯลฯ ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเครื่องจักรนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ทักษิณจึงกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ ของประเทศไทยที่สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระ แต่พวกชนชั้นนำรุ่นเก่ากลับรู้สึกถูกคุกคาม เมื่อความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จและความนิยมในตัวทักษิณดูเหมือนเริ่มท้าทายพระบารมีของพระมหากษัตริย์

วัฒนธรรมไทยคือส่วนประกอบที่ผสมผสานศาสนาพุทธ ความเชื่อแบบไสยศาสตร์และลัทธิบริโภคนิยมแบบฟุ้งเฟ้อเข้าด้วยกัน อำนาจและอิทธิพลมีลักษณะยืดหยุ่นหลายรูปแบบ แต่ดังที่ Andrew Walker และ Nicholas Farrelly แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำของไทยมีทักษะทางความคิดที่ค่อนข้างอ่อนด้อย และมักคำนวณเรื่องอำนาจในแบบเกมที่ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะและผู้ชนะกินรวบ (zero-sum game) รัฐบาลทหารที่โค่นล้มทักษิณอ้างว่า นโยบายของทักษิณขัดต่อแนวพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ที่มีรากเหง้ามาจากแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับชีวิตชนบทอันกลมเกลียว ลำดับชั้นในสังคม และการรู้จักฐานะของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลทหารก็จัดการใส่แนวพระราชดำรินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากรัฐบาลทหารบริหารประเทศมั่วๆ อยู่ได้ไม่นาน ก็เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง แต่คำวินิจฉัยแบบมักง่ายของศาลก็ช่วยล้มรัฐบาลโปรทักษิณได้สองชุดติดต่อกัน

โอกาสของอภิสิทธิ์

ตอนนี้ทรัพย์สินมหาศาลของทักษิณถูกอายัดไว้ คนไทยจำนวนมากมองว่า การที่เขาออกมาเรียกหาการปฏิวัติในช่วงที่วิกฤตการณ์กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ถือเป็นการไร้ความรับผิดชอบที่เข้าขั้นอาชญากรรม ทักษิณจึงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่สถาบันกษัตริย์ยิ่งมีปัญหารุมเร้าลึกล้ำกว่า.................................................ภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ที่สู้อุตส่าห์ทะนุถนอมกันมาอาจพังครืนในชั่วข้ามคืน

การปกป้องสถาบันกษัตริย์คือภารกิจส่วนหนึ่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย เขาขึ้นครองตำแหน่งโดยไม่ได้มีเสียงข้างมาก ทั้งนี้ด้วยการผลักดันของฝ่ายเสื้อเหลือง อภิสิทธิ์บอกว่าเขาเป็นนักปฏิรูปที่จะเยียวยาความแตกแยก เขาจัดการความปั่นป่วนของฝ่ายเสื้อแดงด้วยความบันยะบันยังแต่มั่นคง ..........................

ถ้าเป็นสมัย พ.ศ.2475 นักข่าวของเราคงจัดให้อภิสิทธิ์อยู่ในกลุ่ม “ปัญญาชนเอเชียที่มีความคิดแบบตะวันตก” ในรัฐบาลหลังรัฐประหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้านักข่าวคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาคงทึ่งไม่น้อยที่ได้เห็นเรื่องพลิกกลับตาลปัตรกับการที่ชาวกรุงทันสมัยสากลอย่างอภิสิทธิ์กลายเป็นแนวหน้าให้ระบอบที่ได้เนื้อแท้ของอำนาจมาจากสถาบันกษัตริย์ยุคศักดินา นายอภิสิทธิ์ไม่มีทั้งบารมีและความชอบธรรม เพื่อให้ได้ทั้งสองอย่างนี้มา เขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นหนี้บุญคุณฝ่ายนิยมเจ้าที่ดันเขาขึ้นสู่อำนาจ เขาคงไม่กล้าถกเถียงเรื่องอนาคตของสถาบันกษัตริย์ แต่ถ้าเขามีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น ประเทศไทยและแม้กระทั่งราชวงศ์เองอาจรู้สึกขอบใจเขาในระยะยาว สำหรับบทบาทในปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์มิได้ยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับความปรองดองทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับยุคสมัยใหม่ด้วย

Banyan

ที่มา : หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : The Economist: ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท

๖ เมษายน วันอัปรีย์


วันที่ ๖ เมษายน เป็นวันที่นายพลคนหนึ่งในกองทัพพระเจ้าตากสิน แย่งสมบัติและขึ้นครองเป็นกษัตริย์ผ่านการฆ่ากษัตริย์คนก่อน หลังจากนั้นมีการแก้ตัวโดยโกหกว่าพระเจ้าตาก “บ้า” จะเห็นได้ว่าการปล้นแย่งชิงการเป็นใหญ่ผ่านความรุนแรงคือที่มาของตระกูลจักรี และการใช้กำลังยึดอำนาจของทหาร เพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นประเพณีเก่าแก่ อัปรีย์ ของชนชั้นปกครองไทย

จริงๆ แล้วการใช้ความรุนแรงในการขึ้นครอง ไม่ใช่เรื่องอะไรพิเศษสำหรับราชวงศ์จักรีในสมัยก่อนเลย มันเป็นพฤติกรรมปกติของพวกกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์อังกฤษ จีน พม่า หรือฝรั่งเศส และเราก็ไม่สามารถโทษ ไม่ควรเอาผิดลูกหลานของกษัตริย์สมัยก่อนที่เคยทำความผิด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรเชิดชูการกระทำแบบนั้นด้วยคำโกหกบิดเบือน

คาร์ล มาร์คซ์ เคยตั้งข้อสังเกตในหนังสือว่าด้วยทุนว่า ความร่ำรวยของนายทุนสมัยนี้ ไม่ได้มาจากความขยันและออมของคนเหล่านั้น แต่ต้นกำเนิดของความร่ำรวยมาจากการปล้นขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นผ่านการใช้กองกำลัง ในกรณีนายทุนใหญ่เก่าแก่ของไทยก็เช่นกัน ทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ปัจจุบัน ที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ มาจากการปล้นสมบัติของพระเจ้าตาก หลังจากนั้นมีการใช้อำนาจขูดรีดและบังคับใช้ไพร่ บังคับให้คนส่งส่วย และบังคับเก็บภาษีจากประชาชน โดยที่กษัตริย์ต้นๆของราชวงศ์จักรีไม่ได้ขยันทำงานแต่อย่างใดทั้งสิ้น สรุปแล้วทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำให้ไทยมีกษัตริย์ที่รวยที่สุด มีต้นกำเนิดอันไม่ชอบธรรมในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ต่างจากต้นกำเนิดของทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อังกฤษหรือที่อื่น

แต่เราต้องไม่มองอะไรด้านเดียว กษัตริย์ที่ขยันปกครองและปฏิวัติระบบล้าสมัยของกรุงเทพฯก็เคยมี ตัวอย่างที่ดีคือรัชกาลที่๕ ซึ่งพยายามทำให้สยามเป็นรัฐสมัยใหม่ ยกเลิกทาสและไพร่ และรวมศูนย์การปกครอง และถึงแม้ว่าทำไปเพื่อประโยชน์และอำนาจของตนเอง แต่ก็มีประโยชน์กับประชาชนด้วย และที่น่าสนใจคือพวกขุนนางหัวเก่าพยายามคัดค้านอย่างถึงที่สุด แสดงว่าสมัยโน้นก็มีหัวเก่าที่ไม่อยากให้ประเทศก้าวหน้าเหมือนกัน อย่างไรก็ตามรัชกาลที่๕ก็ไม่ใช่นักประชาธิปไตย เป็นผู้สั่งรวบดินแดนสามจังหวัดภาคใต้จากรัฐปัตตานี และการที่มีเมียเต็มวังก็แสดงว่าไม่เคารพผู้หญิงเท่าไร นั้นก็ปกติ คนเราย่อมมีข้อดีข้อเสียเสมอ ปัญหาคือกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่สร้างประโยชน์นอกจากรัชกาลที่๕แล้ว....อาจไม่มีเลย รัชกาลที่๓ กับรัชกาลที่๔ สนใจแต่การแย่งสมบัติกัน รัชกาลที่๖ มัวแต่เล่นละครและใช้เงินแผ่นดิน รัชกาลที่๗ แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจบนสันหลังประชาชนจนต้องมีการปฏิวัติในปี ๒๔๗๕...


ประวัติศาสตร์เป็นอาวุธทางการเมือง ทั้งหมดที่ผมเขียนไปนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่ฝ่ายเผด็จการสมัยนี้ไม่อยากให้เราพูดหรือคิดความจริงแบบนี้ของประวัติศาสตร์ เขาจะพยายามสร้างประวัติศาสตร์ชุดโกหกมาให้เราท่องจำแทน และเราก็จะต้องสวนกลับไปด้วยข้อมูลของฝ่ายเรา


ใจ อึ๊งภากรณ์


ที่มา : wdpress : Political Writings on Thailand : ๖ เมษายน วันอัปรีย์

ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล : Thailand should remember Nepal



The Independent

Thailand should remember Nepal



แปลโดย : ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ (ประชาไท)

หมายเหตุ
กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ




ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล

ถานการณ์อลหม่านในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยซึ่งรัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินภายหลังการประท้วงที่ทำให้ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียน จะนำไปสู่การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ประเทศเนปาล รัฐบาลอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ที่ถูกโจมตี ค่อยๆ ถูกดูดกลืนโดยการประท้วงของประชาชน ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติเหมาอิสต์และการล้มระบอบกษัตริย์

ในประเทศไทย สถาบันกษัตริย์ได้รับความนิยมมากกว่า ขณะที่การปฏิวัติของประชาชนกระจัดกระจายไม่เป็นเนื้อเดียวกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีการนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างแรกคือ ผู้นำของไทยที่ถูกกำจัดออกไปเมื่อปี 2549 ด้วยความเห็นชอบของราชสำนัก แม้ไม่ได้เป็นผู้นิยมลัทธิเหมา แต่ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นผู้ที่จะไม่หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาของสงครามชนชั้นอย่างแน่นอน ส่วนเป้าหมายแห่งความกริ้วโกรธของนายทักษิณ คือรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเจตนารมณ์เบื้องต้นของรัฐบาลนี้คือการแสดงความจงรักภักดีกับราชวงศ์ แต่เจตนารมณ์นี้กลับกลายเป็นผลร้ายกับชื่อเสียงของประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจ เพราะมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายอภิสิทธิ์ไม่อาจกล่าวอ้างถึงศีลธรรมสูงส่งได้เมื่อเขาประนามการประท้วงของฝูงชนที่สร้างความอับอายให้กับเขา ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของเขาดูน่าเคลือบแคลง เขาได้อำนาจบริหารมาจากการประท้วงบนท้องถนนที่ต่อต้านพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2551 ซึ่งรู้กันว่าเป็นพรรคตัวแทนของทักษิณ ตอนนี้เขากำลังถูกข่มขู่ด้วยวิธีการเดียวกับที่ทำให้เขาขึ้นสู่อำนาจได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังอ่อนเปลี้ยเพราะรายได้ที่สำคัญจากการท่องเที่ยวหดหาย ส่วนสถาบันกษัตริย์ที่รัฐบาลนี้เข้ามาปกป้องก็กำลังสูญเสียความนิยมที่เคยได้รับในอดีต

ในการทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางราชสำนัก, กองทัพ และชนชั้นนำในเมืองควรเลือกที่จะพยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มคนจำนวนมากที่ชื่นชอบทักษิณ ตอนนี้คนเหล่านี้ไม่มีความโชคดีเช่นนั้นแล้ว พวกเขายากที่จะได้เห็นทักษิณกลับมาสู่ชัยชนะทั้งในฐานะวีรบุรุษและเผด็จการ

ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะจัดการปัญหานั้นดูมีอยู่น้อยนิด ทางออกเดียวคือการเลือกตั้งใหม่ซึ่งฝ่ายผู้ที่เห็นอกเห็นใจทักษิณจะได้รับชัยชนะ ทางออกอื่นที่มี เป็นเส้นทางเดียวกับที่ประเทศเนปาลใช้ในการปฏิวัติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาผู้ปกครองของประเทศไทยจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอดีตราชอาณาจักรในหุบเขาหิมาลัยนี้ และประนีประนอมได้ทันเวลา


The Independent’s Leading article,
Monday, 13 April 2009


ที่มา : หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : The Independent : ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล