<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601</id><updated>2012-01-08T21:46:34.803-08:00</updated><category term='สนง.ทรัพย์สินฯ'/><category term='บทกวี'/><category term='พงศาวดาร'/><category term='กฎหมายหมิ่นฯ'/><category term='บทวิจารณ์'/><category term='ปวศ. : กรุงธนบุรี'/><category term='เรื่องสั้น'/><category term='ปวศ. : เปนเช่นนี้'/><category term='ความคิดความเห็น'/><category term='ปวศ. : กบฎ'/><category term='บทสัมภาษณ์'/><category term='กรณีสวรรคต'/><title type='text'>Hello ! Siam.</title><subtitle type='html'>มนุษย์มีเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกคน และ


อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย..</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>530</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-8939841715756419149</id><published>2010-04-20T00:08:00.000-07:00</published><updated>2010-04-20T00:08:15.709-07:00</updated><title type='text'>เงามืดของราชวงศ์ในดินแดนแห่งรอยยิ้ม : Royal Shadows in the Land of Smiles</title><content type='html'>&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt;Nicholas Farrelly&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: purple;"&gt;&amp;nbsp;๑ มีนาคม ๒๕๕๐&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;ที่มา&amp;nbsp;:&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.oxonianreview.org/wp/royal-shadows-in-the-land-of-smiles/"&gt;The Oxonian Review&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;แปลและเรียบเรียง&amp;nbsp;:&lt;/span&gt; &lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;พอล แฮนด์ลี่&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม:&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: #e06666;"&gt;พระราชประวัติของกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชแห่งประเทศไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0b5394;"&gt;โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ๒๕๔๕&lt;/span&gt;&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (๕๑๒ หน้า)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ISBN 0300106823&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;เ&lt;/span&gt;ดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ อันเป็นวันฉัตรมงคลเฉลิมฉลองการขี้นครองราชย์ครบ ๖๐ ปีของกษัตริย์ภูมิพล เนืองแน่นไปด้วยราชอาคันตุกะจากรอบโลกเพื่อร่วมฉลองในกรุงเทพ ในขณะที่ประเทศไทยได้ขึ้นชื่อว่าให้การยกย่องต่อราชวงศ์ของตัวเองเป็นที่สุด ปรากฏว่ามกุฎราชกุมาร จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก แห่งภูฎานได้กลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจอย่างไม่คาดฝัน พสกนิกรที่แสดงความชื่นชมส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ติดตามพระองค์ทุกพระราชอิริยบท ต่างปลาบปลื้มกับความมีเสน่ห์และทรงมีพระสิริโฉมที่หล่อราวกับวัยรุ่น ทรงสำเร็จการศึกษาจากอ็อกซ์ฟอร์ด และทรงครองอาณาจักรแห่งพุทธ เจ้าชายจิกมีได้กลายเป็น&lt;span style="color: #e06666;"&gt; “เจ้าชายในฝัน”&lt;/span&gt; ของประเทศไทย มีรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขอข้อมูลเพื่อเยี่ยมชมประเทศภูฎานได้เพิ่มสูงเป็นประวัติการณ์ ความหลงใหลได้ปลื้มดังกล่าวเห็นได้จาก เมื่อเจ้าชายจิกมีเสด็จกลับมากรุงเทพในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๙ เพื่อทรงเข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยรังสิต &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อีกไม่นานหลังจากเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ พระบิดาของเจ้าชายจิกมี กษัตริย์ จิกมี ซิงเย วังชุก ทรงสละราชสมบัติ เป็นการสร้างความประหลาดใจ เพราะตามแผนเดิมแล้วการมอบอำนาจควรจะเป็นปี ๒๕๕๑ “เจ้าชายในฝัน” ทรงเข้าพิธีรับการสถาปนาขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งภูฏาน ซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่หลวง พระองค์ทรงมีหน้าที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงจากการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชไปเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ โดยมีรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งตามระบบประชาธิปไตย สื่อของไทยได้ประโคมข่าวนี้อย่างครึกโครมในการแสดงความยินดีต่อการขี้นครองบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน เนื่องจากภาพพจน์โดยรวมของพระองค์ที่เพียบพร้อมไปด้วยจริยธรรม พระสิริโฉม และเป็นเจ้าชายที่น่าใฝ่ปอง และได้กลายมาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี สังคมไทยสรรเสริญสดุดีต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขี้นอย่างสงบและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องการสืบสันตติวงศ์ได้อยู่ในใจของหลายๆคนเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นการหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทุกๆราชวงศ์จะต้องเผชิญกับเรื่องการสืบสันตติวงศ์เมื่อปลายรัชกาลที่ยาวนานใกล้เข้ามา อย่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์รอสืบราชบัลลังก์มาหลายทศวรรษภายใต้เงาพระราชมารดา กษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดชแห่งประเทศไทยทรงครองราชย์มาหลายทศวรรษ ข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับอนาคตของราชวงศ์ได้สะสมมานานเกินปกติ เวลานี้เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร นายทหารทรงอยู่ในวัยกลางคน ทรงเป็นที่เลื่องลือในด้านความถือพระองค์และความเจ้าชู้ ทรงประสบความล้มเหลวที่จะทำพระองค์ให้เป็นที่รัก การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของราชวังเพื่อที่จะยัดเยียดปิดบังภาพพจน์ของพระองค์ยังไม่สามารถช่วยได้ การพัวพันในการเมืองของราชวงศ์ไทยเป็นไปอย่างซ่อนเร้น และในบางครั้งเจือปนด้วยความรุนแรง เป็นการขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับภาพพจน์ที่ประเทศไทยพยายามเสนอต่อโลกให้เห็นว่า เต็มไปด้วยรอยยิ้มและมีความสบายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่นานมานี้ในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ได้มีการพิสูจน์ถึงภาพพจน์ของ&lt;span style="color: red;"&gt; “ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”&lt;/span&gt; แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อบรรดานายพลทั้งหลายปฏิบัติการรัฐประหารในชั่วข้ามคืน ผู้สังเกตการณ์ทุกคนต่างต้องการทราบวา “การแทรกแซง” เช่นนี้เป็นการนำวันอุบาทว์เก่าๆของวงจรการทำรัฐประหารและการทำรัฐประหารซ้อนให้หวนกลับคืนมาหรืออย่างไร นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ก่อนปี ๒๕๔๙ ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๕ ประเทศไทยประสบกับการทำรัฐประหารมาถึง ๑๗ ครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายของปี ๒๕๓๓-๒๕๔๓ หลายๆคนได้เข้าใจว่าทุกสิ่งทุกอย่าง &lt;span style="color: #e69138;"&gt;(นับตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ รัฐสภาตามแบบอย่างประชาธิปไตย และกฎหมาย)&lt;/span&gt; มีความมั่นคงเป็นที่สุด ความรู้สึกในตอนนั้นว่าทหารจะกลับเข้าไปอยู่ในกรมกองอย่างถาวร และในที่สุดกษัตริย์ภูมิพลทรงช่วยสถาปนาระบบประชาธิปไตยให้ยั่งยืนสถาพร แต่เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่คิดผิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #0b5394;"&gt;ใครก็ตามที่หวังจะมาช่วยยืนยันว่า ความคิดของคนส่วนใหญ่ไม่ถูกต้องอย่างไร ก็ต้องอ่านกษัตริย์ไม่เคยยิ้มของพอล แฮนด์ลี่ เป็นหนังสือที่สืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับกษัตริย์ของประเทศไทย เพื่อพยายามทำความเข้าใจในเรื่องที่ไม่มีใครทราบมาก่อน และการวิจารณ์ทางการเมืองและด้านสังคมของราชวงศ์ ขณะเดียวกันเป็นการให้ความสว่างในความมืดที่ครอบคลุมพวกนิยมเจ้าและศักดินาการเมืองของพวกทหาร นับเป็นบรรยากาศที่ไม่แน่นอนและน่าสะพรึงกลัว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและแฮนด์ลี่เองได้ถูกแรงกดดันอย่างหนักเพื่อให้หยุดการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ พวกเขาไม่ยอมแพ้ต่อการข่มขู่ของพวกนิยมเจ้า หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์ของราชวัง การวิเคราะห์เหตุการณ์จากทั่วโลกในการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเป็นประชาธิปไตย การเข้าแทรกแซงของพวกทหารศักดินา มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด ขอบคุณกับภาพพจน์ที่พยายามสร้างขึ้นมา ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องได้รับชัยชนะเสมอไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความพยายามด้านอื่นในการจัดการเรื่องภาพพจน์ของประเทศไทยได้รับความสำเร็จมากกว่า หลังจากเกิดรัฐประหาร รัฐบาลทหารได้พยายามโหมประชาสัมพันธ์ไปทั่วโลก ความพยายามเยี่ยงนี้ และคนดูจากทั่วโลกที่มีแต่ความเห็นอกเห็นใจ ไม่เคยเลยแม้แต่สักวินาทีเดียวที่ภาพพจน์ของประเทศไทยที่ถูกสร้างอย่างระมัดระวังว่า มีแต่ความสงบและเต็มไปด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จะได้รับความสงสัย การทำรัฐประหารได้รับการสรรเสริญอย่างกว้างขวางว่าเป็น การแทรกแซงโดยปราศจากการเสียเลือดเสียเนื้อ เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผู้ก่อให้เกิดความแตกแยก บรรดานายพลทั้งหลายเข้ายึดอำนาจโดยเบ็ดเสร็จ และทักษิณมหาเศรษฐีจากโทรคมนาคม ซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศถึงสามสมัย นายกรัฐมนตรีที่เต็มไปด้วยความคิดอิสระ กำลังติดราชการที่ยูเอ็น นครนิวยอร์ค รัฐบาลตะวันตกได้แต่บ่น และความตกตะลึงของนักวิชาการที่สงสัยเพียงหยิบมือ ต่างไม่ได้กระทำการใดๆเพื่อที่จะลบภาพพจน์อันเจิดจรัสของการทำรัฐประหารนี้เลย ภาพแล้วภาพเล่าของนักท่องเที่ยวที่เริงร่าถ่ายรูปร่วมกับรถถัง เคียงข้างทหารที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม เสนอความสง่างามตามหน้าหนังสือพิมพ์ทั่วโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆคนทั้งในและนอกประเทศไทย ต่างหายใจด้วยความโล่งอกหลังจากความตึงเครียดที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติมาเป็นเวลานับเดือน โลกรู้สึกโล่งอกต่อการทำรัฐประหารอย่างมีพัฒนาการของประเทศไทย จะหวังสิ่งใดอีกเล่าจากดินแดนที่ผู้คนมีแต่รอยยิ้มเช่นนี้ เราได้รับการบอกเล่าว่า ไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ แค่มีคนถูกจับไม่กี่คน และไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องวิตกกังวล นายพลทั้งหลายเสนอหน้าออกทีวี และประกาศอย่างเป็นทางการว่าไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ พวกเขาทั้งยิ้มและตั้งท่าเพื่อให้ทำการถ่ายรูป กษัตริย์ บุคคลซึ่งเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากการทำรัฐประหารในการครองราชย์มาร่วม ๖๐ ปี ทรงมีพระฉายาลักษณ์ทรงร่วมปรึกษากับคณะรัฐประหารเช่นกัน หลายๆคนได้มองว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ว่า กษัตริย์ทรงเห็นชอบในการเข้าไปแทรกแซงของบรรดานายพลเหล่านี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายพลทั้งหลายประกาศยกเลิกการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม ทักษิณถูกบังคับให้ออกไปพำนักในถิ่นที่หรูหราในกรุงลอนดอน คนไทยหลายๆคนได้แสดงความยินดีกับการถูกปล้นอำนาจของทักษิณ โดยเฉพาะในกรุงเทพ ชนชั้นกลางในเมืองหลวง ต่างก็เบื่อหน่ายกับสิ่งที่พวกเขามองเห็นว่า รัฐบาลยุคทักษิณมีแต่เรื่องผิดศีลธรรม การฉ้อราษฎร์ และมีแต่การใช้ความรุนแรง ภายใต้ทักษิณมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง รวมถึงการทำสัญญาธุรกิจที่เลวทราม การกล่าวหาว่าฉ้อราษฎร์ และความฟุ้งเฟ้อ และโดยเฉพาะ “สงครามยาเสพติด” ที่เสียเลือดเสียเนื้อในปี ๒๕๔๖ อย่างไรก็ตาม คำวิจารณ์ใดๆไม่สามารถทำลายแม้แต่ปลายก้อยต่อความสำเร็จที่ได้รับจากการเลือกตั้งอย่างไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน และนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ทำตัวเบื้อใบ้กับการที่พวกเขาถูกบังคับให้ยกเลิกการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ปัญหาจากการปกครองของทักษิณไม่ได้เลวร้ายไปกว่าบุคคลอย่าง โทนี่ แบร์ หรือ จอร์ช ดับเบิ้ลยู บุช อย่างที่นักวิจารณ์หลายคนพยายามแสดงความเห็น ดังนั้นคำถามยังคงมีอยู่ว่า ทำไมคนอย่างทักษิณซึ่งได้รับความอับอายจากการถูกทำรัฐประหารในระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ จึงไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้ที่องค์การสหประชาชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อรถถังเคลื่อนเข้ายึดกรุงเทพ ไม่ว่าทรัพย์สินที่มีอยู่ หรือความสัมพันธ์ต่างๆที่มี หรือสถานะใดๆ จะช่วยทักษิณซึ่งมาจากการเลือกตั้งได้ หกเดือนผ่านไป ฝ่ายทำรัฐประหารและรัฐบาลที่ทหารแต่งตั้งมีความแข็งแกร่งขึ้น แต่ความกังวลในเป้าหมายของอนาคต และความสามารถของทหารที่จะบริหารประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆยังคงมีอยู่ ปัญหาจากพวกก่อความไม่สงบชาวมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังครุกรุ่นอยู่ รวมถึงเศรษฐกิจที่ซบเซายังคงเป็นเรื่องหลักที่สร้างความกังวล ทั้งนายพลและโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทหารต่างขานรับด้วยการพูดถึงเรื่อง&lt;span style="color: red;"&gt; “เศรษฐกิจพอเพียง”&lt;/span&gt; ความคิดที่คลุมเครือในเรื่องความเรียบง่ายและเพื่อความยั่งยืนถาวรตีกันให้ยุ่งกับความกำกวมและความพอใจในตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นแนวความคิดที่มาจากกษัตริย์ภูมิพลและที่ปรึกษาส่วนพระองค์ ในราชอาณาจักรแล้ว หลักคำสอนใดๆย่อมอยู่เหนือการตำหนิทั้งปวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงปลายยุค ๙๐&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (ค.ศ.)&lt;/span&gt; กษัตริย์ภูมิพลทรงใช้คุณสมบัติพิเศษส่วนพระองค์ที่เป็นที่ยอมรับ และ&lt;span style="color: blue;"&gt;ภาพพจน์ดั่งสมมุติเทพเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางสังคม และเศรษฐกิจแห่งชาติ ตามแนวทางของพระองค์ บางครั้งเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” เป็นความคิดที่สร้างมาจากความพอใจในสิ่งที่มีอยู่อย่างเรียบง่าย “ใช้ชีวิตและการกินอยู่อย่างพอเพียง” เป็นเรื่องแปลกที่ว่า เป็นการสนับสนุนการใช้ภาษาเดียวกัน ในเรื่อง “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” ที่ทำให้ประเทศภูฏานมีชื่อเสียงว่าเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่เก่าแก่และแปลกใหม่ซึ่งต่างจากที่มีอยู่ในสังคม ใครก็ตามที่ได้ผ่านกรุงเทพเมื่อไม่นานมานี้ จะเห็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยยุคใหม่และอุดมการณ์ของพระองค์ ภาพที่เห็นได้ชัดจากศูนย์การค้าที่อลังการของสยามพารากอนในใจกลางกรุงเทพมูลค่า ๑๑,๗๓๐ ล้านบาท สร้างบนเนื้อที่ที่เช่ามาจากสำนักงานทรัพย์สิน&lt;/span&gt; ไม่ว่าจะมีความขัดแย้งอย่างมากมายเพียงไร ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหาร ทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิชาการต่างๆ เป็นสำนวนที่ฟังดูสำคัญแต่ขาดพื้นฐานต่อการวางนโยบายของรัฐ ขณะนี้การเข้ายึดอำนาจของทหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจากในวัง และการข้องเกี่ยวของราชวงศ์ รัฐบาลย่อมหนุนแนวคิดทางเศรษฐกิจของกษัตริย์อย่างเต็มตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่งคือแทบจะไม่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับทฤษฎีของกษัตริย์ เนื่องจากการตั้งคำถามต่อองค์กษัตริย์ หรือบุคคลใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องอันตราย หากยังผิดกฎหมายของประเทศไทย ชาวต่างชาติไม่ได้รับความคุ้มครองจากข้อกล่าวหาจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เช่นกัน ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งถูกจับในปี ๒๕๓๘ ด้วยข้อกล่าวหาว่า แสดงความคิดเห็นต่อเจ้าฟ้าหญิงแห่งประเทศไทยในทางเสียหายบนเครื่องบินของสายการบินไทย และเหตุการณ์อื่นอีกสองครั้ง ครั้งหนึ่งในปี ๒๕๔๕ การโต้เถียงในฟาร์อิสเทิร์นอีโคโนมิครีวิวส่งผลให้นักข่าวที่มีชื่อสองคนถูกตั้งข้อหาหมิ่นฯ และในปี ๒๕๕๐ ชายชาวสวิสถูกจับและถูกคุกคามที่จะถูกขังคุก ๗๕ ปีในข้อกล่าวหาว่า ทำลายพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์ เมื่อไม่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง &lt;span style="color: #e06666;"&gt;การกล่าวหา&lt;span style="color: red;"&gt; “ต่อต้านกษัตริย์”&lt;/span&gt; ได้ถูกนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการปิดปากคู่ต่อสู้ทางการเมือง&lt;/span&gt; อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและคู่กัด นายทุนแห่งสื่อ สนธิ ลิ้มทองกุล ทั้งคู่ต่างใช้วิธีนี้ในระหว่างการเผชิญหน้ากันในปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ในเรื่องเกี่ยวกับอนาคตของการเมืองของประเทศ แต่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถอ้างว่าได้รับความเห็นชอบเต็มที่จากกษัตริย์ ผลก็คือมีการทำรัฐประหารเพื่อผ่าทางตันทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเข้มงวดต่อการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะเป็นประเด็นสำคัญที่ผมจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในครั้งนี้ เนื่องจากว่าหนังสือที่เพิ่งวางแผงของพอล แฮนด์ลี่ นักหนังสือพิมพ์อาวุโส เป็นการท้าทายกับการใช้กฎหมายหมิ่นฯของไทย หนังสือของเขาถูกสั่งห้ามขายในประเทศไทย การโฆษณาขายหนังสือเล่มนี้บนเว็บไซต์ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลถูกปิดกั้นเป็นระยะในราชอาณาจักร ผู้สังเกตการณ์ได้เห็นพ้องต้องกันว่า พระราชประวัติของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนขึ้นโดยไม่ได้รับพระราชานุญาตเช่นนี้ หมายถึงว่า แฮนด์ลี่อาจจะไม่ได้รับการอนุญาตให้กลับคืนสู่ประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มของแฮนด์ลี่เป็นหนึ่งในหนังสือที่หาได้ยากมากเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้มีการถกเถียงกันในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะนอกประเทศไทย แม้หนังสือเล่มนี้จะวางแผงเป็นเดือนแล้ว ยังคงได้รับการวิจารณ์และโต้แย้งอยู่ตลอดเวลา ที่น่าแปลกก็คือ มีหลายๆคนซึ่งอ้างว่าไม่ได้อ่าน แต่ยังรู้สึกได้ถึงความทุกข์ที่ได้รับจากหนังสือเล่มนี้ ผู้ที่ไม่สนใจหนังสือเล่มนี้อาจมาจากพื้นฐานที่ว่าเป็นหนังสือที่ตีเจ้าอย่างรุนแรง หรือพูดให้ง่ายๆก็คือ เป็นการตีชาวไทยด้วย ในทางกลับกัน หนังสือของแฮนด์ลี่ ง่ายๆก็คือเป็นการอารัมภบทที่ดีที่สุดสำหรับใครก็ตามที่จะทำความเข้าใจความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในขณะนี้ของการเมืองไทย เป็นเรื่องเกี่ยวกับเครือข่ายราชวงศ์ เมื่อไม่นานมานี้นักสังคมศาสตร์ ดันแคน แมคคาโกได้ขนานนามไว้ว่า &lt;span style="color: red;"&gt;” เครือข่ายระบอบกษัตริย์”&lt;/span&gt; และการปลูกฝังรากฐานของอำนาจแห่งบัลลังก์อย่างต่อเนื่อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่แน่ชัดว่า เรื่องราวในหนังสือนี้ย่อมก่อให้เกิดการโต้แย้งและความซับซ้อน แฮนด์ลี่ได้เริ่มตั้งข้อสังเกตว่า กษัตริย์ภูมิพลเป็นกษัตริย์องค์เดียวที่ทรงเสด็จพระราชสมภพในสหรัฐอเมริกา ได้รับถวายการเลี้ยงดูจากนอกประเทศไทย ทรงสำเร็จการศึกษาจากยุโรป เป็นพระราชโอรสองค์ที่สองของเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช พระเชษฐาเจ้าฟ้าอนันทมหิดล ทรงเป็นยุวกษัตริย์ในปี ๒๔๗๘ แต่ก่อนที่พระองค์จะได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ ได้พบว่าพระองค์เสด็จสวรรคตด้วยทรงต้องพระแสงปืน ด้วยสภาพเหตุการณ์อันเป็นปริศนาในปี ๒๔๘๙ รายละเอียดของการสิ้นพระชนม์ยังคงเป็นเรื่องไม่แน่ชัด แฮนด์ลี่พยายามนำหลายๆทฤษฎีมาใช้ และสรุปว่าหลักฐานที่ยังคงเหลือนั้นไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ การปกปิดอย่างรีบเร่งเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีคำตอบเล็ดลอดออกมาได้ แฮนด์ลี่เขียนไว้ว่า ในทันทีที่เกิดเหตุการณ์นั้น เจ้าชายภูมิพล&lt;span style="color: blue;"&gt; “เจ้าชายที่ทรงพระปรีชาสามารถ ทรงแย้มพระสรวลและชอบตรัสแต่เรื่องตลกอยู่เสมอ…ได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์แห่งประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่มีพระชนมายุได้ ๑๘ ปี พระองค์ทรงเคยประทับอยู่ในประเทศไทยไม่ถึง ๕ ปี”&lt;/span&gt; และในหนังสือของแฮนด์ลี่กล่าวว่า กษัตริย์องค์ใหม่นั้น &lt;span style="color: red;"&gt;“แทบจะไม่เคยทรงแย้มพระสรวลในที่สาธารณะอีกเลย”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพลขี้นครองบัลลังก์ที่กำลังอ่อนแอในระหว่างสมัยของเผด็จการ เล่ห์เพทุบายด้านภูมิศาสตร์การเมือง และแน่นอน การทำรัฐประหารของกองทัพที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ แฮนด์ลี่ได้แย้งว่า “นับตั้งแต่วันที่พระเชษฐาของพระองค์ได้สวรรคตอย่างน่าสงสัย พระองค์ดูเหมือนจะไม่เคยยิ้มอีกเลย มีแต่สีพระพักตร์อันโศกเศร้าเหมือนรู้สึกผิดอย่างเห็นได้ชัด ทรงมุ่งปฏิบัติพระราชภารกิจของกษัตริย์” ในการอธิบายของแฮนด์ลี่ เราได้เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับชัยชนะและความยากลำบากของพระราชาที่น่าสนเท่ห์และมีความเป็นส่วนพระองค์นี้ ทรงอุทิศพระวรกายปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะกษัตริย์เพื่อสาธารณะชนมากกว่า ๖๐ ปี แฮนด์ลี่จำต้องใช้ข่าวลือในการวิเคราะห์ เพื่อหาข้อสนับสนุนประเด็นของเขา ซึ่งใช้สภาพแวดล้อมมากกว่าทางเลือกอื่น เนื่องจากมีการควบคุมข้อมูลอย่างแน่นหนาจากพระราชวัง ในเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ จึงเป็นการสะดวกที่จะตีความว่าเป็น&lt;span style="color: red;"&gt; “ข่าวลือ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทย มีข่าวลือที่กระซิบต่อๆกันมามากมาย แต่ไม่ได้เป็นเรื่องทั้งหมดของกษัตริย์ภูมิพลหรือรัชสมัยของพระองค์ แฮนด์ลี่เสนอเรื่องราวที่ได้ตีความอย่างพิถีพิถันของจักรกลการเมืองที่ถูกควบคุมอย่างแน่นหนา จากคำของแฮนด์ลี่ เมื่อได้รับการสถาปนาเป็นกษัตริย์ &lt;span style="color: blue;"&gt;“กษัตริย์ภูมิพลทรงทิ้งบุคลิกสมัยใหม่แบบอย่างชาวยุโรป เพื่อทรงนำพาราชอาณาจักรแห่งธรรมราชาที่มีวัฒนธรรมมานานกว่าสหัสวรรษ กษัตริย์ผู้ไม่เห็นแก่พระองค์ ได้ปกครองโดยใช้หลักธรรมตามหลักพุทธศาสนา”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความถูกต้องตามแบบแผนราชวงศ์แต่โบราณ กษัตริย์ภูมิพลทรงถูกตระเตรียมให้เป็นบุคคลที่น่าเคารพบูชา และทรงได้รับการบูชา ในทุกๆปี ปีละหลายๆเดือน ทั้งในเมืองและนอกเมืองทั่วประเทศไทยได้ประดับตกแต่งด้วยธง แสงสี และเทิดพระเกียรติต่อการประกอบพระราชกรณียกิจที่ประสบความสำเร็จ และเฉลิมพระเกียรติแห่งราชวงศ์ แฮนด์ลี่ได้ให้ตัวอย่างที่ดีของลัทธิภูมิพลนี้ เขาเขียนไว้ว่า&lt;span style="color: blue;"&gt; “ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐ สำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระมหากษัตริย์ทรงทำสถิติโลกในด้านจำนวนปริญญาจากมหาวิทยาลัยที่ทรงได้รับ หลังจากนั้นทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง ๑๐ ใบรวดในครั้งเดียว"&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในขณะที่กษัตริย์ภูมิพลได้รับการเทิดพระเกียรติอย่างใหญ่หลวงทั่วทั้งประเทศและในสากล สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ พระราชโอรสและองค์รัชทายาทกลับไม่ได้รับการยกย่องเท่ากับที่พระองศ์ทรงตั้งความคาดหวังเอาไว้ แฮนลี่ได้แย้งว่านับตั้งแต่แรกเริ่ม&lt;span style="color: red;"&gt; “กษัตริย์ภูมิพลทรงเข้าพระทัยอย่างแน่ชัดว่าเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงเป็นปัญหา” &lt;/span&gt;อนาคตของระบอบกษัตริย์จะถูกพิสูจน์ได้จากองค์เจ้าฟ้าชายเอง เจ้าฟ้าหญิงมหาจักรีสิรินธรพระขนิษฐาอันทรงเป็นที่ชื่นชมและเป็นที่รัก อาจจะเป็นทางเลือกของคนไทยส่วนใหญ่ แต่ในหลายปีที่ผ่านมาความเด่นของเจ้าฟ้าหญิงที่มีเหนือเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณยังคงเป็นปริศนา จากแฮนด์ลี่ที่ว่า &lt;span style="color: red;"&gt;“เป็นความผิดพลาดตั้งแต่แรกของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งเป็นจุดอ่อนของทุกๆราชวงศ์”&lt;/span&gt; พระองค์ไม่สามารถที่จะประกันได้ว่า ผู้สืบทอดราชสันตติวงศ์ตามลำดับต่อมานั้น จะเป็นกษัตริย์ที่จะทรงพระปรีชาสามารถ ไม่เห็นแก่พระองค์ และทรงพระกรุณาธิคุณเยี่ยงพระองค์เอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ผู้สืบทอดราชสันตติวงศ์ตามลำดับ” ดังกล่าว ได้เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศภูฏาน แต่แฮนด์ลี่ไม่ได้คิดว่าจะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เขาได้สรุปว่าถ้าจะให้ดำรงอยู่ได้ &lt;span style="color: red;"&gt;“พระบรมวงศานุวงศ์ของราชวงศ์ควรจะใช้ประโยชน์จากอภิสิทธิ์เงียบอันมหาศาลของสถาบันกษัตริย์: อำนาจและสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเพื่อเปลี่ยนตัวเองใหม่ก่อนที่คนอื่นจะทำให้”&lt;/span&gt; ในคำอธิบายนี้ว่า เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณจะทรงเปลี่ยนภาพพจน์ด้านบุคลิกและการปฏิบัติพระองค์ได้หรือไม่ พระองค์จะทรงเปลี่ยนให้คล้ายดั่ง “เจ้าชายในฝัน” ตามแบบอย่างของภูฐานได้หรือไม่ แฮนด์ลี่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์จะเป็นหนทางเดียวที่จะให้สถาบันยังคงอยู่รอดนับตั้งแต่การสถาปนาราชวงศ์จักรีในปี พ.ศ. ๒๓๒๕ กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ยังไม่นับการยกเลิกระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในปี ๒๔๗๕ ราชวงศ์ไทยไม่ได้เพียงยังคงอยู่ แต่ประสบความรุ่งเรือง แฮนด์ลี่จึงได้จัดพิมพ์หนังสือเล่มแรกนี้ขึ้นมาเพื่อถวายการสนับสนุนในกษัตริย์พระองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นศูนย์รวมของเรื่องราวสมัยใหม่ในอำนาจของราชวงศ์และความสำเร็จที่เห็นได้ชัด ด้วยสถานการณ์ที่มีอุปสรรคและการเข้าถึงข้อมูลไม่ได้อย่างเต็มที่ จึงไม่น่าแปลกใจที่ว่า หนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มนี้ มีข้อบกพร่องบางอย่างจึงถูกวิจารณ์ต่อต้านอย่างหนาหู อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้สำหรับหลายๆคนแล้วถือว่าเป็นการท้าทายและสร้างความยุ่งยาก หลายๆคนดูเหมือนมีความลังเลที่จะเปิดใจอ่านทั้งเล่ม และรับฟังการวิเคราะห์ สำหรับบางคนทั้งเหตุการณ์และบุคลิกที่ปราศจากการถูกเซ็นเซอร์นั้น แทบจะไม่สอดคล้องกับพระราชประวัติของราชวงศ์ที่พวกเขาได้รับความคุ้นเคยมาก่อน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บทวิจารณ์ที่มีมากมายของหนังสือพระราชประวัติในมุมมองกว้างๆเช่นนี้นับเป็นเรื่องที่ดี คำวิจารณ์ที่สำคัญที่สุดจาก แกรนท์ อีแวนส์ นักมนุษย์วิทยาในฮ่องกง ซึ่งแฮนด์ลี่ได้ตอบคำถามต่ออีแวนส์ด้วยตัวของเขาเองว่า คำวิจารณ์ของอีแวนส์ &lt;span style="color: blue;"&gt;“ช่างเหมือนกันกับมุมมองจากราชวังและจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลที่มีต่อหนังสือของผม จุดประสงค์เพื่อชักชวนให้คนเพิกเฉยเสีย ก่อนที่จะเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้”&lt;/span&gt; นักวิจารณ์อื่นๆ เช่น แอนดรูว์ วอคเกอร์ นักมนุษย์วิทยา ดันแคน แมคคาโก นักสังคมศาสตร์ นักเขียนอย่าง เอียน บูรูมา และ คริสต์ เบเกอร์ นักเขียนคนดังในกรุงเทพ ให้การวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ในด้านบวก ดันแคน แมคคาโก จากนิวเลฟรีวิว&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (New Left Review)&lt;/span&gt; พยายามอธิบายหนังสือเล่มนี้ได้อย่างดีเยี่ยมและความน่าเชื่อถือที่มีต่อนักเขียนที่พูดไทยได้อย่างน่าทึ่งคนนี้ว่า “เป็นฝันร้ายที่สุดของผู้พิทักษ์ในราชวงศ์จักรี” แมคคาโกได้ให้ข้อแย้งว่า ในมุมมองของราชวัง &lt;span style="color: red;"&gt;“หนังสือของแฮนด์ลี่เป็นการบ่อนทำลายการประชาสัมพันธ์ที่มีมานับทศวรรษ และล่วงเกินอำนาจลึกลับของสถาบันกษัตริย์ซึ่งเปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จุดเด่นของหนังสือกษัตริย์ไม่เคยยิ้มนี้คือ แฮนด์ลี่ไม่ได้ถูกปิดตาจากเครือข่ายอันแข็งแกร่งของบรรดาข้าราชบริพารที่รายล้อมกษัตริย์ภูมิพล ที่คอยสร้างภาพของพระองค์ให้ปรากฏต่อสาธารณะชน และปกป้องพระองค์จากคำวิจารณ์ใดๆ ที่แน่ๆสำหรับหนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับใครก็ตามที่ต้องการศึกษาการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะหนทางที่ประเทศไทยดิ้นรนที่จะให้มีการประนีประนอมระหว่างสถาบันอันเก่าแก่และสถาบันสมัยใหม่นี้ คำอธิบายในเรืองนี้ สำหรับบุคคลซึ่งยังคงมองข้ามบทบาทของกษัตริย์ไทยที่มีต่อการเมือง นับได้ว่าซื่อและขาดวิสัยทัศน์ ตามการประเมินของผู้สังเกตการณ์ต่างๆที่มีข้อมูลพร้อม จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยเลยที่ว่า กษัตริย์ภูมิพลสนับสนุนการทำรัฐประหาร เพื่อขัดขวางโครงสร้างของอำนาจที่จะขึ้นมาทัดเทียมกันของทักษิณ ยังคงมีคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอีกมากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ว่า ในอนาคตใครก็ตามที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจ ซึ่งจะมีบทบาททางการเมืองที่แข็งแกร่งคล้ายๆกันจะทำอย่างไร หนังสือของแฮนด์ลี่เกี่ยวกับเรื่องราวของราชวงศ์ในประเทศไทย ไม่เพียงสะท้อนเรื่องเทพนิยายของชาวภูฏานแห่งเทือกเขาหิมาลัย แต่ยังได้เสนอเรื่องราวที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับ การต่อสู้อย่างรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้วก็หายไปในบรรยากาศของกรุงเทพที่ร้อนระอุ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้ประเทศไทยดำเนินไปอย่างไร้เป้าหมาย โดยไม่มีแม้แต่เงาของความเป็นประชาธิปไตยแบบเดิม เหตุการณ์ไม่นานมานี้แสดงให้เห็นว่า ทั้งกษัตริย์และบรรดานายพลต่างๆของพระองค์ มีความต้องการอย่างเพ้อฝันเพื่อจะขับไล่ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้ง ความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์ภูมิพล จะได้รับการสืบทอดในสิทธิ์พิเศษแห่งราชวงศ์ และการแทรกแซงเหนือประชาธิปไตยต่อไปหรือไม่ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และทรงเป็นที่รัก ทรงจัดการความยุ่งยากทางการเมืองให้ผ่านพ้นไปได้ โดยการรวบรวบบุคคลซึ่งมีชื่อเสียง ทั้งมีเจตนาดี และมีความอดทน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนาคตของกษัตริย์&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (หรือราชินี)&lt;/span&gt; อาจจะไม่เป็นอย่างที่ต้องการและที่สำคัญที่สุด ไม่มีอะไรที่จะประกันได้ว่ากษัตริย์ภูมิพลจะทรงแต่งตั้ง “รัชทายาท ซึ่งพร้อมไปด้วยพระปรีชาสามารถ ไม่ทรงเห็นแก่พระองค์ และทรงพระกรุณาธิคุณเยี่ยงพระองค์เอง” ความแตกต่างเห็นได้จากภูฏาน กษัตริย์จิกมีทรงเปรียบดังแสงสว่างของพระอาทิตย์ในดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัย &lt;span style="color: #cc0000;"&gt;แต่เงาแห่งกษัตริย์ภูมิพลในประเทศไทยดูเหมือนจะทอดยาวขึ้น รัชสมัยของพระองค์ที่ทั้งยาวนานและเจริญสมบูรณ์กำลังจะก้าวเข้าสู่ช่วงปลาย และจะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ในเวลานี้ประชาชนแห่ง &lt;span style="color: blue;"&gt;“ดินแดนแห่งรอยยิ้ม”&lt;/span&gt; พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองความขัดแย้งแบบใหม่และไม่เป็นที่น่าต้องการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: x-large;"&gt;The Oxonian Review&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/06/25/%e0%b9%80%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%94%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%81/"&gt;liberalthai : เงามืดของราชวงศ์ในดินแดนแห่งรอยยิ้ม&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-8939841715756419149?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/8939841715756419149/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=8939841715756419149&amp;isPopup=true' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8939841715756419149'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8939841715756419149'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2010/04/royal-shadows-in-land-of-smiles.html' title='เงามืดของราชวงศ์ในดินแดนแห่งรอยยิ้ม : Royal Shadows in the Land of Smiles'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-3696956103768435590</id><published>2010-04-18T23:29:00.000-07:00</published><updated>2010-04-18T23:29:14.799-07:00</updated><title type='text'>การสืบสันตติวงศ์ : พ่อทรงร่วงโรย ลูกๆต่างขับเคี่ยว</title><content type='html'>&lt;a href="http://www.economist.com/opinion/displayStory.cfm?story_id=15718981"&gt;Thailand’s succession: As father fades, his children fight&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange; font-size: large;"&gt;The Economist&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: purple;"&gt;March 18, 2010&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #f6b26b;"&gt;แปลและเรียบเรียง&amp;nbsp;:&lt;/span&gt; &lt;span style="color: #cc0000; font-size: large;"&gt;แชพเตอร์ ๑๑&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;เบื้องหลังความวุ่นวายของประเทศไทยในทุกวันนี้ คือความกลัวอันฝังหัวเกี่ยวกับการสืบสันตติวงศ์ และบรรดาผู้คนเหล่านี้อาจจะไม่พูดออกมาให้ได้ยินกันทั่วไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue; font-size: x-large;"&gt;ทั้ง&lt;/span&gt;รถบรรทุก ทั้งเรือ และรถโดยสารประจำทางที่หลั่งไหลเข้าสู่กรุงเทพอย่างไม่ขาดสาย เพื่อร่วมการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง และถูกเรียกว่าเป็น&lt;span style="color: #e06666;"&gt; “สงครามประชาชนต่อต้านศักดินา”&lt;/span&gt; ในวันที่ ๑๔ มีนาคม ผู้ชุมนุมที่ผ่านจำนวนหลักแสนทั้งหมดสวมเสื้อสีแดงสด แต่ละคนยิ้มแย้มด้วยความปรีดา บนเวทีปราศรัยนักพูดแต่ละคนต่างโจมตีรัฐบาล ทั้งราชวงศ์และกองทัพที่แต่งตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา ป้ายต่างๆอ่านได้ความว่า &lt;span style="color: blue;"&gt;“ไม่มีความยุติธรรม ความสงบไม่เกิด”&lt;/span&gt; อีกยกหนึ่งที่บอบช้ำในการดิ้นรนเพื่ออำนาจอันยืดเยื้อของประเทศไทย ที่กำลังใกล้เข้ามาถึงซึ่งทางออกที่ยังคงมืดมน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนกระทั่งถึงกลางอาทิตย์ ดูเหมือนเป้าหมายของเสื้อแดงในการขับไล่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้ออกจากตำแหน่ง และบังคับให้มีการเลือกตั้งใหม่นั้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล กองทัพยังคงยืนกรานในการปกป้องอภิสิทธิ์ ซึ่งเข้ามามีอำนาจเมื่อ ๑๕ เดือนก่อนโดยใช้วิธีจัดการทางสภา และเป็นรัฐบาลในดวงใจของชนชั้นเศรษฐีใจแคบของกรุงเทพ เช่นเดียวกับผู้ประท้วงเสื้อเหลืองซึ่งสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันนี้ สำหรับประชาธิปไตยซึ่งถือว่า หนึ่งคน ต่อหนึ่งเสียงนั้น ฝ่ายซึ่งขาดเสียงกลับกลายเป็นตัวกุมอำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งถึงสองครั้ง และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ทักษิณไม่ยอมจากไปอย่างเงียบเชียบนับตั้งแต่การทำรัฐประหารของกองทัพที่ปล้นอำนาจของเขาในปี ๒๕๔๙ เมื่อวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ คำตัดสินของศาลในการยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาทของเขานั้น ยิ่งสร้างความโกรธแค้นให้ทักษิณเป็นทวีคูณ เสื้อแดงหลายคนมองทักษิณว่าคือผู้นำแท้จริงของประเทศ แม้เขาจะมีความมั่งคั่ง และมีชีวิตอย่างอภิสิทธิ์ชน ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักการเมืองพรรครัฐบาลเหน็บแนมเสื้อแดงที่ต่ำต้อยว่ารับจ้างมา และไม่ได้เป็นตัวแทนความเห็นของคนส่วนใหญ่ นักการเมืองเหล่านี้ต่างบ่ายเบี่ยงต่อความคิดที่ว่า การเลือกตั้งอาจจะเป็นหนทางเดียวที่จะพิสูจน์ในประเด็นนี้ และแถว่าในช่วงวุ่นวายแบบนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่การเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างมีระเบียบ ที่สำคัญที่สุด นักการเมืองพวกนี้ประณามทักษิณว่า เป็นตัวการของความไม่สงบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ยังมีบุคคลสำคัญอีกพระองค์หนึ่งซึ่งในแวดวงทางการเมืองที่จะต้องคำนึงถึง: กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช พระชนมายุ ๘๒ พรรษา ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ครองราชย์นานที่สุดในโลก ในสถานที่ชุมนุมนั้น มีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ซึ่งสายพระเนตรแสดงความเฉยเมยมายังกลุ่มคนเสื้อแดง สำหรับการเคลื่อนไหวของพวกคลั่งเจ้าในประเทศไทยนั้น กษัตริย์ถือว่าเป็นพระบิดาของแผ่นดิน และ “การต่อสู้ของบรรดาลูกๆ” บนท้องถนนนั้นถือว่า เป็นการสร้างความโทมนัสให้กับพระองค์ บางคนถึงกับหวาดผวาว่า ปัญหาของประเทศไทยอาจจะเป็นตัวขัดขวางการหายจากอาการประชวรด้วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งพระองค์ทรงเข้าประทับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลมาตั้งแต่เดือนกันยายน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นเป็นเรื่องแน่นอน เพราะ&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt; “พ่อ”&lt;/span&gt; กำลังจะจากไป และ &lt;span style="color: blue;"&gt;“ลูกๆ”&lt;/span&gt; ของพระองค์กำลังต่อสู้ห้ำหั่นกัน ทุกสมัยเมื่อสิ้นรัชกาลจะเป็นเวลาแห่งโศกนาฏกรรมของชาติ และการครุ่นคิดคำนึงอยู่กับตนเอง ชาวไทยรู้สึกประหวั่นพรันพรึงในเรื่องนี้ หลายคนซึ่งรู้จักแต่เพียงกษัตริย์ภูมิพล ที่ทรงเสด็จขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๘๙ จากสถาบันที่กำลังจะหมดความสำคัญ เมื่อกองทัพเข้าครอบครองโดยยื่นประชาธิปไตยให้เพียงครึ่งใบ พระราชวังจึงต้องรับหน้าที่เป็นตัวแทนแห่งอำนาจอันเป็นที่เคารพ แต่ความเหมาะสมชอบธรรมนั้นขี้นอยู่กับพระอัจฉริยภาพของกษัตริย์ภูมิพล และข้าราชบริพารซึ่งชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างลับๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางพระราชวังยืนยันว่า กษัตริย์ทรงสดชื่นและทรงแข็งแรง แต่คนไทยต่างวิตกกังวลในเรื่องความไม่แน่นอนแห่งการสืบสันตติวงศ์ ยิ่งโดยเฉพาะนักลงทุน ซึ่งหวาดวิตกหนักขึ้นไปอีกเพราะกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งห้ามมิให้มีการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาในเรื่องนี้ เมื่อบริษัทตัวแทนการสำรวจระดับยักษ์ใหญ่ของไทยทำการสำรวจความเห็นจากผู้จัดการกองทุนต่างๆ เกี่ยวกับปัจจัยความเสี่ยงทางการเมืองของปี ๒๕๕๓ ความเห็นร้อยละ ๔๒ เลือกข้อที่ตัวแทนตั้งว่า “การเปลี่ยนแปลงซึ่งไม่สามารถระบุได้” ข่าวลือเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ส่งผลให้เกิดการเทขายของกองทุนในระยะเวลาแค่สองวัน และรัฐบาลถึงกับหัวเสียไล่บี้หาตัวการปล่อยข่าวลืออย่างหนัก หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ดูท่าว่าจะแซงหน้าเหตุการณ์ที่ผ่านมานี้แน่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยยังคงยืนหยัดต่อความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในระยะสีปี จำนวนผู้เสียชีวิตยังถือได้ว่าต่ำ แต่ความโกรธแค้นได้ระเบิดออกมาในเดือนเมษายนที่แล้ว เมื่อเสื้อแดงปะทะกับกองทัพในกรุงเทพ เป็นเวลาเพียงแค่พริบตาเดียวแต่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์อันบีบคั้นที่ถูกเก็บงำมาเนิ่นนาน กองทัพเองเริ่มแสดงให้เห็นถึงความแตกแยก แม้ว่าเรื่องที่น่ากลัวมากที่สุดคือ – สงครามกลางเมือง เป็นเรื่องที่ดูเว่อเกินไป จะมีเหตุผลดีกว่าหากกล่าวว่า ถ้าเป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง และการเมืองที่เข้าขั้นอัมพาตในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ราชบัลลังก์คงผ่านพ้นไปด้วยดี สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ พระชนมายุ ๕๗ พรรษา ทรงเป็นพระโอรสองค์รัชทายาทที่จะสืบราชบัลลังก์ และไม่มีข้อสงสัยใดๆกับการอ้างในเรื่องนี้ การไว้ทุกข์ที่เนิ่นนาน อาจจะนานมากกว่าหกเดือน จะทำให้การต่อสู้ทางการเมืองถูกระงับลง ผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองบางคนอาจสำนึก และหาทางประนีประนอม การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ภูมิพลอาจเป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยสำหรับประเทศไทย: อาจจะเริ่มได้ยินความคิดจากคนรุ่นใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่กษัตริย์พระองค์นี้จะทรงรับภารกิจอันหนักอึ้งที่จะตามมา และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเองโดยทั่วไปแล้วไม่ทรงเป็นที่ชื่นชม และทรงเป็นที่ยำเกรง คนไทยส่วนใหญ่พยายามที่จะไม่คิดถึงเรื่องการขี้นครองราชย์ของพระองค์ นักวิชาการคนหนึ่งกล่าวว่า &lt;span style="color: blue;"&gt;“เมื่อรัชกาลนี้สิ้นสุดลง ก็ไม่มีใครอีกแล้ว”&lt;/span&gt; ผู้ปกครองคนต่อมาจะต้องตามรอยพระบาทแห่งปูชนียบุคคลผู้เปี่ยมด้วยบารมี ซึ่งพระเกียรติคุณได้รับการยกย่องเปรียบดังลัทธิบูชา บทบาทขององค์รัชทายาทในยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่ และตกเป็นเป้าสายตาของประชาชนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายในทุกที่ สำหรับในประเทศไทยแทบจะไม่มีทางเอาเสียเลย นักการทูตอาวุโสคนหนึ่งตั้งคำถามว่า &lt;span style="color: blue;"&gt;“คุณจะตามรอยเท้าผู้วิเศษได้อย่างไร”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange; font-size: large;"&gt;ความกังขาต่อองค์ฟ้าชาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นปริศนาที่คุ้นเคยกันดี กษัตริย์วชิราวุธ รัชกาลที่ ๖ ซึ่งทรงขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๕๓ ทรงพบอุปสรรคกับการตามรอยพระบาทของพระราชบิดา กษัตริย์จุฬาลงกรณ์ ผู้ทรงคล่องแคล่วนำสมัย อันเนื่องมาจาก &lt;span style="color: purple;"&gt;ธงชัย วินิจกุล&lt;/span&gt; ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยวิสคอนซินแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่า แม้ก่อนเสด็จขี้นครองราชย์ พระองค์ทรงได้รับความเสื่อมเสียจากการซุบซิบที่ออกมาจากพระราชวังกล่าวหาว่า พระองค์ทรงมีความประพฤติที่ไม่งาม กษัตริย์วชิราวุธทรงเป็น “นักกวี และนักประพันธ์อันเอกอุ” แต่ทรงไม่ประสบความสำเร็จในฐานะกษัตริย์ซึ่งทรงถูกบดบังบารมีจากความยิ่งใหญ่ของกษัตริย์องค์ก่อน ธงชัยกล่าวในการสัมมนาที่เปิดกว้างให้ประชาชนได้รับฟังเมื่อไม่นานมานี้ว่า &lt;span style="color: red;"&gt;“ราชวงศ์ต่างทำลายกันเอง”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ประชาธิปก รัชกาลที่ ๗ ทรงยิ่งแย่หนักขึ้น การทำรัฐประหารอย่างไม่เสียเลือดเนื้อในปี ๒๔๗๕ ยุติการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และระบอบกษัตริย์เกือบจะหมดความหมาย กษัตริย์ประชาธิปกทรงลี้ภัยไปประทับที่ลอนดอน และทรงสละราชสมบัติในปี ๒๔๗๘ สร้างความเคว้งคว้างอย่างหนัก พระองค์ทรงมอบราชสมบัติให้รัชกาลที่ ๘ พระเชษฐาในกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งทรงสิ้นพระชนม์ในปี ๒๔๘๙ ด้วยการถูกยิงที่พระเศียรอย่างมีเงื่อนงำ กษัตริย์ภูมิพลทรงขี้นครองราชย์ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเอง และทรงเสด็จพระราชดำเนินกลับสวิสเซอร์แลนด์เพื่อทรงศึกษาให้สำเร็จ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในปี ๒๔๖๙ กษัตริย์ประชาธิปกทรงมีพระราชนิพนธ์อย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับจุดอ่อนของการปกครองแห่งกษัตริย์ ในพระราชบันทึก พระองค์ทรงต่อสู้กับความขัดแย้งระหว่างสังคมที่เดินหน้า และกฎแห่งการสืบทอดราชาธิปไตย ซึ่งประเทศไทยในเวลานี้ดูเหมือนกำลังตกอยู่ในสภาพความขัดแย้งเช่นนี้ การปกครองของกษัตริย์เป็นหนึ่ง “ในอุปสรรคสำคัญ” เป็นความเห็นของสาธารณะชนที่ต่อต้านการปกครองแบบเผด็จการ ทรงวิตกว่าใครที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไป พระองค์ทรงบันทึกว่า &lt;span style="color: #cc0000;"&gt;“จะต้องมีหลักประกันทางอื่นเพื่อคานกับกษัตริย์ที่ด้อยความสามารถ” &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาผ่านไปเกือบศตวรรษ หลักประกันนั้นยังไม่ปรากฏ และคนไทยต้องเผชิญกับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชในอนาคตข้างหน้า ทรงเป็นทหารอาชีพ และทรงเป็นนักบินเครื่องบินรบ ซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจหลายอย่างแทนพระราชบิดา ในหลายปีมานี้ พระองค์ทรงว่างเว้นจากพระราชกรณียกิจเนื่องจากทรงเสด็จประทับทางยุโรป ขณะนี้พระองค์ทรงพระราชดำเนินกลับประเทศไทย และทรงออกสู่สายตาประชาชน ซึ่งเป็นสัญญาณที่กึกก้องและชัดเจน สองอาทิตย์หลังจากพระบรมราโชวาทในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาของกษัตริย์ภูมิพล บางกอกโพสต์ลงพระราชประวัติของพระองค์อย่างยกย่องภายใต้หัวข้อว่า: “กษัตริย์ที่ทรงรอคอย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนไทยซึ่งคุ้นเคยกับคุณธรรมของกษัตริย์ภูมิพล ซึ่งรวมถึงการทรงมีพระมเหสีพระองค์เดียว ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และทรงสมถะ สมเด็จพระบรมฯทรงเปรียบเทียบมิได้ เรื่องราวอุจาดของชีวิตส่วนพระองค์กลายเป็นเรื่องซุบซิบประจำวัน วิดีโอที่ออกแพร่หลายในปี ๒๕๕๐ แสดงให้เห็นถึงพระชายาองค์ที่สาม หรือเรียกกันว่า&lt;span style="color: red;"&gt; “อัครชายา”&lt;/span&gt; ทรงชุดเปลื้องพระองค์ในงานฉลองพระกายาหารค่ำอย่างเป็นทางการกับสมเด็จพระบรมฯ นักการทูตกล่าวว่าสมเด็จพระบรมฯ ทรงมีความแหวกแนวจนถึงขั้นพิสดาร: ตัวอย่างเช่น การฉลองอย่างหรูหราให้กับสุนัขส่วนพระองค์&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt; “ฟูฟู”&lt;/span&gt; ซึ่งมียศทางทหาร และในหลายโอกาสที่นั่งร่วมกับบรรดาแขกรับเชิญในงานเลี้ยงฉลองพระกายาหารค่ำ ในช่วงปี ๒๕๒๓ มีข่าวลือว่า ทรงเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมใต้ดิน ซึ่งพระองค์ทรงประทานสัมภาษณ์ให้การปฏิเสธ สร้างแรงดลใจให้เกิดพระนามเล่นว่า “เสี่ยโอ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทางตรงข้าม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรพระขนิษฐา ทรงมีภาพลักษณ์ประดุจเทพซึ่งทรงภารกิจด้านการกุศล คนไทยหลายคนหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวินาทีสุดท้ายโดยการสถาปนาพระองค์ให้ทรงขี้นครองราชย์ นายทหารบางคน และหลายกลุ่มในพระราชวังต่างกล่าวว่า ต้องการให้เจ้าฟ้าหญิงขี้นครองราชย์เป็นองค์ต่อไป ทางเลือกอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้ยินมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้คือ การมอบบัลลังก์ให้กับพระโอรสและธิดาในสมเด็จพระบรมฯ เช่นพระโอรสองค์สุดท้อง พระองค์เจ้าทีปังกร และผู้สำเร็จราชการแผ่นดินอาจจะเป็นเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร คลิปที่ถูกปล่อยออกมานั้นคาดว่า จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของเจ้าฟ้าชาย และเพื่อหาทางเลือกอื่น ทั้งนี้ทั้งนั้น กษัตริย์ภูมิพลดูเหมือนจะทรงตัดสินพระทัยไว้แล้วว่า ผู้ที่จะขี้นครองราชย์องค์ต่อไปคือ สมเด็จพระบรมฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: purple;"&gt;พอล แฮนด์เล่ย์&lt;/span&gt; ผู้แต่งหนังสือพระราชประวัติที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต หนังสือของเขาถูกห้ามจำหน่ายในประเทศไทย เขาคิดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่กษัตริย์ภูมิพลจะทรงตัดสินพระทัยในระหว่างทรงรักษาพระองค์ ในการที่จะยกเลิกสิทธิ์ในสมเด็จพระบรมฯ เพราะต้องออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การเสด็จแปรที่ประทับใช้ชีวิตในยุโรปนั่นค่อนข้างจะเหมาะกว่าสำหรับเจ้าฟ้าชาย ผู้ซึ่งอาจไม่ประสงค์ราชทรัพย์ หรือความสนใจ แต่สิ่งที่คาดหมายว่าจะเกิดขี้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากพระองค์ทรงถูกตัดสิทธิ์จากองค์รัชทายาท คือการนองเลือด นี่จึงเป็นการอธิบายว่า ทำไมทหารรักษาพระองค์จึงไม่อนุญาตให้พกอาวุธต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่งซึ่งทำไมวงการกองทัพจึงไม่ไว้วางใจในสมเด็จพระบรมฯ เพราะในอดีตพระองค์ทรงเคยเกี่ยวข้องกับทักษิณ ซึ่งถูกทหารทำรัฐประหารปล้นอำนาจในปี ๒๕๔๙ ทักษิณมหาเศรษฐีด้านโทรคมนาคม ผู้หันชีวิตมาเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยม เคยกล่าวว่าได้เคยปรนเปรอพระองค์ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงในการทำรัฐประหาร ซึ่งดูเหมือนจะได้รับการสรรเสริญจาก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและมีหน้าที่ให้คำปรึกษาต่อองค์กษัตริย์ ความจริงที่ว่า แม้ทักษิณจะลี้ภัยอยู่ที่ประเทศดูไบ แต่ยังคงติดต่อกับเจ้าฟ้าชาย ซึ่งสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับพวกคลั่งเจ้ากลุ่มเดิม ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ของอังกฤษเมื่อไม่นานมานี้ อดีตนายกรัฐมนตรีได้เทิดทูนสมเด็จพระบรมฯ อย่างหาที่เปรียบไม่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครทราบได้ว่าสมเด็จพระบรมฯ จะทรงเป็นนักปกครองแบบใด สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักสังเกตการณ์ผู้ช่ำชองเกี่ยวกับราชวงศ์ และนักเคลื่อนไหวทางสังคม กล่าวว่า พระองค์ทรงมีวุฒิภาวะมากขึ้นในระหว่างการอภิเษกสมรสครั้งที่สาม และทรงเป็นที่เคารพมากขี้นกว่าในอดีต คนอื่นกล่าวว่า พระองค์ทรงเบื่อหน่ายกับงานพระราชพิธีต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ซึ่งทรงพระเกษมสำราญในการปฏิบัติภารกิจ ผู้สังเกตการณ์ราชวงศ์กล่าวว่า เหนืออื่นใด พระองค์ทรงต้องมีข้าราชบริพารที่มีความสามารถ ที่จะนำทางพระองค์ผ่านหนทางที่เต็มไปด้วยหลุมพรางทางการเมืองที่อยู่ข้างหน้า หลายคนเชื่อว่า สมเด็จพระบรมฯจะทรงแต่งตั้งองคมนตรีของพระองค์เองแทนคนเก่า สำหรับข้าราชบริพารรุ่นเก่าที่รับใช้กษัตริย์ และไม่ไว้ใจในการสืบบัลลังก์ของพระองค์ คงจะถูกเชิญให้ลาออก นักวิชาการต่างประเทศคนหนึ่งกล่าวว่า ข้าราชบริพารชุดใหม่ของพระองค์ “เป็นที่แน่นอนว่า จะไม่มีความสามารถ” เทียบเท่ากับชุดปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange; font-size: large;"&gt;ทรงพลัง แต่ขาดความสุขุม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การชิมลางในเรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เมื่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พยายามที่จะสลับขั้วอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บุคคลซึ่งอภิสิทธิ์เลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั้นถูกขัดขวางจากสมาชิกในพรรคเดียวกัน รวมถึง นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ผู้ช่วยสมเด็จพระบรมฯ ซึ่งวิ่งเต้นเสนอชื่อบุคคลอื่น มีรายงานข่าวว่า ผู้อยู่เบื้องหลัง “ที่มีอำนาจ และทรงพลัง” ได้ผลักดันให้มีการแต่งตั้งตัวเลือกอันดับสอง คืออดีต ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติสมัยรัฐบาลทักษิณขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ต่อมานิพนธ์ลาออกจากคณะรัฐบาล อภิสิทธิ์ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร. ได้ ตำแหน่งปัจจุบันนี้เป็นเพียงแค่รักษาการณ์แทน ความขัดแย้งนี้เปิดเผยให้เห็นว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงแทรกแซงอย่างขาดความรัดกุมเพียงใด แหล่งข่าวจากพระราชวังกล่าวว่า เรื่องนี้สร้างความหัวฟัดหัวเหวี่ยงให้กับบรรดาข้าราชบริพารในกษัตริย์ภูมิพล แหล่งข่าวกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงได้รับการแจ้งว่า “เราไม่ทำเรื่องแบบนี้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แท้จริงแล้ว พระราชวังได้อุปถัมภ์ค้ำชูกองทัพ และข้าราชการมาเป็นเวลาเนิ่นนาน นี่คือวิธีการกุมอำนาจในประเทศไทย อะไรที่ทำให้ทักษิณต้องเป็นตัวคุกคามของพระราชวัง ก็เพราะความหมายมั่นของทักษิณที่จะกุมอำนาจนี้ไว้เช่นกัน ต่อมานักการทูตเอเชียระดับสูงกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ มีพระประสงค์ที่จะเข้าแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี เพื่อขยายฐานสนับสนุนของพระองค์ ยิ่งพระองค์ทรงประสบความสำเร็จมากเท่าไร จะเป็นตัวกำหนดได้ว่าพระองค์จะทรงอำนาจได้นานแค่ไหน โอกาสอีกอย่างหนึ่งคือ การพระราชทานอภัยโทษให้ทักษิณ เพื่อที่ทักษิณจะได้เดินทางกลับมาบริหารประเทศในกษัตริย์พระองค์ใหม่ ซึ่งจะสร้างความปรีดาให้กับคนเสื้อแดง แต่จะสร้างความขวัญหนีดีฝ่อให้กับศักดินาในกรุงเทพ และสร้างความแตกแยกในกองทัพ สำหรับเสียงสนับสนุนจากสาธารณะชนนั้น ดูเหมือนว่าจะไม่น่าเป็นไปได้ ผู้ใกล้ชิดทางการเมืองคนหนึ่งกล่าวว่า สมเด็จพระบรมฯ ทรงทราบว่าพระองค์ทรงไม่ได้รับความชื่นชม แต่ “พระองค์ทรงไม่สนใจ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ คือการลดขนาดของระบอบกษัตริย์ให้ลดลงเท่ากับเมื่อในอดีต การปรับปรุงสถาบันตั้งแต่ระดับสูงลงมาย่อมน่าพิสมัยมากกว่า การถูกผลักดันจากระดับล่างด้วยเสียงเรียกร้องให้มีการตั้งเป็นสาธารณรัฐ ตลาดหุ้นในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพลได้ตกฮวบมาตั้งแต่ตอนที่ราคาสูงสุดในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ เมื่อพระองค์ทรงสามารถจะออกคำสั่งให้เผด็จการทหารยุติการกระทำ และระงับเสีย ในไม่กี่ปีมานี้ ได้เปิดเผยให้เห็นอำนาจอันมีจำกัดของพระองค์ ในปี ๒๕๕๑ กษัตริย์ไม่ทรงสามารถยุติการกระทำของฝ่ายพันธมิตรในการก่อความวุ่นวายในนามของพระองค์ ข้าราชบริพารระดับสูง ถอนหายใจและกล่าวว่า &lt;span style="color: red;"&gt;“พวกเราคาดหวังจากพระองค์มากเกินไป”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นที่แน่ชัดว่า ประเทศไทยต้องการความสมดุลใหม่ บางคนกลัวว่า เมื่อสุญญากาศแห่งอำนาจที่ถูกระบอบกษัตริย์อันอ่อนกำลังได้ละทิ้งไป จะถูกกองทัพเข้ามายึดแทน ซึ่งเป็นอำนาจชักใยเบื้องหลังของความสวยหรูที่ฉาบทองของพระราชวังอยู่แล้ว แต่นายพลทั้งหลายซึ่งยึดอำนาจด้วยการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ นั้นบริหารประเทศอย่างไร้ฝีมือ และจำต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงในอีก ๑๕ เดือนต่อมา ตระกูลนักธุรกิจทั้งหลายไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย และต้องการให้นักการเมือง และมืออาชีพบริหารประเทศแทน ส.ส.หลายคนที่ถูกห้ามเล่นการเมือง ซึ่งบางคนหวังว่าจะได้เข้าเป็นพรรคเสียงข้างมาก จะได้กลับเข้าสู่เวทีการเมืองอีกในปี ๒๕๕๕ แต่กติกาการเล่นจะต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บางคนอาจแย้งว่า กษัตริย์ภูมิพลทรงมีส่วนรับผิดชอบกับการวางรากฐานของสถาบันประชาธิปไตยต่างๆ ที่ล้มเหลวในประเทศไทย แฮนด์เล่ย์กล่าวว่า แค่ขี้นอยู่กับ “คนเก่งเพียงไม่กี่คน” และกองทัพที่นำพาประเทศเข้ารกเข้าพงแบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับราชวงศ์ ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเป็นแนวหน้าแห่งเสรีภาพในภูมิภาคซึ่งค่อนข้างถูกบีบคั้น การเมืองอย่างกระท่อนกระแท่นไม่ได้เป็นตัวการทำให้การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจหยุดยั้งลง เหมือนกับการที่ข้าราชการต่างๆ กุมบังเหียนแน่นในการบริหารประเทศแบบเช้าชามเย็นชามเช่นนี้ ในยุคปี ๒๕๓๓&lt;span style="color: cyan;"&gt; (ค.ศ.๑๙๙๐)&lt;/span&gt; กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนทางตะวันตกหวังว่า ประชาสังคมไทยที่มีพลวัต &lt;span style="color: cyan;"&gt;(Dynamism)&lt;/span&gt; สูงอาจจะขยายไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านต่างๆ แต่กลับกลายเป็นว่า ขณะนี้บางคนมองประเทศไทยว่า เป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยแบบสุกเอาเผากิน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นั่นอาจจะเป็นการกล่าวที่รุนแรงเกินไป กลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อเหลืองที่เป็นอริกันในประเทศไทยนั้นแม้มีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องประชาธิปไตย แต่ทั้งสองฝ่ายต้องการระบบการเมืองที่มีความยุติธรรม ปีที่แล้วเพื่อที่จะวัดเรื่องความอดทน มูลนิธิเอเชียซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนียได้ออกสำรวจความเห็นของคนไทยในเรื่องนี้ และผลสำรวจพบว่าร้อยละ ๗๙ ยอมให้พรรคการเมืองต่างๆซึ่งไม่ได้รับความนิยมเข้าเยี่ยมพื้นที่ตัวเองได้ เพียงร้อยละ ๖ เท่านั้นที่กล่าวว่า พวกเขาจะเลิกคบเพื่อนซึ่งเข้าร่วมพรรคฝ่ายตรงข้ามกับตัว นับว่าเป็นตัวเลขที่น่าชื่นชมมากกว่าอีกหลายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยของเอเชีย เกือบจะทุกคนต่างเห็นด้วยว่า รัฐบาลประชาธิปไตยเป็นรูปแบบที่ดีที่สุด แม้ว่าร้อยละ ๓๐ จะยอมรับการปกครองแบบเผด็จการในบางสถานการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเทศไทยยังไม่ยอมแพ้ในเรื่องประชาธิปไตย แต่การสะสางปัญหาที่สะสมทางการเมืองนั้นจะต้องรวมไปถึงการกล่าวถึงกษัตริย์ แน่นอน สำหรับความเชื่อของคนไทย การพูดเรื่องการสิ้นรัชกาลของกษัตริย์ภูมิพล ถือว่าเป็นเรื่องเลวทราม – และเป็นเรื่องอัปมงคล แต่เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เป็นการเสี่ยงมากเกินไป ความเคารพยำเกรง และความหวาดกลัวเป็นตัวปิดตายต่อการแสดงความคิดเห็น ใครก็ตามหากเปิดปากในเรื่องนี้จะเสี่ยงต่อการถูกจับตามกฎหมายหมิ่นฯ หรือกฎหมายคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งออกใหม่และมีความเหี้ยมพอกัน ประชาชนหลายคนได้ถูกดำเนินคดีในข้อหาทำให้กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์เสื่อมเสียชื่อเสียง รวมไปถึงชาวออสเตรเลียซึ่งถูกจำคุก &lt;span style="color: cyan;"&gt;(ต่อมาได้รับอิสรภาพด้วยการรับพระราชทานอภัยโทษ)&lt;/span&gt; จากนวนิยายที่เขาแต่งขึ้นมา มีเนื้อหาบรรยายถึงองค์รัชทายาทในทางเสื่อมเสีย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เบื้องหลังประตูที่ปิดตายนั้น มีการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ถึงอนาคตของสถาบันกษัตริย์เมื่อสิ้นรัชกาล จากคำพยากรณ์ในอดีตที่ว่า ราชวงศ์จักรีจะสิ้นสุดเพียงรัชกาลที่ ๙ กษัตริย์ภูมิพลทรงเป็นพระรามาที่ ๙ มีเสียงเล็ดรอดออกมาในเรื่องเป็นสาธารณรัฐ – ซึ่งสื่อเลือกข้างในประเทศไทยไม่เคยรายงานในเรื่องนี้ บางกอกโพสต์โจมตีด้วยสำนวนแบบเดิมที่มีทั้งความภาคภูมิใจ และการข่มขู่ในคำสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระพรชัยมงคลในวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ในเดือนธันวาคมว่า: “ความรักของชาวไทยที่มีต่อองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้นช่างฝังแน่นในจิตใจของคนทั้งชาติ เจตนารมณ์อย่างอื่นนั้นให้เลิกคิดไปได้”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในวงในของพระราชวัง เริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเริ่มต้นขึ้น พวกคลั่งเจ้าระดับอาวุโสทราบดีว่า พระบุคลิกภาพ และพระบารมีไม่สามารถถ่ายทอดไปยังรัชทายาทได้ง่ายๆ นี่คือประเด็นสำคัญที่ถึงทางตันของราชวงศ์แห่งประเทศไทย สุลักษณ์กล่าวว่า และกษัตริย์ภูมิพลทรงทราบในเรื่องนี้ สุลักษณ์กล่าวไว้ว่า กษัตริย์ “ทรงปรารถนาที่จะเห็นรัชสมัยหน้า จะไม่มีการนองเลือด”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายนี้ อันเนื่องมาจากสุลักษณ์ที่ว่า เมื่อไม่นานมานี้กษัตริย์ภูมิพลทรงเชิญนักการทูตที่ทรงไว้พระทัยสามคนให้ร่วมเสนอความคิดที่จะปรับปรุงสถาบัน นักการทูตคนหนึ่งได้ขอคำแนะนำจากสุลักษณ์ โดยอธิบายว่า การวินิจฉัยนั้นจะเสนอแด่องค์กษัตริย์เท่านั้น สุลักษณ์ตอบว่า พระราชวังจะต้องโปร่งใสในด้านการเงิน รวมถึงพระราชทรัพย์ประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท &lt;span style="color: cyan;"&gt;(หนึ่งล้านสองแสนล้านบาท)&lt;/span&gt; ซึ่งบริหารโดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ แยกพระองค์จากกองทัพ และเปิดรับการวิจารณ์ของสาธารณะ สุลักษณ์แย้งว่า การเป็นประมุขเพียงแค่ในนามอย่างทางยุโรป จะช่วยให้กษัตริย์องค์ต่อไปในอนาคตคงดำรงอยู่ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange; font-size: large;"&gt;เก็บรักษาต้นไม้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุลักษณ์ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นฯ เสมอ เขายืนยันว่าเขาเป็นผู้นิยมระบอบราชาธิปไตยอยู่เต็มสายเลือด เขากล่าวว่า&lt;span style="color: red;"&gt; “การจะโค่นต้นไม้นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ผมคิดว่า จะเป็นการดีกว่าถ้าจะเก็บรักษาไว้”&lt;/span&gt; การเลือกก้าวเดินดังกล่าวอาจจะช่วยราชวงศ์จักรีไว้ได้ แต่การทบทวนแบบวิธีสุดโต่งนี้ ดูจะเป็นไปได้ยาก การยอมให้ฝ่ายตรงข้ามโจมตีผู้ปกครองที่ขาดความมั่นคงนั้น อาจจะทำให้เกิดการขยายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในรัชสมัยกษัตริย์ภูมิพล การปิดปากฝ่ายตรงข้ามเป็นดาบสองคม หลายคนยอมอดทนแต่ขาดซึ่งความเคารพ สมเด็จพระบรมฯ ทรงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะพบปัญหานี้เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อหมดสิ้นระบอบกษัตริย์แล้ว จะมีสภาพอย่างไร ประเทศไทยอาจจะยังไม่พร้อมสำหรับเรื่องนี้ ในสเปน งบประมาณสำหรับพระราชวังต่อปีนั้นเป็นจำนวน ๔๒๐ ล้านบาท และถูกตรวจสอบโดยรัฐบาล นอร์เวย์ใส่บัญชีของราชวงศ์ทางเว็บไซต์ ไม่มีทางที่จะค้นหาว่าค่าใช้จ่ายของราชวงศ์อย่างเริดหรูนั้นจะเป็นจำนวนเท่าไร ญี่ปุ่นอาจจะเป็นแบบที่เหมาะกว่า ซึ่งสื่อแห่งชาติให้ความเคารพโดยการไม่แตะต้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลแห่งความปราชัยในสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อการเข้ายึดครองของสหรัฐฯได้จำกัดอำนาจของจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่น พระราชวังแห่งราชวงศ์อื่นๆ ก็ถูกสภาลดขนาดลงเช่นกัน และได้เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี ๒๔๗๕ แต่ต่อมากษัตริย์ภูมิพลได้ทรงเปลี่ยนกลับไปใช้แบบเก่า เป็นที่แน่นอนว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญบางข้อ เพื่อลดบทบาทแห่งความมีอำนาจสูงสุดของประเทศ อำนาจในประเทศไทยเป็นเครือข่ายแบบอุปถัมภ์ซึ่งเริ่มต้นที่กษัตริย์ นั่นคือสาเหตุว่าทำไมบรรดารัฐมนตรีผู้มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย จึงสนใจแต่ตำแหน่งของตัวเอง และคอยเหลือบมองสัญญาณจากพระราชวัง นักการทูตอาวุโสชาวตะวันตกคนหนึ่งกล่าวว่า อภิสิทธิ์เอาแต่ร่วมงานตัดริบบิ้นต่างๆของราชวงศ์ จนสุดที่จะคิดว่า อภิสิทธิ์จะหาเวลาที่ไหนมาบริหารประเทศ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;การเซ็นเซอร์ในเรื่องราชวงศ์ทำให้การถกเถียงต้องมีการปิดบัง เป็นเรื่องที่น่าสมเพช พระราชดำรัสที่มีชื่อเสียงของกษัตริย์ภูมิพลเมื่อปี ๒๕๔๘ ที่ว่า&lt;span style="color: red;"&gt; พระองค์ไม่ได้อยู่เหนือการวิจารณ์ แต่ไม่มีใครกล้าพร้อมจะทดสอบในเรื่องนี้&lt;/span&gt; แม้ว่าอินเตอร์เน็ตจะระดมด้วยความเห็นต่างๆ แต่ข้อห้ามนั้น ยังคงถูกยืนยัน และเนื่องจากประเทศนี้ไม่เคยเปิดโอกาสให้มีการพูดอย่างอิสระ ประชาชนจึงไม่มีโอกาสเตรียมตัวเพื่อรับมือกับหนทางอันขรุขระ ซึ่งทอดยาวอยู่ข้างหน้า&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;The Economist&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2010/03/21/thailands-succession-as-father-fades-his-children-fight/"&gt;liberalthai : ดิอิโคโนมิสต์: การสืบสันตติวงศ์ – พ่อทรงร่วงโรย ลูกๆต่างขับเคี่ยว&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-3696956103768435590?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/3696956103768435590/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=3696956103768435590&amp;isPopup=true' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3696956103768435590'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3696956103768435590'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2010/04/blog-post_18.html' title='การสืบสันตติวงศ์ : พ่อทรงร่วงโรย ลูกๆต่างขับเคี่ยว'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2634372055919384148</id><published>2010-04-18T03:16:00.000-07:00</published><updated>2010-04-18T03:21:26.869-07:00</updated><title type='text'>หลังรัชสมัยองค์กษัตริย์ภูมิพล</title><content type='html'>&lt;span style="font-size: large;"&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;After Bhumibol&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.gulf-daily-news.com/NewsDetails.aspx?storyid=262564"&gt;Gulf Daily News&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: orange;"&gt;แปลและเรียบเรียง&amp;nbsp;:&lt;/span&gt; &lt;span style="color: red;"&gt;&amp;nbsp;แชพเตอร์ ๑๑&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&amp;nbsp; &lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;ใ&lt;/span&gt;นประเทศไทย ประชาชนต้องโดนติดคุกหัวโตถ้าวิจารณ์พระราชวงศ์ สื่อไทยจึงต้องปิดปากเงียบต่อคำถามที่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากสิ้นรัชกาลกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้กษัตริย์พระชนมายุ ๘๑ พรรษา ได้เข้ารับรักษาพระวรกายในโรงพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว จึงมีข่าวลือสะพัดด้วยความหวาดกลัวว่า พระองค์ทรงสิ้นแล้ว เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเพียงวันเดียวตลาดหุ้นกรุงเทพดิ่งลงร้อยละ ๘ จากข่าวลือที่ว่า พระสุขภาพของพระองค์ทรุดลงมากกว่าที่ทางพระราชวังได้แถลงการณ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพลทรงครองราชย์มายาวนานถึง ๖๓ ปี และทรงเป็นเคารพโดยทั่วไป ประเทศไทยตกอยู่ในวิกฤติที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เคยมีมาในทางการเมืองถึง ๓ ปี ตั้งแต่เป็นประเทศประชาธิปไตยแบบลุ่มๆดอนๆมามากกว่าสองทศวรรษ และนับได้ว่ากษัตริย์ทรงเป็นปัจจัยสำหรับการรวมศูนย์ใจและความมั่นคงที่ยังคงเหลืออยู่ การสิ้นสุดรัชกาลของพระองค์ย่อมทำให้เรื่องต่างๆยิ่งเลวร้ายลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิกฤติดังกล่าวมีผลเนื่องมาจากประชาธิปไตย ประเทศไทยได้เริ่มเป็นประเทศกึ่งพัฒนา นับตั้งแต่กษัตริย์ภูมิพลขี้นครองราชย์ รายได้ถัวเฉลี่ยของประชาชนได้เพิ่มขึ้นสี่สิบเท่า แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงอาศัยในชนบทและค่อนข้างยากจน คะแนนเสียงของพวกเขาได้ถูกซื้อโดยนักการเมืองท้องถิ่นที่มีอิทธิพล และส่งผ่านต่อไปยังพรรคการเมืองใดๆก็ตามที่มีพื้นฐานเป็นชาวกรุงที่จ่ายเงินให้มากที่สุด แต่มิได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับตั้งแต่ประชาชนชาวชนบทจำนวนมากทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้รับความรู้และมีความเข้าใจมากขึ้น พวกเขาเริ่มใช้คะแนนเสียงสนับสนุนนักการเมืองต่างๆที่สัญญาว่า จะรักษาผลประโยชน์ของพวกเขา ไม่ใช่เอาแต่ไปปรนเปรอให้กับพวกศักดินาที่มีฐานะในกรุงเทพ ในปี ๒๕๔๔ พวกเขาได้เลือกนักการเมืองอันเป็นที่นิยม และมีพื้นฐานที่ถ่อมตน และเขาคนนั้นคือ ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษิณสร้างฐานะขึ้นมาจากธุรกิจโทรคมนาคม และถ้าเขาไม่ร่ำรวย เขาอาจจะไม่ชนะการเลือกตั้งก็ได้ แต่เขาได้บริหารประเทศเพื่อผลประโยชน์ของคนยากจน ในปี ๒๕๔๘ เขาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอีกครั้งด้วยคะแนนเสียงข้างมากที่เพิ่มขี้นกว่าครั้งแรก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนาในเรื่องของความเป็นประชาธิปไตย สำหรับคนยากจนที่มีจำนวนมากกว่าคนร่ำรวย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ว่า จะต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงจากศักดินาอำมาตย์หัวโบราณ ซึ่งมาในแนวของพวกพันธมิตร อันเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองมีเป้าหมายเพื่อจะล้มเลิกความเป็นประชาธิปไตย พวกเขาสร้างความยั่วยุเมื่อประจันหน้าบนท้องถนนกับฝ่ายสนับสนุนทักษิณ&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (ซึ่งแต่งสีแดง) &lt;/span&gt;พันธมิตรสร้างข้อแก้ตัวให้กับกองทัพเพื่อเข้ายึดอำนาจโดยการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างถาวร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #cc0000;"&gt;ผู้สนับสนุนพันธมิตรซึ่งเป็นคนกรุง และชนชั้นกลางเข้ายึดท้องถนนในเมืองเหลวง แม้กระทั่งกระทำการล้มรัฐบาลที่พวกเขาไม่ต้องการ แต่พันธมิตรไม่สามารถบังคับให้ชาวชนบทส่วนใหญ่เลิกความภักดีที่เขามีอยู่ได้ ประเทศถูกแบ่งแยกอย่างน่าอันตราย และการเมืองกลายเป็นอัมพาต และคนไทยหลายคนเชื่อว่า มีแต่กษัตริย์ภูมิพลพระองค์เดียวเท่านั้นที่จะทรงยึดเหนี่ยวประเทศไว้ได้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจจะใช่ แม้ว่าจะมีความสงสัยว่าพระองค์ทรงสนับสนุนให้ทำรัฐประหารในปี ๒๔๔๙ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ทรงยอมรับเท่านั้น&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล อดีตนักข่าวที่มีชื่อเสียง ได้ถูกตัดสินจำคุกถึง ๑๘ ปีหลังจากที่เธอได้ทำการปราศรัยเป็นนัยว่า กษัตริย์ทรงสนับสนุนการทำรัฐประหาร)&lt;/span&gt; อย่างไรก็ดี การสิ้นรัชกาลนั้นย่อมทำให้วิกฤติยิ่งตกหนักมากขึ้น เนื่องจากองค์รัชทายาทที่ดูเหมือนจะสืบสันตติวงศ์นั้นไม่ทรงเป็นที่รัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงมีชีวิตส่วนพระองค์ที่โลดโผน รวมถึงการอภิเษกสมรสถึงสามครั้ง แทบจะไม่ได้เปลี่ยนการวางพระองค์ในระยะเวลา ๕๗ ปีที่ทรงอยู่ภายใต้เงาของพระราชบิดา ในเวลาที่ปกติ พระองค์อาจจะเป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างสมบูรณ์ แต่คนไทยได้ตัดสินใจแล้ว จะยุติธรรมหรือไม่ก็ตามที่ว่า ความภักดีที่จะมอบให้พระองค์นั้นมีไม่มากนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณทรงไม่ได้รับความเคารพเยี่ยงพระราชบิดา ซึ่งทรงมีบทบาทในการสมานความร้าวฉานและสร้างความสงบ และได้มีการเสนออย่างเงียบๆว่าพระขนิษฐา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร อาจจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้ดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากแม้ว่ากฎหมายไทยได้เปลี่ยนให้ผู้หญิงขี้นครองราชบัลลังก์ได้ และรัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้สิทธิการตัดสินใจการสืบสันตติวงศ์ตกในมือขององคมนตรีทั้ง ๑๙ คน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาคงไม่เปลี่ยนแปลงในเรื่ององค์รัชทายาท แต่จากความจริงแท้ที่ว่า อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นก็ได้ ซึ่งยิ่งสร้างความไม่แน่นอนและโอกาสที่จะเกิดปฏิกิริยาต่อความขัดแย้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การออกแถลงการณ์พระอาการของกษัตริย์ของสำนักพระราชวังเกือบจะทุกวัน ล้วนแล้วแต่สร้างความหวัง แต่การอ้างถึงแต่เรื่อง “พระปับผาสะ&lt;span style="color: #e69138;"&gt; (ปอด)&lt;/span&gt; อักเสบ” อันเป็นคำพูดที่สวยหรูสำหรับการเรียกโรคนิวมอเนีย ซึ่งเป็นโรคที่มีโอกาสจะคร่าชีวิตคนในวัยชรา จึงเป็นการสมควรแล้วที่พสกนิกรชาวไทยจะมีความวิตกกังวล ขอทรงพระเจริญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: purple; font-size: x-large;"&gt;Gwynne Dyer&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #990000;"&gt;October 25, 2009&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/10/27/after-bhumibol/"&gt;liberalthai : หลังรัชสมัยองค์กษัตริย์ภูมิพล&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2634372055919384148?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2634372055919384148/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2634372055919384148&amp;isPopup=true' title='7 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2634372055919384148'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2634372055919384148'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2010/04/after-bhumibol.html' title='หลังรัชสมัยองค์กษัตริย์ภูมิพล'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>7</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-8139172728807845771</id><published>2010-04-17T00:37:00.000-07:00</published><updated>2010-04-17T01:04:15.132-07:00</updated><title type='text'>ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า”  : จักรภพ เพ็ญแข</title><content type='html'>&lt;div class="separator" style="clear: both; text-align: center;"&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/S8lrPMu86OI/AAAAAAAAAiY/Oek9pkDz42o/s1600/12_043140_90.jpg" imageanchor="1" style="margin-left: 1em; margin-right: 1em;"&gt;&lt;img border="0" height="320" src="http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/S8lrPMu86OI/AAAAAAAAAiY/Oek9pkDz42o/s320/12_043140_90.jpg" width="302" wt="true" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: x-large;"&gt;ข&lt;/span&gt;ณะนี้การประโคมข่าว&lt;span style="color: blue; font-size: large;"&gt; “ล้มเจ้า”&lt;/span&gt; ดังจนผิดปกติ เครือข่ายอำมาตย์ในขั้วตรงข้ามกับประชาธิปไตยนั้นไม่ต้องห่วง รัวเสียราวกับวงโยธวาทิต แถมยังมีเสียงแว่วมาจาก “เวทีประชาธิปไตย” ร่วมสนุกกล่าวหาตามแห่ไปกับเขาด้วยว่ากลุ่มนั้นกลุ่มนี้คิด “ล้มเจ้า” เหมือนมุ่งจะเอาใจใครบางคน &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลาเหมือนจะหมุนกลับไปไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปี &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: purple;"&gt;เสมือนเราทุกคนยังอยู่ในยุคปลุกผีคอมมิวนิสต์ เพียงคราวนี้ใช้มาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาแทนที่ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ในยุคสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นกฎหมายเผด็จการโบราณที่ทำลายชีวิตและอนาคตของคนบริสุทธิ์ไปมากมายเหลือคณานับ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แถมใช้อย่างถี่ยิบไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะไปหลงเชื่อคนที่คอยเสี้ยมให้เล่นงานคนนั้นคนนี้ และให้ข้อมูลผิดๆ ว่ามีอยู่ไม่กี่คน ฟันลงไปเถิด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในที่สุดก็เกิดเป็นกระแส &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงการ “ล้มเจ้า” อย่างจริงจังในประวัติศาสตร์ไทยเคยเกิดขึ้นเพียง ๒ ครั้ง นั่นคือเมื่อคราว &lt;span style="color: blue;"&gt;“กบฏ ร.ศ.๑๓๐”&lt;/span&gt; ซึ่งล้มเหลวเพราะถูกหักหลัง และการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ หรือ &lt;span style="color: red;"&gt;“การอภิวัฒน์”&lt;/span&gt; ที่เริ่มต้นด้วยท่าทีเด็ดขาด แต่แล้วค่อยๆ ผ่อนท่าทีลงจนกลายเป็นการหารือร่างรัฐธรรมนูญระหว่างกัน หลังจากนั้นก็เกิดกระบวนการฟื้นฟูอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์มาเรื่อย โดยเฉพาะหลังการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนกระทั่งทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญถาวรกลายเป็นของพระราชทาน แทนที่จะเป็นคณะราษฎร์เสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มา &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าทีสมานฉันท์ อย่างการตั้งรัฐบาลร่วมกันโดยเอาฝ่ายอำมาตย์แท้ๆ อย่างพระยามโนปกรณ์นิติธาดามาเป็นตัวประธานกรรมการราษฎร&lt;span style="color: purple;"&gt; (นายกรัฐมนตรี)&lt;/span&gt; ก็กลายเป็นเปิดทางให้ฝ่ายอำนาจเก่าเขามาเอาอำนาจคืนอย่างดิบๆ ถึงขั้นเนรเทศหัวหน้าคณะราษฎร์สายพลเรือนไปต่างประเทศ ท่านที่เหลือต้องรวมกำลังกันยึดอำนาจซ้ำอีกครั้งเพื่อเอาประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ก็ถูกทำลายซ้ำแล้วซ้ำอีกจนแทบไม่เหลือซาก &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;ความจริงเมื่อวันชาติยุคหลังๆ ถูกเปลี่ยนจาก ๒๔ มิถุนายนมาเป็นวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ชัดแล้วในเรื่องระบอบ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทวนความจำเพื่อจะบอกว่า จากนั้นไม่มีความพยายามใดๆ อีกเลย ที่จะพรากสังคมนี้จากสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนอกจากจะปลูกฝังกันอย่างเข้มข้นเกือบทุกวันทุกเวลาแล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้นด้วย ปัจจัยใดๆ จากภายนอกจะเข้ามาโยกหรือสั่นคลอนได้เล่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพียงดำรงพระสถานะเดิมและใช้พระราชอำนาจอย่างสมควรแก่เหตุ สถาบันนี้จะอยู่คู่สังคมไทยโดยไม่มีใครวิพากษ์วิจารณ์ลับหลัง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมถึงได้สงสัยว่าคนที่เจตนาพูดคำว่า “ล้มเจ้า” นั้น เขากำลังคิดอะไรอยู่ กำลังดูแคลนศักยภาพของสถาบันจนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสียเองหรือไม่ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;หรือกำลังระดมฉายไฟเข้าไปยังสถาบัน &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;ทำให้สถาบันกลายเป็นจุดสนใจโดยไม่จำเป็น&lt;/span&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;? &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงพฤติกรรมแกล้งโง่เหล่านี้ เราก็พอรู้อยู่หรอกครับ แต่ผู้ที่อยู่ในสถาบันควรทราบว่า คนที่ชิงเล่นบทจงรักภักดีโดยไม่ทำอะไรที่เป็นคุณประโยชน์ให้ ได้แต่กล่าวประณามคนอื่นว่าจงรักภักดีไม่เท่าตน หรือสาดคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ จนสุดท้ายสถาบันต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางสังคมแทนนั้น สุดท้ายคือผู้ที่ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์มากที่สุด &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รวมทั้งคนที่อ้างตัวว่าเป็นประชาธิปไตย แล้วทำลายคนอื่นด้วยข้อหา “ล้มเจ้า” อย่างสามานย์นั่นด้วย &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red;"&gt;การรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเหมาะสมคือการอนุวัตรไปตามโลก โดยรักษาแก่นไว้ให้มั่นคง ไม่ใช่ลืมตาตื่นขึ้นก็มองหาว่าใครจะเป็นเหยื่อในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้บ้าง&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงก็คือ มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยในขณะนี้ที่ตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของสถาบัน โดยไม่ได้มุ่งหมายจะโค่นล้มหรือทำอันตรายใดๆ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้มีการกล่าวอ้างสถาบันเพื่อการเมืองจนสังคมสับสน หากเปิดโอกาสให้ถามและตอบอย่างวิญญูชน แทนที่จะอ้างกฎหมายหมิ่นฯ มาฟาดฟันกันอย่างที่เป็นอยู่ ว่าเราจะประคองสถาบันให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้อย่างไร ผมเชื่อว่าจะเป็นคุณกับประเทศชาติมากกว่า &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;สั่งให้หยุดพฤติกรรมผลักฝ่ายเดียวกันให้เป็นศัตรูเถิดครับ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มองให้เห็นว่าคนที่จะ “ล้มเจ้า” ตัวจริง ก็คือคนที่อวดอ้างความ “รักเจ้า” จนเกินกว่าเหตุและสร้างผลลัพธ์ในทางกลับกันเถิดครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;เลิกสนุกสนานกับบทบาท “ผู้เล่น” กลับขึ้นไปเป็น “กรรมการผู้ทรงเกียรติ” ดังเดิมเถิดครับ&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช้ตัวแทนวัฒนธรรมใหม่อย่างคุณทักษิณให้เป็น เพื่อบริหารบ้านเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านที่ต้องใช้ทั้งภูมิปัญญาเดิมและภูมิปัญญาใหม่ผสมผสานกัน อย่าคิดกำจัดเพียงเพราะคุมโมหะจริตไม่อยู่เลยครับ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และทำในสิ่งที่ควรทำ &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมขอตราไว้ตรงนี้ว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ได้ช่วยอะไรสถาบันพระมหากษัตริย์ได้เลย ความเข้าใจถูกหรือผิดต่อสถาบัน กระทำได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่ด้วยลมปากของใคร แต่ด้วยสิ่งที่คนไทยทั่วประเทศและทั่วโลกเขามองเห็นอยู่จริง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้าตั้งมั่นอยู่ในธรรมแล้ว อย่าได้หวั่นกลัวสิ่งใด เว้นแต่เงาของตนเอง &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt;เพราะในบ้านนี้เมืองนี้ ผลกระทบใดๆ ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ย่อมมาจากสถาบันพระมหากษัตริย์เองเท่านั้น.&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: red; font-size: large;"&gt;&lt;strong&gt;จักรภพ เพ็ญแข&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: #660000;"&gt;คอลัมน์&lt;/span&gt;&lt;span style="color: blue;"&gt; “ผมเป็นข้าราษฎร”&lt;/span&gt; &lt;br /&gt;&lt;span style="background-color: white; color: red;"&gt;Thai Red News&lt;/span&gt; ฉบับที่ 45 &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่มา : &lt;a href="http://thaienews.blogspot.com/2010/04/blog-post_7341.html"&gt;Thai E-News : ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า” &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-8139172728807845771?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/8139172728807845771/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=8139172728807845771&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8139172728807845771'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8139172728807845771'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2010/04/blog-post.html' title='ความจริงเรื่อง “ล้มเจ้า”  : จักรภพ เพ็ญแข'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/S8lrPMu86OI/AAAAAAAAAiY/Oek9pkDz42o/s72-c/12_043140_90.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-3773641969740303942</id><published>2009-05-17T02:12:00.000-07:00</published><updated>2009-05-17T02:25:07.027-07:00</updated><title type='text'>อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ใน&lt;/span&gt;สถานการณ์แห่งการเรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นและกว้างขวางเป็นพิเศษนี้ สังคมไทยควรนำ “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1” &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2475)&lt;/span&gt; มาศึกษากันอย่างครบถ้วนกระบวนความ และอย่างเปิดเผยกว้างขวางเป็นสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจความหมายของ “ประชาธิปไตย” และ “ความเป็นธรรม” ที่กำลังเรียกร้องกันอยู่ให้ชัดเจน เพื่อสร้าง “อุดมการณ์ร่วมกัน” ในการเดินหน้าต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ทำไมจึงจำเป็นต้องศึกษา “ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1”&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำตอบตรงไปตรงมา เพราะประกาศฉบับดังกล่าวคือ “สัญญาประชาคม” &lt;span style="color:#993300;"&gt;(social contract) &lt;/span&gt;แห่งการเริ่มต้นสังคมประชาธิปไตยไทย เมื่อแรกเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สัญญาประชาคมดังกล่าวจึงเป็นเสมือน “รากฐาน” ของระบอบประชาธิปไตยในสังคมไทย หากประชาธิปไตยที่เราเรียกร้องไม่ได้ยึดโยงอยู่กับรากฐานดังกล่าว มันก็จะกลายเป็น“ประชาธิปไตยไร้ราก” ที่เป็นเพียงของเล่นซึ่งนำมากล่าวอ้างกันเพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเท่านั้นเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;br /&gt;สาระสำคัญของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 อาจสรุปได้ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:85%;color:#ff0000;"&gt; [1]&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;1.&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(1)&lt;/span&gt; “...กษัตริย์...ทรงอำนาจอยู่เหนือกฎหมายเดิม ทรงแต่งตั้งญาติวงศ์และคนสอพลอไร้คุณความรู้ให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญๆ ไม่ทรงฟังเสียงราษฎร ปล่อยให้ข้าราชการใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต มีการรับสินบนในการก่อสร้างและการซื้อของใช้ในราชการ หากำไรในการเปลี่ยนเงิน ผลาญเงินของประเทศ ยกพวกเจ้าขึ้นให้สิทธิพิเศษมากกว่าราษฎร กดขี่ข่มเหงราษฎร ปกครองโดยขาดหลักวิชา ปล่อยให้บ้านเมืองเป็นไปตามยถากรรม…”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(2)&lt;/span&gt; “...รัฐบาลของกษัตริย์มิได้ปกครองประเทศเพื่อราษฎรตามที่รัฐบาลอื่นๆ ได้กระทำกัน...ได้ถือเอาราษฎรเป็นทาส&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ซึ่งเรียกว่าไพร่บ้าง ข้าบ้าง)&lt;/span&gt; เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ไม่นึกว่าเป็นมนุษย์ เหตุฉะนั้น แทนที่จะช่วยราษฎร กลับพากันทำนาบนหลังราษฎร...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(3)&lt;/span&gt; “…รัฐบาลของกษัตริย์ได้ปกครองอย่างหลอกลวงไม่ซื่อตรงต่อราษฎร มีเป็นต้นว่าหลอกว่าจะบำรุงการทำมาหากินอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ครั้นคอยๆ ก็เหลวไป หาได้ทำจริงจังไม่ มิหนำซ้ำกล่าวหมิ่นประมาทราษฎรผู้มีบุญคุณเสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้กิน ว่า&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ราษฎรยังมีเสียงทางการเมืองไม่ได้ เพราะราษฎรโง่&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน)&lt;/span&gt; คำพูดของรัฐบาลเช่นนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าราษฎรโง่ เจ้าก็โง่เพราะเป็นคนชาติเดียวกัน ที่ราษฎรรู้ไม่ถึงเจ้านั้นเป็นเพราะขาดการศึกษาที่พวกเจ้าปกปิดไว้ไม่ให้เรียนเต็มที่ เพราะเกรงว่าเมื่อราษฎรได้มีการศึกษา ก็จะรู้ความชั่วร้ายที่พวกเจ้าทำไว้ และคงจะไม่ยอมให้เจ้าทำนาบนหลังคนอีกต่อไป...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(4)&lt;/span&gt; “...ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศเป็นอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก พวกเจ้ามีแต่ชุบมือเปิบและกวาดทรัพย์สมบัติเข้าไว้ตั้งหลายร้อยล้าน เงินเหล่านี้เอามาจากไหน? ก็เอามาจากราษฎรเพราะวิธีทำนาบนหลังคนนั้นเอง...”&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;br /&gt;(5)&lt;/span&gt; “...บ้านเมืองกำลังอัตคัดฝืดเคือง ชาวนาและพ่อแม่ทหารต้องทิ้งนา เพราะทำนาไม่ได้ผล รัฐบาลไม่บำรุง รัฐบาลไล่คนงานออกอย่างเกลื่อนกลาด นักเรียนที่เรียนสำเร็จแล้วและทหารที่ปลดกองหนุนแล้วก็ไม่มีงานทำ จะต้องอดอยากไปตามยถากรรม เหล่านี้เป็นผลของกษัตริย์เหนือกฎหมาย ... ควรเอาเงินที่พวกเจ้ากวาดรวบรวมไว้มาจัดบำรุงบ้านเมืองให้คนมีงานทำ จึงจะสมควรที่สนองคุณราษฎรซึ่งได้เสียภาษีอากรให้พวกเจ้าได้ร่ำรวยมานาน แต่พวกเจ้าก็หาได้ทำอย่างใดไม่ คงสูบเลือดกันเรื่อยไป เงินเหลือเท่าไหร่ก็เอาไปฝากต่างประเทศ คอยเตรียมหนีเมื่อบ้านเมืองทรุดโทรม ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก การเหล่านี้ย่อมชั่วร้าย…”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(6)&lt;/span&gt; “...คณะราษฎรเห็นว่าการที่จะแก้ความชั่วร้ายนี้ได้ก็โดยที่จะต้องจัดการปกครองโดยมีสภา จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือหลายๆ ความคิดดีกว่าความคิดเดียว&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; ส่วนผู้เป็นประมุขของประเทศนั้น ...จะต้องอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร…&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ขีดเส้นใต้เน้นโดยผู้เขียน)&lt;/span&gt; และก็เป็นการจำเป็นที่ประเทศจะต้องมีการปกครองแบบอย่างประชาธิปไตย...”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผล &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ที่ผู้เขียนสรุปเป็นข้อๆ) &lt;/span&gt;6 ข้อ ดังกล่าว คือ “ความไม่เป็นธรรม” &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ในสายตาของคณะราษฎร และประชาชนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง)&lt;/span&gt; ที่มีรากฐานมาจากโครงสร้างอำนาจตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวซึ่งมีสถานะของ “กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2.&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;สัญญาประชาคม 6 ประการ : พันธสัญญาเพื่อสังคมที่เป็นธรรม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(1)&lt;/span&gt; จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่นเอกราชในทางการเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจ ฯลฯ ของประเทศไว้ให้มั่นคง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(2)&lt;/span&gt; จะต้องรักษาความปลอดภัยภายในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(3)&lt;/span&gt; ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะจัดหางานให้ราษฎรทุกคนทำ จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(4)&lt;/span&gt; จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอภาคกัน &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ไม่ใช่พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(5)&lt;/span&gt; จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก ๔ ประการดังกล่าวข้างต้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(6)&lt;/span&gt; จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;3.&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;บทสรุปของประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“...ประเทศจะมีความเป็นเอกราชอย่างพร้อมบริบูรณ์ ราษฎรจะได้รับความปลอดภัย ทุกคนจะต้องมีงานทำไม่ต้องอดตาย ทุกคนจะมีสิทธิเสมอกัน และมีเสรีภาพพ้นจากการเป็นไพร่ เป็นข้า เป็นทาสพวกเจ้า หมดสมัยที่เจ้าจะทำนาบนหลังราษฎร สิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนาคือ ความสุขความเจริญอย่างประเสริฐซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า “ศรีอาริยะ” นั้น ก็จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ราษฎรถ้วนหน้า”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;อุดมการณ์ร่วมกันและก้าวต่อไป&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;“อุดมการณ์ร่วมกัน” ของสังคมไทยในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจะต้องมี “ราก” มาจากเจตนารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คือ “ประชาธิปไตยที่ประมุขของประเทศอยู่ใต้กฎหมายธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน จะทำอะไรโดยลำพังไม่ได้ นอกจากด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การปกป้อง “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” จะต้องชัดเจนว่า “ชาติคือประชาชน” ที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย “ศาสน์” และ “กษัตริย์” ดำรงอยู่ได้ด้วยศรัทธาและฉันทามติของประชาชนบนหลักการที่ว่า “สถาบันใดๆก็ตามจะอยู่ควบคู่ไปกับสังคมอย่างเหมาะสมกับสมัย ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้” &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ส.ศิวรักษ์,ฟ้าเดียวกัน,ตุลาคม-ธันวาคม 2551,หน้า 22)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;ก้าวต่อไปของสังคมไทยที่มี “อุดมการณ์ร่วมกัน” ดังกล่าว ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม “อำมาตยาธิปไตย” ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อล้ม “ทุนนิยมสามานย์” เพราะนั่นเป็นเพียง “ปีศาจ” ที่มีอิทธิฤทธิ์หลอกหลอนเราอยู่ได้โดยอาศัยการดูด “พลังหลับใหล” ไปจากเรา เพราะเราต่างสยบยอมต่ออำนาจของมันด้วยมัวแต่หลับใหลไม่นำพา “สัญญาประชาคม 6 ประการ” อันเป็นพันธสัญญาแรกเริ่มก่อร่างสร้าง “สังคมประชาธิปไตย” ที่ประชาชาติเจ้าของอำนาจที่แท้จริงจะต้องร่วมกันทำพันธสัญญานั้นให้เป็นจริงด้วยสมองและสองมือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่มัวรอการหยิบยื่นจาก&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; “ฟากฟ้าสุราลัย”&lt;/span&gt; หรือจากชนชั้นนำอื่นๆที่ไม่รู้ค่าความหมายของ “สิทธิเสมอภาคกัน” ไม่เคยตระอย่างจริงใจในหน้าที่ที่ “จะต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ..” และ “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;แต่ก้าวต่อไปคือการ “ก้าวกลับเพื่อเดินทางต่อ” ก้าวกลับไปสู่จุดเริ่มต้น “อุดมการณ์ประชาธิปไตย” และ “สัญญาประชาคม” แล้วเดินทางต่อด้วยการร่วมกันสร้างพลังทางสังคมขับเคลื่อนการออกแบบโครงสร้างสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคอย่างแท้จริง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีสวัสดิการ มีเสรีภาพ มีศักดิ์ศรี และอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;นักปรัชญาชายขอบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ID=16822&amp;amp;Key=HilightNews"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-3773641969740303942?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/3773641969740303942/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=3773641969740303942&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3773641969740303942'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3773641969740303942'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/05/blog-post.html' title='อุดมการณ์ประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ตามนัย ‘ประกาศคณะราษฎร’'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2937428850475330967</id><published>2009-05-17T01:10:00.000-07:00</published><updated>2009-05-17T01:36:21.876-07:00</updated><title type='text'>แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น : Thailand’s royal sub-plot thickens</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;Inside Story&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;Current affairs and culture&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://inside.org.au/thailands-royal-sub-plot-thickens/"&gt;Thailand’s royal sub-plot thickens&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;report&lt;/span&gt; Nicholas Farrelly &lt;span style="color:#000099;"&gt;and&lt;/span&gt; Andrew Walker&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#3333ff;"&gt;แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การเปลี่ยนแนวร่วม ดันให้เรื่องที่แอบแฝงอยู่ในวิกฤติการเมืองไทย ถลำลึกลงไป&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000099;"&gt;เ&lt;/span&gt;มื่อเดือนที่แล้ว เราได้เสนอบทความเรื่องการร่วมวางแผนของราชวงศ์ในประเทศไทยในอินไซด์สตอรี่ เราคิดว่าราชวงศ์ได้นำตัวเข้าไปพัวพันในความขัดแย้งของการเมืองไทย ซึ่งนำความสั่นสะเทือนให้กับประเทศไทยในระยะสามปีที่ผ่านมา การร่วมวางแผนของราชวงศ์ขณะนี้กำลังเข้มข้นด้วยการเคลื่อนไหวที่เกินคาดหมาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าตรู่ของวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๒ สนธิ ลิ้มทองกุล อภิมหาสื่อและแกนนำผู้ประท้วงเสื้อเหลืองได้เดินทางโดยรถยนต์ในกรุงเทพ รายละเอียดที่เกิดขี้นต่อจากนั้นยังคงไม่ปะติดปะต่อ รถยนต์ของสนธิได้ถูกกระหน่ำยิงจนพรุน ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นการลอบสังหารที่ไร้ฝีมืออย่างน่าขบขัน หรือความพยายามที่จะการสร้างสถานการณ์ก็ตาม สนธิรอดตายไม่มีแม้แต่รอยแมวข่วน มีแต่เพียงเศษกระสุนค้างอยู่ในกะโหลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สนธิได้ใช้ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาทบทวนว่า ควรจะเปิดปากพูดว่าเกิดอะไรขี้น ตั้งแต่ได้ถูกรีบพาเข้าโรงพยาบาล และเรื่องที่มีการ เดาไปต่างๆนานาว่า ใครเป็นคนสั่ง&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt; “ฆ่า”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรและผู้สนับสนุนเสื้อแดงของเขาเป็นเป้าหมายแรกที่ถูกต้องสงสัย จากการประท้วงบนท้องถนนที่แยกฝ่ายด้วยสีที่ใส่เมื่อไม่นานมานี้ ทักษิณได้โจมตีเสื้อเหลืองฝ่ายสนธิ ทักษิณและสนธิในครั้งหนึ่งได้เคยร่วมงานทางธุรกิจและเกิดการขัดแย้งกันจนถึงขั้นไม่เผาผี การประท้วงต่อต้านทักษิณที่นำโดยสนธิได้ทวีความรุนแรงขี้น จนนำไปสู่การรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลังจากการทำรัฐประหารแล้ว ได้มีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ นักการเมืองฝ่ายทักษิณได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้ง สนธินำผู้สนับสนุนของเขาทำการประท้วงบนท้องถนนในกรุงเทพ มีการปลุกปั่นโจมตีรัฐบาลตลอดทั้งปี ๒๕๕๑ และทวีความรุนแรงขี้นเรื่อยๆจนถึงขั้นบุกยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพ และขับไล่นายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณให้ออกจากตำแหน่ง สนธิระดมกำลังจากสถาบันการเงินที่สำคัญ จากสื่อ และจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง โหมรณรงค์ระรอกแล้วระลอกเล่าโจมตีฝ่ายทักษิณและชาวเสื้อแดง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ทักษิณก็มีเหตุจูงใจ แต่ความน่าเชื่อถือว่าทักษิณอยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนี้เพียงไม่กี่วันก็ตกไป แต่มีข้อสันนิษฐานที่น่าติดตามโผล่ออกมาใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตัวสนธิเองที่ออกมาปฎิเสธว่าทักษิณไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ได้ชี้นิ้วไปยัง &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;“บรรดาทหารที่มีอิทธิพล”&lt;/span&gt; จากการเปิดให้สื่อสัมภาษณ์เป็นครั้งแรกหลังจากถูกลอบสังหาร สนธิได้ระบุว่า ด้วยสภาพการเมืองที่เป็นสูญญากาศหลังจากทักษิณถูกปล้นอำนาจแล้วนั้น มี&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt; “ใครบางคน”&lt;/span&gt; หวังว่าจะเข้ามาแทนที่ สนธิได้เปิดฉากใหม่ในการดิ้นรนทางการเมือง และเป็นที่น่ากังขาว่าจะยังมีผู้หนุนหลังเหลืออยู่หรือไม่ “ถ้าผมถูกฆ่า นั่นก็หมายความว่า &lt;span style="color:#993300;"&gt;(นายกรัฐมนตรี)&lt;/span&gt; อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเป็นเป้าหมายคนต่อไป ในประเทศนี้คนไหนที่มีอาวุธจะทำอะไรก็ได้โดยไม่คำนึงว่าเมืองไทยจะอยู่รอดได้อย่างไร”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่มีใครเชื่อว่าบรรดา “บุคคลที่มีอาวุธ” จะทำงานโดยลำพัง มีการพูดเป็นนัยว่ามีคนระดับสูงหนุนหลังอยู่ สนธิได้ประกาศไว้อย่างชัดเจนว่า&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“ผมสงสัยว่าอาจมีการสมรู้ร่วมคิดของผู้มีอำนาจ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการเดากันไปต่างๆนาๆ และมีการกระซิบกระซาบว่าใครคือบุคคลดังกล่าว &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่ทางราชวังเองถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับข่าวลือ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้มีการรายงานข่าวในสื่อของทั้งไทยและเทศอย่างแพร่หลายว่า &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล&lt;/span&gt; สุภาพสตรีผู้ใกล้ชิดกับ&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ราชินีสิริกิติ์&lt;/span&gt; ได้ปฎิเสธว่าไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการลอบสังหารสนธิ หนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์หนึ่งได้บรรยายท่านผู้หญิงว่ามีตำแหน่งเป็นนางสนองพระโอษฐ์ การออกโรงปฎิเสธของท่านผู้หญิงนี้รังแต่จะสร้างเรื่องนินทาได้อย่างไม่จบไม่สิ้น โดยเฉพาะในขณะนี้ ท่านผู้หญิงได้กล่าวเป็นนัยว่า มีข้าราชบริพารท่านอื่นที่ไม่ได้เอ่ยชื่อ อาจจะเป็นเป้าหมายตัวจริงของกรมข่าวลือนั้น ราชวังพยายามที่จะถอยออกมาให้พ้นกับการเปิดเผยที่ก่อให้เกิดความเสียหาย โดยการยืนยันว่าท่านผู้หญิงไม่ได้มีตำแหน่งใดๆในราชวงศ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ตั้งแต่การทำรัฐประหารซึ่งปล้นรัฐบาลทักษิณ ผู้ใกล้ชิดราชวังอีกหลายท่านได้ถูกดึงเข้ามาพัวพันกับความขัดแย้งที่เพิ่มขี้นในการดิ้นรนทางการเมือง เมื่อเดือนที่แล้ว พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทั้งคู่เป็นบุคคลผู้ทรงอำนาจด้วยตำแหน่งองคมนตรีในกษัตริย์ภูมิพล ได้ถูกดึงเข้าสู่การขัดแย้งทางการเมืองต่อสาธารณะ เป็นเวลานานมาแล้วที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ที่ว่าบุคคลทั้งสองได้ให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อเหลืองของสนธิ ราชินีสิริกิติ์ก็ทรงเป็นผู้ให้การสนับสนุนอย่างชัดเจนต่อเสื้อเหลือง แต่ ณ เวลานี้ ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ยังคงทรงโปรดปรานเสื้อเหลืองอยู่อีกหรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสำเร็จในอดีตของสนธิและเสื้อเหลืองส่วนสำคัญมาจากการหนุนหลังของบุคคลระดับสูง ซึ่งตระเตรียมแผนการเคลื่อนไหวในทางการเมืองของเขา ขณะนี้กำลังที่เคยหนุนหลังได้ถูกทบทวนใหม่ เนื่องจากการรอดชีวิตของสนธิ ถ้าพวกเสื้อเหลืองที่ตายยากอย่างสนธิพบว่า ตัวเองไม่มีความปลอดภัยเสียแล้ว และไม่สามารถพึ่งเพื่อนเก่าทั้งหลายได้อีกต่อไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;แผนการณ์ที่น่ากลัวยิ่งกว่าอาจจะเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;แอนดรูว์ วอคเกอร์&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;และ&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;นิโคลาส ฟาร์เรลลี่&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลาส ฟาร์เรลลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ &lt;a href="http://asiapacific.anu.edu.au/" target="_blank"&gt;วิทยาลัยเอเซียและแปซิฟิก&lt;/a&gt; มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ “&lt;a href="http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/" target="_blank"&gt;นิว แมนดาลา&lt;/a&gt;” ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับกิจกรรมของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/05/14/%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c/"&gt;Liberal Thai : แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2937428850475330967?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2937428850475330967/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2937428850475330967&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2937428850475330967'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2937428850475330967'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/05/thailands-royal-sub-plot-thickens.html' title='แผนการณ์ร่วมของราชวงศ์ กำลังเข้มข้น : Thailand’s royal sub-plot thickens'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-1821718378955631163</id><published>2009-05-17T00:45:00.000-07:00</published><updated>2009-05-17T01:07:46.287-07:00</updated><title type='text'>ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์ : Fear and loathing marks Thailand’s malicious monarchy</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff6600;"&gt;Tribune &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;Magazine.&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;a href="http://www.tribunemagazine.co.uk/2009/05/07/fear-and-loathing-marks-thailands-malicious-monarchy/"&gt;Fear and loathing marks Thailand’s malicious monarchy&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;James Anstruther&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ราชวงศ์แห่งประเทศไทย ผู้ซึ่งปรามาสประชาธิปไตย เจมส์ แอนสตรัทเตอร์รายงานเรื่องกษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช มีการบีบบังคับต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยทั้งหมดอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดช แห่งประเทศไทย ทรงแสดงอย่างแน่ชัดถึงความคิดที่จะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา นับตั้งแต่กษัตริย์พระชนมายุ ๘๒ พรรษา ได้ทรงหยุดการเสด็จออกนอกประเทศตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๐๓ แม้กระทั่งก่อนหน้านั้นพระองค์ทรงเสด็จไปยังประเทศพันธมิตร ซึ่งจะให้ผลประโยชน์กับการต่อสู้สมัยสงครามเย็นต่อต้านฝ่ายซ้ายในเวลานั้นเท่านั้น และได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปยังประเทศเวียตนามใต้ในปี ๒๕๐๒ แต่ไม่เคยทรงเสด็จไปยังประเทศเวียตนามเหนือ หรือแม้แต่ลาว และกัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านของไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงเข้าใจในความรู้สึกที่ว่าความเป็นธรรมราชา หรือทศพิธราชธรรมของพระองค์นั้นก็เพื่อแผ่นดินของพระองค์ เพื่อทรงปกป้องราชอาณาจักรที่ดูเหมือนกับว่า จะไม่มีการแบ่งแยก และไม่มีความลำบากยากเข็ญ ตัวอย่างเช่น วิกฤติการเมือง ซึ่งได้แสดงออกบนท้องถนนในกรุงเทพในระยะสามปีที่ผ่านมา แต่พระองค์กำลังจะทรงปฎิบัติต่อประเทศอินเดียเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งพระองค์ได้เคยเลี่ยงมาก่อน เนื่องจากนโยบายทางการเมืองเอียงซ้ายของอินเดีย และความมีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อสหภาพโซเวียต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพลทรงรับเอาแนวความคิดเรื่องความมีทศพิธราชธรรมมาจากอินเดีย พระองค์ทรงได้รับการเชิดชูจากบรรดาผู้ที่จงรักภักดีว่า พระองค์ทรงอุปมาเหมือนเป็นพระนารายณ์เทพเจ้าแห่งฮินดู&lt;span style="color:#993300;"&gt; (การอวตารของพระวิษณุ) &lt;/span&gt;ตามธรรมเนียมของฮินดู ซึ่งหลอมรวมกับราชวงศ์ทางพุทธ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และความมีทศพิธราชธรรมของกษัตริย์ กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับราชอาณาจักร การเกิดรัฐประหารบ่อยครั้งนับตั้งแต่การเสด็จขี้นครองราชย์ของพระองค์ในปี ๒๔๘๙ หลังการสวรรคตของพระเชษฐาจากกระสุนปืน ซึ่งทรงขี้นครองราชย์ได้เพียงสามเดือน กษัตริย์ภูมิพล&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; .................. ................. ........ .... .....&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;นับตั้งแต่ทรงครองราชย์ พระองค์ไม่ได้ทรงเห็นชอบกับการทำรัฐประหารในทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้ เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เพื่อขับไล่ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนเดียวแห่งประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งมาบริหารประเทศอย่างแท้จริง และเป็นที่แน่ชัดว่าพระองค์ทรงเห็นชอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในประเทศไทยได้ให้คำอธิบายกษัตริย์ว่า เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่ได้มีการร่างรัฐธรรมนูญมาถึง ๑๗ ฉบับ นับตั้งแต่การสิ้นสุดการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชในปี ๒๔๗๕ รัฐธรรมนูญเหล่านี้ได้ระบุเรื่องระบบรัฐสภา และมีบางฉบับระบุให้เป็นแบบเผด็จการทางทหาร แต่รัฐธรรมนูญทุกฉบับได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับพระราชอำนาจของความเป็นพระสมมุติเทพแห่งกษัตริย์ และรวมถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ คือการห้ามไม่ให้มีการดูหมิ่น หรือแม้แต่วิจารณ์กษัตริย์ หรือราชวงศ์ หรือแม้แต่สถาบันกษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา กษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้ทรงวางกฎเกณฑ์ในการปฎิบัติเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ จะปลอดภัยกว่าถ้าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนักการเมือง นายพลทั้งหลาย หรือแม้แต่สาธารณชนบางส่วน ข้อกล่าวหาในเรื่องกฎหมายหมิ่นฯตั้งขี้นได้หลายรูปแบบ และตำรวจต้องสอบสวนทุกข้อกล่าวหาที่ได้รับเบาะแส แม้ว่าจะเป็นเพียงการกล่าวหาเพียงเล็กน้อย ละหุโทษอย่างต่ำสุดคือการจองจำในคุกถึงสามปี ในขณะที่คดีที่มีต่อชาวต่างชาติที่โชคร้ายนั้นได้ถูกรายงานไปทั่วโลก แต่การลงโทษจำคุกสำหรับประชาชนไทยที่ทำผิดกฎหมายหมิ่นฯนี้ ปกติแล้วจะได้รับโทษทัณฑ์ที่รุนแรงมากกว่าชาวต่างชาติ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพลทรงประสูติที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพระบิดาของพระองค์ทรงกำลังศึกษาในฮาร์เวิร์ด พระองค์ทรงได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน พระองค์ได้ทรงหันไปหาคนไทยซึ่งเกิดในต่างประเทศเช่นเดียวกัน นั่นก็คืออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วัย ๔๔ ปี เป็นบุตรของนายแพทย์จาก&lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Wallsend" target="_blank"&gt;วอลเซน&lt;/a&gt; อภิสิทธิ์ได้รับการศึกษาจากอีตันและออกซ์ฟอร์ด และที่แน่ชัดว่าเป็นมิตรที่ดีกับ &lt;a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Boris_Johnson" target="_blank"&gt;บอริส จอห์นสัน&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(นักการเมืองและนักข่าวของอังกฤษ)&lt;/span&gt; แม้ว่าจะเป็นการยากที่จะฟันธงลงไปว่า ในสองคนนี้ใครกันที่ควรจะน่าขายหน้ามากกว่ากัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายกรัฐมนตรีทักษิณที่ถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารครั้งหลังสุด เป็นนักการเมืองของประเทศคนแรกที่มีความทันสมัย ทักษิณได้กระทำการรณรงค์อย่างจริงจังสำหรับผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้เขา แทนที่จะพูดเรื่องการเมืองในห้องประชุม รัฐบาลของทักษิณเป็นเพียงรัฐบาลเดียวที่ได้รับเสียงข้างมากในสภา และได้นำนโยบายที่เป็นที่นิยมหลายนโยบาย เพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของคนยากจนชนบท ทักษิณได้เป็นบุคคลแรกของประเทศที่ได้จัดตั้งโครงการสวัสดิการสุขภาพถ้วนหน้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อดีตนายตำรวจซึ่งกลายมาเป็นนักธุรกิจมหาเศรษฐี ทักษิณมีบางอย่างในตัวที่ทำให้นึกไปถึงประธานาธิบดีซิลวีโอ แบร์ลุสโกนีแห่งอิตาลี และนโยบายของทักษิณไม่ได้ผ่านไปด้วยดีทั้งหมด การประจันหน้ากับโจรแบ่งแยกดินแดงมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้ด้วยการใช้ความรุนแรง และการประกาศสงครามยาเสพติด ซึ่งนำไปสู่ความตายที่ควรเลี่ยงได้ แต่ทักษิณเป็นที่นิยมอย่างมหาศาลจากชาวชนบท และได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้งครั้งต่อมาในปี ๒๕๔๘ เป็นการชนะอย่างถล่มทลายในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งในประเทศไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่ใช่เพราะนโยบายต่างๆที่ทำให้ทักษิณต้องล่มสลาย ในความเป็นจริง เพราะความนิยมชื่นชอบที่มีต่อทักษิณต่างหากที่ทำให้เกิดเรื่อง เมื่อไม่สามารถเอาชนะทักษิณจากการเลือกตั้งได้ รัฐประหารเป็นหนทางเดียวที่จะกำจัดทักษิณได้ นายพลต่างๆกล่าวหาทักษิณว่าฉ้อราษฎร์บังหลวง และแน่นอนกระทำผิดต่อกฎหมายหมิ่นฯ การเดินสายหาเสียงทั่วประเทศของทักษิณ เป็นการทำให้ทักษิณเป็นที่นิยม และ&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;การเป็นที่นิยมนั้นเป็นหน้าที่ของกษัตริย์ไม่ใช่ของนักการเมือง&lt;/span&gt; ซึ่งเป็นเพียงแค่ไพร่ยังไม่พอแถมยังมีเชื้อสายจีนเสียอีก นั่นหมายถึงว่า ทักษิณต้องการล้มล้างอำนาจกษัตริย์และจัดตั้งสาธารณรัฐ หรือไม่อย่างนั้นก็เป็นเรื่องตามที่ถูกอ้างกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายพลทั้งหลายปกครองประเทศเพื่อพวกพ้องตัวเองเป็นเวลานานมากกว่าหนึ่งปี ก่อนที่จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการจัดการเลือกตั้งขี้นมาใหม่ พวกนายพลทั้งหลายสั่งห้ามพรรคการเมืองของทักษิณ แต่พรรคต่อมาของเขาก็ยังคงได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลชุดใหม่ถูกโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งจากพวกอันธพาลที่คลั่งเจ้าฝ่ายขวาจัด และถูกโจมตีจากเรื่องหนึ่งไปอีกเรื่องหนึ่ง แม้กระทั่งนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนในสภาบางคนก็ยังถูกซื้อเสียง ตามรายงานมีสิ่งที่บอกว่า นักการเมืองเหล่านี้บางคนอาจจะได้ค่าหัวคนละประมาณ ๑๐ ล้านบาทในการย้ายพรรค และด้วยวิธีการแบบนี้ อภิสิทธิ์ วัย ๔๔ จากอีตัน จึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ที่มีอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค เป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย ก่อตั้งขี้นมาในปี ๒๔๘๙ เพื่อเชิดชูความเป็นราชวงศ์ไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ตั้งแต่การทำรัฐประหาร ทักษิณต้องคอยหลบหนีจากอัยการฝ่ายไทยและกองทัพที่หนุนหลังพวกเขา ผู้ซึ่งตัดสินว่าทักษิณมีความผิดในข้อหาที่ไม่ไปปรากฎตัวต่อศาล จากการถูกตัดสินว่ากระทำความผิดในครั้งนี้ ทำให้ทักษิณถูกห้ามเข้าประเทศอังกฤษ หลังจากที่ไทยได้ใช้วิธีทางการทูตกดดันต่ออังกฤษ คุณอาจจะถามว่า แล้วความคิดเรื่องการลี้ภัยทางการเมืองมีไว้เพื่ออะไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะนี้ทักษิณได้เดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางการทูตของนิคารากัว และได้ปรากฎตัวในหลายประเทศเช่น ฮ่องกง และดูไบ ที่ซึ่งเขาได้พูดผ่านวิดิโอลิ้งค์ไปยังฝูงชนชาวไทยที่สนับสนุนเขาเป็นจำนวนมหาศาล ประชาชนซึ่งยังร้องเรียกให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อเลือกรัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งจากความนิยมอย่างแท้จริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พวกเขาคงไม่มีทางจะได้รับการเลือกตั้งใหม่ จนกว่ารัฐบาลปัจจุบัน จะหาวิธีป้องกันไม่ให้กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับทักษิณได้รับชัยชนะให้ได้เสียก่อน ในขณะเดียวกันรัฐบาลประชาธิปัตย์ซึ่งเชื่อกันว่า ให้การสนับสนุนด้านธุรกิจ กำลังรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจที่กำลังหมุนร่วงลงสู่ก้นเหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;แต่กษัตริย์ที่ทรงชราภาพไม่สามารถอยู่ได้ค้ำฟ้า ผู้สืบราชสันตติวงศ์จะนำพาไปสู่ยุคใหม่แห่งความสันติ ความเป็นประชาธิปไตย และความเจริญรุ่งเรืองได้หรือ นั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเป็นไปได้ เช่นเดียวกับศักดินาไทยหลายๆคน&lt;/span&gt; เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ผู้ทรงมีความประพฤติไม่เหมาะสม ขณะนี้พระชนมายุได้ ๕๖ ปี ทรงเข้ารับการศึกษาจากโรงเรียนมิลฟิลด์ ที่ต้องชำระค่าเรียนในอังกฤษ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ “ไม่เน้นด้านวิชาการ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์ทรงไม่เป็นที่นิยมและเป็นที่หวาดกลัวทั่วประเทศไทย แม้ว่าพระองค์นั้นจะได้รับการปกป้องจากกฎหมายหมิ่นฯแล้วก็ตาม พระองค์ย่อมทรงต้องการกฎหมายนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;เจมส์ แอนสตรัทเตอร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เจมส์ แอนสตรัทเตอร์ เป็นนักข่าวซึ่งทำงานในประเทศไทยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชื่อที่ใช้นี้เป็นนามปากกา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/05/09/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%a7-%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87/"&gt;Liberal Thai : ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-1821718378955631163?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/1821718378955631163/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=1821718378955631163&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/1821718378955631163'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/1821718378955631163'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/05/fear-and-loathing-marks-thailands.html' title='ความเกลียดและกลัว สร้างรอยด่างให้ราชวงศ์ : Fear and loathing marks Thailand’s malicious monarchy'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-5830712015448832277</id><published>2009-04-26T22:13:00.000-07:00</published><updated>2009-04-26T22:25:13.411-07:00</updated><title type='text'>ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่......</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ส&lt;/span&gt;วัสดีครับช่วงนี้เป็นช่วงใกล้สอบของผมแล้ว เลยห่างหายไปน่ะครับ แต่พอดีช่วงนี้เหมือนขาดแรงบันดาลใจทำงาน เลยเข้ามาแวะอ่านประชาไทซักหน่อยครับ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมวันนี้ผมจั่วหัวเช่นนี้ เพราะเกิดจากการที่คนไทยถูกโพรพะกันดามานานว่าคอมมิวนิสต์เป็นความเชื่อต้องห้าม เป็นสิ่งร้ายแรง จนเคยมีคำพูดที่ว่า&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป&lt;/span&gt; ในอดีต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และที่โพรพะกันดานี้ได้ผลก็เพราะว่าคนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับกระแสโลก แม้กระทั่งรัฐบาลสหรัฐเองก็ใส่ร้ายป้ายสีคอมมิวนิสต์เกินกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงสงครามเย็น โดยที่ไม่ได้คิดว่าศัตรูที่แท้จริงของสหรัฐนั้นหาใช่ระบบคอมมิวนิสต์ไม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;แท้จริงแล้วคือระบบเผด็จการต่างหาก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับคำพูดที่ว่า อ้าว ก็คอมมิวนิสต์มันเกี่ยวกับเผด็จการทั้งนั้น ดูจีน โซเวียด เกาหลีเหนือ เวียดนามสิ&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คอมมิวนิสต์ไม่ใช่ระบบการปกครองครับ หากแต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่ตรงข้ามกับทุนนิยม ด้วยคอมมิวนิสต์ส่งเสริมให้ทุกคนเท่าเทียมกันโดยได้รับการแบ่งสรรปันส่วนจากรัฐ&lt;/span&gt; ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของรัฐ ไม่มีคำว่าทรัพย์สินส่วนบุคคล นับว่าเป็นสังคมนิยมชนิดสุดขั้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผู้นำที่ปกครองโดยใช้วิถีสังคมหรือคอมมิวนิสต์ก็ไม่จำเป็นต้องมาจากเผด็จการเสมอไป ตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ คือที่เนปาล กลุ่มกบฎเหมาอิสต์ที่ยึดอำนาจมาจากราชวงศ์เนปาลนั้นได้รับความนิยม รับเลือกเป็นผู้นำเนปาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากแต่ปรัชญาของผู้นำเนปาลนั้นคือคอมมิวนิสต์ หรือนัยหนึ่งคือรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบนั่นเอง รัสเซียเองสมัยเลนินก็ดูทำท่าจะไปได้สวย แต่สตาลินกลับเปลี่ยนโซเวียดกลายเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ เป็นตัวอย่างไม่ดีให้ประเทศคอมมิวนิสต์ยุคหลังอย่างจีน เกาหลีเหนือ ลอกเลียนแบบสตาลินไปใช้ ประเทศเหล่านี้จึงกลายเป็นเผด็จการไปในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;และเพราะความเป็นเผด็จการนี่แหละครับ ที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน ปิดกั้นประชาชนทุกวิถึทาง เพื่อให้ตนได้ครองอำนาจ ในสมัยสตาลินนั้นใครเห็นต่างกับสตาลินต้องถูกลงโทษอย่างโหดเหี้้ยม ถูกส่งไปยังค่ายกักกันในไซบีเรียอันเวิ้งว้างและหนาวเหน็บ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผิดกับผู้นำสังคมนิยมที่ได้รับการเลือกตั้ง แม้แนวทางเศรษฐกิจจะไม่สนับสนุนทุนนิยม แต่เอียงสังคมนิยมมากกว่า เสรีภาพของประชาชนก็ไม่ถูกกระทบ ตัวอย่างเช่นประเทศแถวสแกนดิเนเวีย ที่ระบบเศรษฐกิจออกแนวสังคมนิยม ภาครัฐมีบทบาทในเศรษฐกิจมาก หากแต่รัฐไม่ได้กุมเศรษฐกิจแบบเด็ดขาดอย่างคอมมิวนิสต์เท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอุดมคติแล้ว ผมนับถือระบบแบบคอมมิวนิสต์นะครับ เพราะผู้คนเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ไม่มีใครรวยจนกว่าใคร ทุกคนมีฐานะเท่าเทียมกันหมด หากเทียบกับพุทธทำนายก็คงเทียบได้กับยุคพระศรีอาริย์ ซึ่งนั่นก็ยังมาไม่ถึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากมามองความเป็นจริง สาเหตุที่ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(สังคมนิยมเต็มขั้น)&lt;/span&gt; ล้มเหลวก็เพราะความแตกต่างและหลากหลายภายในของคนเรา โดยพันธุกรรม ตั้งแต่กำเนิดแล้วละครับ สิ่งนี้ทำให้คนมีความสามารถต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป และมนุษย์เองก็เต็มไปด้วยกิเลสและตัณหา ทำให้คอมมิวนิสต์ไม่สามารถปรับใช้กับสังคมมนุษย์ได้เลย เพราะมันเป็นระบบที่ประเสริฐเกินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนทุนนิยมเต็มขั้นก็ใช่ว่าจะดี ความโลภเกินพอดีจะทำให้ฟองสบู่แตก และชีวิตคนสามารถเปลี่ยนได้จากหน้ามือเป็นหลังมือ อีกทั้งยังทำให้สังคมเสื่อมทรามลงด้วยคนคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดังนั้น ประเทศทุนนิยมจ๋าอย่างอเมริกาในอดีต ตอนนี้รัฐบาลกลางก็เริ่มลงมาเล่นกับเศรษฐกิจประเทศบ้างแล้ว สมัย &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;Great Depression&lt;/span&gt; ในอดีตรัฐบาลของ ปธน. รูสเวลท์ก็ได้ออก &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;The New Deal&lt;/span&gt; ซึ่งเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่จากภาครัฐ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ส่วนคอมมิวนิสต์เก่าอย่างรัสเซียหรือจีน ตอนนี้ภาพคอมมิวนิสต์เต็มขั้นหายไปหมดแล้ว ที่มอสโคว์ ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ผู้คนหายใจเข้าออกเป็นเงิน เงิน และเงิน งาน งาน และงาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พล่ามมาซะยาว ที่แท้ผมต้องการอธิบายและสื่อว่า คอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ศัตรูของเราครับ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐนั้น ฟังไม่ขึ้นเลยสำหรับผม มันเป็นระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ระบอบทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ที่เรากังวลกันมากกว่าคือ เผด็จการ หรือไม่ก็ อภิชนาธิปไตยซะมากกว่า ระบบเศรษฐกิจไม่ใช่ตัวกดดันเสรีภาพในการแสดงออกของคนครับ หากแต่ผู้ปกครองมากกว่าที่เลือกได้ที่จะปกครองอย่างยุติธรรม หรือแบบกดขี่ข่มเหง ต่อให้ระบบเศรษฐกิจจะเป็นแบบไหนก็ช่าง หากผู้ปกครองอุดมด้วยเมตตา และปกครองด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ประชาชนย่อมมีความสุข รู้สึกถูกปฏิบัติโดยรัฐอย่างดีและเสมอภาคกัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยากให้คนไทยเลิกคิดถึงเรื่องทุนนิยม - คอมมิวนิสต์ เพราะเดี๋ยวนี้มันผสมกันไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็เอาข้อดีของอีกฝ่ายมาใช้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่น่าห่วงมากกว่าคือ ผู้บริหารรัฐบาลของเรานั้นมาจากเสียงบริสุทธิ์จากประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ โรมาเนียในวันของคอมมิวนิสต์นั้น นิโคไล เชาเชสคูเป็นผู้นำสูงสุด แต่ปกครองประเทศอย่างกดขี่ และมีการสร้างลัทธิบูชาตัวเชาเชสคูขึ้นในโรมาเนีย พอเชาเชสคูตาย ประชาชนชาวโรมาเนียต่างดีใจที่วันร้ายๆ ผ่านพ้นไปเสียที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เหล่าอำมาตย์เอ๋ย อยากตายไปมีแต่คนยกย่องสรรเสริญ หรืออยากอยู่ให้คนสาปแช่งด่าเหมือนตกนรกทั้งเป็นแบบนี้ อยากได้แบบไหนเลือกเอา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;Dem&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ocratic Chemist&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=784675"&gt;เวบบอร์ด "ประชาไท" : ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่......&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-5830712015448832277?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/5830712015448832277/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=5830712015448832277&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5830712015448832277'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5830712015448832277'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post_2526.html' title='ศัตรูของประชาธิปไตยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่......'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-4747774458487308659</id><published>2009-04-26T20:14:00.000-07:00</published><updated>2009-04-26T20:55:57.004-07:00</updated><title type='text'>ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท : The trouble with the king</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000099;"&gt;The&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;Economist. &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.economist.com/world/asia/displaystory.cfm?story_id=13496103"&gt;The trouble with the king&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;Apr 16th 2009&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลโดย :&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#990000;"&gt;ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#cc6600;"&gt;(ประชาไท)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ไม่มีใครกล้าพูดออกมาดังๆ แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดนี้ สถาบันกษัตริย์ไทยที่ไม่ปรากฏบทบาทให้เห็น คือหัวใจของปัญหาทั้งหมด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในรายงานข่าวของ &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;The Economist&lt;/span&gt; เกี่ยวกับการปฏิวัติของคณะราษฎร์เมื่อ พ.ศ. 2475 มีนัยยะบ่งบอกถึงเส้นทางการปกครองของไทยที่ให้ความหวังอยู่มากทีเดียว ในสมัยนั้น กลุ่มประเทศในละตินอเมริกา มีแต่รัฐบาลทหารผลัดเปลี่ยนเวียนหน้าขึ้นมา ในขณะที่นักลัทธิฟาสซิสต์ขับเคลื่อนประเทศญี่ปุ่นไปสู่การปกครองระบอบทรราชย์ ผู้สื่อข่าวของเรา (โปรดดูบทความชิ้นนี้ได้ที่นี่ &lt;a href="http://www.economist.com/world/asia/PrinterFriendly.cfm?story_id=13479303"&gt;http://www.economist.com/world/asia/PrinterFriendly.cfm?story_id=13479303&lt;/a&gt;) เขียนไว้ว่า:&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“นักปฏิวัติชาวสยามกลับขับเคลื่อนประเทศไปในทิศทางตรงกันข้าม กล่าวคือ จากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่การปกครองตัวเอง &lt;span style="color:#993300;"&gt;[ของประชาชน]”&lt;/span&gt; ในการยึดอำนาจโดยไม่เสียเลือดเนื้อครั้งนี้ กลุ่มนายทหารที่มีแนวคิดแบบตะวันตก จับตัวมกุฎราชกุมารและอธิบดีกรมตำรวจไว้ รัชกาลที่ 7 ทรงไม่มีทางเลือกอื่นมากนัก นอกจากต้องยอมรับโดยดุษฎี นับแต่นั้นมา อำนาจถูกถ่ายโอนจากระบอบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชไปสู่ระบอบรัฐธรรมนูญที่มีรัฐสภา ยุคศักดินาจึงสิ้นสุดลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หากนักข่าวคนนั้นนึกว่าการปฏิวัติครั้งนี้จะทำให้เกิดภาพอะไรสักอย่างเหมือนราชวงศ์ดัทช์ขี่จักรยานออกไปช็อปปิ้งล่ะก็ ภาพแบบนั้นในประเทศไทยคงถูกปล้นกลางอากาศไประหว่างทางก่อนถึงซูเปอร์มาร์เก็ต ทุกวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมีพระชนมายุ 81 พรรษา และเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์นานที่สุดในโลก ทรงมีพระบารมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา และยังคงเป็นศูนย์กลางของประเทศไทยท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมืองมาโดยตลอด&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;ความจริงข้อนี้ช่วยอธิบายเหตุการณ์ประหลาดพิสดารประการหนึ่งในบรรดาเรื่องพิสดารมากมายในวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดของประเทศนี้ ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานที่อาจเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่ ขณะกองทัพกำลังประจันหน้ากับผู้ประท้วง “เสื้อแดง” ที่ต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่หลุดจากตำแหน่งเพราะการรัฐประหาร พ.ศ.2549 ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ สุ้มเสียงสั่นเครือและวิงวอนขอพระมหากรุณาธิคุณ “ในหลวง” ทรงออกมาระงับการเผชิญหน้าขั้นแตกหักครั้งนี้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ชวนให้เรานึกถึงเหตุการณ์อันโด่งดังเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงออกมาตำหนิผู้บัญชาการกองทัพและผู้นำการประท้วงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ หลังจากเหตุพฤษภาเลือดในกรุงเทพเมื่อ พ.ศ. 2535&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทั้งๆ ที่ทักษิณ ผู้อยู่ระหว่างการลี้ภัยและถูกตัดสินลับหลังในคดีคอร์รัปชั่น ถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าเป็นผู้มีจิตใจฝักใฝ่ในระบอบสาธารณรัฐอยู่ลับๆ อันที่จริง เขาก็มีพฤติกรรมเฉียดๆ การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหมือนกัน ตรงที่ไปเรียกร้องให้องคมนตรีสองท่านลาออก ซึ่งเชื่อกันโดยทั่วไปว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร พ.ศ.2549 เมื่อผู้ประท้วง “เสื้อเหลือง” ยึดทำเนียบของรัฐบาลที่จงรักภักดีต่อทักษิณเมื่อปลายปีที่แล้ว พวกเขาก็อ้างว่าทำเพื่อสถาบันกษัตริย์ มาตอนนี้ กระทั่งทักษิณเองยังรู้สึกว่า ต้องประกาศความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และถวายบังคมต่อพระราชอำนาจของพระองค์&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;บารมีอันใหญ่หลวงของสถาบันกษัตริย์หาได้มีอยู่ก่อนแล้วไม่ ในสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ อีกทั้งยังทรงเป็นพระโอรสของสามัญชนลูกครึ่งจีนและประสูติในสหรัฐอเมริกา ภาพพจน์ของพระองค์ได้รับการหล่อหลอมจากที่ปรึกษาในพระราชวังและรัฐบาลทหารชุดแล้วชุดเล่า คนเหล่านี้เห็นว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งที่พึงมีประมุขของประเทศ ซึ่งไม่เพียงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ เท่านั้น แต่ยังเปรียบประดุจสมมติเทพด้วย เพราะการได้รับพระราชานุมัติจากพระมหากษัตริย์ ย่อมช่วยสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลหน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูคล้ายรัฐบาลทหารในละตินอเมริกาสมัยก่อน&lt;/span&gt; ซึ่งในกรณีของประเทศไทยนั้น รัฐบาลประเภทนี้มักได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพวกพ้องทางธุรกิจและชนชั้นนำในกรุงเทพฯ ความจำเป็นนี้อธิบายว่า เหตุใดพระมหากษัตริย์ที่ประชาราษฎรเคารพบูชาอย่างสุดซึ้ง จึงยังต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เข้มงวดที่สุดฉบับหนึ่งในโลก พระมหากษัตริย์มิได้เป็นเพียงประมุขแต่ในนามสำหรับชนชั้นนำในเมืองไทยเท่านั้น แต่ทรงเป็นที่มาของระบบอุปถัมภ์และอำนาจในพระองค์เองอีกด้วย ผลที่ตามมาในขณะนี้จึงเป็นความสั่นคลอน เนื่องจากพระชนมายุที่มากขึ้น พระองค์ทรงเป็นผู้ประทานเกียรติยศและรับถวายเงินบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัยมาเป็นเวลานานแล้ว พระราชกรณียกิจเหล่านี้เป็นประโยชน์ต่อคนยากคนจนในชนบทอันเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ แต่ระบบอุปถัมภ์นี้ก็ช่วยค้ำจุนอิทธิพลของสถาบันกษัตริย์ต่อไปเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;นวัตกรรมของทักษิณคือการใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2540 ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างมาก มาสร้างการเมืองใหม่ที่เปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ของการซื้อเสียงแบบขายปลีกและแยกเป็นท้องถิ่นมาเป็นเครื่องจักรแบบขายส่งที่ขยายระบบอุปถัมภ์ไปทั้งประเทศ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เงินกู้รายย่อย ฯลฯ ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของเครื่องจักรนี้ ด้วยเหตุนี้เอง ทักษิณจึงกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนเดียวในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยลุ่มๆ ดอนๆ ของประเทศไทยที่สามารถดำรงตำแหน่งจนครบวาระ แต่พวกชนชั้นนำรุ่นเก่ากลับรู้สึกถูกคุกคาม เมื่อความเป็นผู้นำแบบเบ็ดเสร็จและความนิยมในตัวทักษิณดูเหมือนเริ่มท้าทายพระบารมีของพระมหากษัตริย์&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;วัฒนธรรมไทยคือส่วนประกอบที่ผสมผสานศาสนาพุทธ ความเชื่อแบบไสยศาสตร์และลัทธิบริโภคนิยมแบบฟุ้งเฟ้อเข้าด้วยกัน อำนาจและอิทธิพลมีลักษณะยืดหยุ่นหลายรูปแบบ แต่ดังที่ &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;Andrew Walker&lt;/span&gt; และ &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;Nicholas Farrelly&lt;/span&gt; แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่า ชนชั้นนำของไทยมีทักษะทางความคิดที่ค่อนข้างอ่อนด้อย และมักคำนวณเรื่องอำนาจในแบบเกมที่ต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะและผู้ชนะกินรวบ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(zero-sum game)&lt;/span&gt; รัฐบาลทหารที่โค่นล้มทักษิณอ้างว่า นโยบายของทักษิณขัดต่อแนวพระราชดำริ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;“เศรษฐกิจพอเพียง”&lt;/span&gt; ที่มีรากเหง้ามาจากแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับชีวิตชนบทอันกลมเกลียว ลำดับชั้นในสังคม และการรู้จักฐานะของตัวเอง ซึ่งรัฐบาลทหารก็จัดการใส่แนวพระราชดำรินี้ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากรัฐบาลทหารบริหารประเทศมั่วๆ อยู่ได้ไม่นาน ก็เปิดทางให้มีการเลือกตั้ง แต่คำวินิจฉัยแบบมักง่ายของศาลก็ช่วยล้มรัฐบาลโปรทักษิณได้สองชุดติดต่อกัน&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;โอกาสของอภิสิทธิ์&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt;ตอนนี้ทรัพย์สินมหาศาลของทักษิณถูกอายัดไว้ คนไทยจำนวนมากมองว่า การที่เขาออกมาเรียกหาการปฏิวัติในช่วงที่วิกฤตการณ์กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ถือเป็นการไร้ความรับผิดชอบที่เข้าขั้นอาชญากรรม ทักษิณจึงตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ แต่สถาบันกษัตริย์ยิ่งมีปัญหารุมเร้าลึกล้ำกว่า.................................................ภาพพจน์ของสถาบันกษัตริย์ที่สู้อุตส่าห์ทะนุถนอมกันมาอาจพังครืนในชั่วข้ามคืน&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การปกป้องสถาบันกษัตริย์คือภารกิจส่วนหนึ่งของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย เขาขึ้นครองตำแหน่งโดยไม่ได้มีเสียงข้างมาก ทั้งนี้ด้วยการผลักดันของฝ่ายเสื้อเหลือง อภิสิทธิ์บอกว่าเขาเป็นนักปฏิรูปที่จะเยียวยาความแตกแยก เขาจัดการความปั่นป่วนของฝ่ายเสื้อแดงด้วยความบันยะบันยังแต่มั่นคง ..........................&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ถ้าเป็นสมัย พ.ศ.2475 นักข่าวของเราคงจัดให้อภิสิทธิ์อยู่ในกลุ่ม &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;“ปัญญาชนเอเชียที่มีความคิดแบบตะวันตก”&lt;/span&gt; ในรัฐบาลหลังรัฐประหาร ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถ้านักข่าวคนนั้นยังมีชีวิตอยู่ เขาคงทึ่งไม่น้อยที่ได้เห็นเรื่องพลิกกลับตาลปัตรกับการที่ชาวกรุงทันสมัยสากลอย่างอภิสิทธิ์กลายเป็นแนวหน้าให้ระบอบที่ได้เนื้อแท้ของอำนาจมาจากสถาบันกษัตริย์ยุคศักดินา นายอภิสิทธิ์ไม่มีทั้งบารมีและความชอบธรรม เพื่อให้ได้ทั้งสองอย่างนี้มา เขาจะต้องเผชิญหน้ากับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นหนี้บุญคุณฝ่ายนิยมเจ้าที่ดันเขาขึ้นสู่อำนาจ เขาคงไม่กล้าถกเถียงเรื่องอนาคตของสถาบันกษัตริย์ แต่ถ้าเขามีความกล้าพอที่จะทำเช่นนั้น ประเทศไทยและแม้กระทั่งราชวงศ์เองอาจรู้สึกขอบใจเขาในระยะยาว สำหรับบทบาทในปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์มิได้ยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับความปรองดองทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังยืนอยู่ระหว่างประเทศไทยกับยุคสมัยใหม่ด้วย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;Banyan&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ContentID=16486&amp;amp;SystemModuleKey=HilightNews&amp;amp;SystemLanguage=Thai"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : The Economist: ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-4747774458487308659?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/4747774458487308659/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=4747774458487308659&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/4747774458487308659'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/4747774458487308659'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/trouble-with-king.html' title='ปัญหาระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท : The trouble with the king'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-5403076275632452259</id><published>2009-04-26T19:56:00.000-07:00</published><updated>2009-04-26T20:05:40.589-07:00</updated><title type='text'>๖ เมษายน วันอัปรีย์</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;วัน&lt;/span&gt;ที่ ๖ เมษายน เป็นวันที่นายพลคนหนึ่งในกองทัพพระเจ้าตากสิน แย่งสมบัติและขึ้นครองเป็นกษัตริย์ผ่านการฆ่ากษัตริย์คนก่อน หลังจากนั้นมีการแก้ตัวโดยโกหกว่าพระเจ้าตาก &lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;“บ้า”&lt;/span&gt; จะเห็นได้ว่าการปล้นแย่งชิงการเป็นใหญ่ผ่านความรุนแรงคือที่มาของตระกูลจักรี และการใช้กำลังยึดอำนาจของทหาร เพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นประเพณีเก่าแก่ อัปรีย์ ของชนชั้นปกครองไทย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จริงๆ แล้วการใช้ความรุนแรงในการขึ้นครอง ไม่ใช่เรื่องอะไรพิเศษสำหรับราชวงศ์จักรีในสมัยก่อนเลย มันเป็นพฤติกรรมปกติของพวกกษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์อังกฤษ จีน พม่า หรือฝรั่งเศส และเราก็ไม่สามารถโทษ ไม่ควรเอาผิดลูกหลานของกษัตริย์สมัยก่อนที่เคยทำความผิด แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ควรเชิดชูการกระทำแบบนั้นด้วยคำโกหกบิดเบือน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;คาร์ล มาร์คซ์&lt;/span&gt; เคยตั้งข้อสังเกตในหนังสือว่าด้วยทุนว่า ความร่ำรวยของนายทุนสมัยนี้ ไม่ได้มาจากความขยันและออมของคนเหล่านั้น แต่ต้นกำเนิดของความร่ำรวยมาจากการปล้นขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นผ่านการใช้กองกำลัง ในกรณีนายทุนใหญ่เก่าแก่ของไทยก็เช่นกัน ทรัพย์สมบัติของกษัตริย์ปัจจุบัน ที่เป็นมรดกจากบรรพบุรุษ มาจากการปล้นสมบัติของพระเจ้าตาก หลังจากนั้นมีการใช้อำนาจขูดรีดและบังคับใช้ไพร่ บังคับให้คนส่งส่วย และบังคับเก็บภาษีจากประชาชน โดยที่กษัตริย์ต้นๆของราชวงศ์จักรีไม่ได้ขยันทำงานแต่อย่างใดทั้งสิ้น สรุปแล้วทรัพย์สินทั้งหมดที่ทำให้ไทยมีกษัตริย์ที่รวยที่สุด มีต้นกำเนิดอันไม่ชอบธรรมในประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่ต่างจากต้นกำเนิดของทรัพย์สมบัติของกษัตริย์อังกฤษหรือที่อื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;แต่เราต้องไม่มองอะไรด้านเดียว กษัตริย์ที่ขยันปกครองและปฏิวัติระบบล้าสมัยของกรุงเทพฯก็เคยมี ตัวอย่างที่ดีคือรัชกาลที่๕ ซึ่งพยายามทำให้สยามเป็นรัฐสมัยใหม่ ยกเลิกทาสและไพร่ และรวมศูนย์การปกครอง และถึงแม้ว่าทำไปเพื่อประโยชน์และอำนาจของตนเอง แต่ก็มีประโยชน์กับประชาชนด้วย&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; และที่น่าสนใจคือพวกขุนนางหัวเก่าพยายามคัดค้านอย่างถึงที่สุด แสดงว่าสมัยโน้นก็มีหัวเก่าที่ไม่อยากให้ประเทศก้าวหน้าเหมือนกัน&lt;/span&gt; อย่างไรก็ตามรัชกาลที่๕ก็ไม่ใช่นักประชาธิปไตย เป็นผู้สั่งรวบดินแดนสามจังหวัดภาคใต้จากรัฐปัตตานี และการที่มีเมียเต็มวังก็แสดงว่าไม่เคารพผู้หญิงเท่าไร นั้นก็ปกติ คนเราย่อมมีข้อดีข้อเสียเสมอ ปัญหาคือกษัตริย์ในราชวงศ์จักรีที่สร้างประโยชน์นอกจากรัชกาลที่๕แล้ว....อาจไม่มีเลย รัชกาลที่๓ กับรัชกาลที่๔ สนใจแต่การแย่งสมบัติกัน รัชกาลที่๖ มัวแต่เล่นละครและใช้เงินแผ่นดิน รัชกาลที่๗ แก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจบนสันหลังประชาชนจนต้องมีการปฏิวัติในปี ๒๔๗๕...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ประวัติศาสตร์เป็นอาวุธทางการเมือง ทั้งหมดที่ผมเขียนไปนี้ไม่ใช่เรื่องลึกลับ แต่ฝ่ายเผด็จการสมัยนี้ไม่อยากให้เราพูดหรือคิดความจริงแบบนี้ของประวัติศาสตร์ เขาจะพยายามสร้างประวัติศาสตร์ชุดโกหกมาให้เราท่องจำแทน และเราก็จะต้องสวนกลับไปด้วยข้อมูลของฝ่ายเรา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://wdpress.blog.co.uk/2009/04/05/3670-3648-3617-3625-3634-3618-3609-3623-3633-3609-3629-3633-3611-3619-3637-3618-5895314/"&gt;wdpress : Political Writings on Thailand : ๖ เมษายน วันอัปรีย์ &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-5403076275632452259?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/5403076275632452259/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=5403076275632452259&amp;isPopup=true' title='2 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5403076275632452259'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5403076275632452259'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post_26.html' title='๖ เมษายน วันอัปรีย์'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>2</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-8769507788346302478</id><published>2009-04-26T00:27:00.000-07:00</published><updated>2009-04-26T00:43:12.016-07:00</updated><title type='text'>ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล : Thailand should remember Nepal</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;"&gt;The&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;Independent&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.independent.co.uk/opinion/leading-articles/leading-article-thailand-should-remember-nepal-1668035.html"&gt;Thailand should remember Nepal&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลโดย :&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ทีมแปลข่าวเฉพาะกิจ&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ประชาไท)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;กิจกรรมนี้เกิดขึ้นจากทีมนักแปลอาสาสมัครที่อยากให้สาธารณชนได้บริโภคข่าวสารอย่างรอบด้าน เนื่องเพราะเห็นว่าสื่อสารมวลชนของไทยมีปัญหาเรื่องการทำงานในสถานการณ์วิกฤตินี้ เราจึงเลือกแปลข่าวของสื่อต่างชาติที่ยังสามารถทำงานตามหลักการวิชาชีพได้ โดยไม่มีอคติต่อฝ่ายใด และไม่มีอำนาจรัฐมาครอบงำ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000099;"&gt;ส&lt;/span&gt;ถานการณ์อลหม่านในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยซึ่งรัฐบาลได้ประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินภายหลังการประท้วงที่ทำให้ต้องยกเลิกการประชุมสุดยอดอาเซียน จะนำไปสู่การเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ประเทศเนปาล รัฐบาลอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ที่ถูกโจมตี ค่อยๆ ถูกดูดกลืนโดยการประท้วงของประชาชน ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติเหมาอิสต์และการล้มระบอบกษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ในประเทศไทย สถาบันกษัตริย์ได้รับความนิยมมากกว่า ขณะที่การปฏิวัติของประชาชนกระจัดกระจายไม่เป็นเนื้อเดียวกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม มีการนำมาเปรียบเทียบกัน อย่างแรกคือ ผู้นำของไทยที่ถูกกำจัดออกไปเมื่อปี 2549 ด้วยความเห็นชอบของราชสำนัก แม้ไม่ได้เป็นผู้นิยมลัทธิเหมา แต่ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นผู้ที่จะไม่หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาของสงครามชนชั้นอย่างแน่นอน&lt;/span&gt; ส่วนเป้าหมายแห่งความกริ้วโกรธของนายทักษิณ คือรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเจตนารมณ์เบื้องต้นของรัฐบาลนี้คือการแสดงความจงรักภักดีกับราชวงศ์ แต่เจตนารมณ์นี้กลับกลายเป็นผลร้ายกับชื่อเสียงของประเทศไทยนับตั้งแต่รัฐบาลนี้ขึ้นสู่อำนาจ เพราะมีประชาชนจำนวนมากถูกจับกุมในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นายอภิสิทธิ์ไม่อาจกล่าวอ้างถึงศีลธรรมสูงส่งได้เมื่อเขาประนามการประท้วงของฝูงชนที่สร้างความอับอายให้กับเขา ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของเขาดูน่าเคลือบแคลง เขาได้อำนาจบริหารมาจากการประท้วงบนท้องถนนที่ต่อต้านพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2551 ซึ่งรู้กันว่าเป็นพรรคตัวแทนของทักษิณ ตอนนี้เขากำลังถูกข่มขู่ด้วยวิธีการเดียวกับที่ทำให้เขาขึ้นสู่อำนาจได้ ขณะที่ประเทศไทยกำลังอ่อนเปลี้ยเพราะรายได้ที่สำคัญจากการท่องเที่ยวหดหาย &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ส่วนสถาบันกษัตริย์ที่รัฐบาลนี้เข้ามาปกป้องก็กำลังสูญเสียความนิยมที่เคยได้รับในอดีต&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในการทำความเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทางราชสำนัก, กองทัพ และชนชั้นนำในเมืองควรเลือกที่จะพยายามอยู่ร่วมกับกลุ่มคนจำนวนมากที่ชื่นชอบทักษิณ ตอนนี้คนเหล่านี้ไม่มีความโชคดีเช่นนั้นแล้ว พวกเขายากที่จะได้เห็นทักษิณกลับมาสู่ชัยชนะทั้งในฐานะวีรบุรุษและเผด็จการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่นายอภิสิทธิ์จะจัดการปัญหานั้นดูมีอยู่น้อยนิด ทางออกเดียวคือการเลือกตั้งใหม่ซึ่งฝ่ายผู้ที่เห็นอกเห็นใจทักษิณจะได้รับชัยชนะ ทางออกอื่นที่มี เป็นเส้นทางเดียวกับที่ประเทศเนปาลใช้ในการปฏิวัติ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บรรดาผู้ปกครองของประเทศไทยจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในอดีตราชอาณาจักรในหุบเขาหิมาลัยนี้ และประนีประนอมได้ทันเวลา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;The Independent’s Leading article,&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Monday, 13 April 2009&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ID=16548&amp;amp;Key=HilightNews"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : The Independent : ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-8769507788346302478?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/8769507788346302478/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=8769507788346302478&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8769507788346302478'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/8769507788346302478'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/thailand-should-remember-nepal.html' title='ประเทศไทยควรจดจำบทเรียนของเนปาล : Thailand should remember Nepal'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-6477752396040914116</id><published>2009-04-25T23:09:00.000-07:00</published><updated>2009-04-25T23:36:14.913-07:00</updated><title type='text'>หรือว่าเราไม่เคยเป็นสังคมทันสมัย?</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;การ&lt;/span&gt;ใช้กรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อปิดวิทยุชุมชน ฟ้องร้องเว็บไซต์ประชาไท รวมถึงดำเนินคดีกับคนที่แสดงความเห็นตามเว็บไซต์ต่างๆ ในขณะนี้ เป็นดัชนีชี้วัดปฏิกิริยาของระบบอำมาตยาธิปไตยที่มีต่อการขยายตัวของกระแสประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;การที่ชนชั้นนำไม่สามารถทนดู ทนฟัง และอ่อนไหวต่อความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนอย่างมาก จนต้องหันไปใช้กลไกรัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ศาล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวให้กับสังคม &lt;/span&gt;โดยเชื่อว่าการทำเช่นนั้นจะสามารถหยุดยั้งคนไม่ให้คิดและทำในสิ่งที่แตกต่าง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่าทีของชนชั้นนำที่ตอบสนองต่อการตื่นตัวทางการเมืองของพลเมืองในขณะนี้ ไม่อาจเข้าใจเป็นอื่น นอกจากชนชั้นนำไทยยังเข้าใจว่า อำนาจรัฐอยู่เหนือประชาชน และการใช้อำนาจในทางลบที่เน้นการกดปราบทำลายล้าง อยู่เหนือการใช้อำนาจในทางบวกที่เน้นการสร้างสรรค์และร่วมมือ ท่าทีต่อการใช้อำนาจที่ผิดเพี้ยนเช่นนี้ ใช่หรือไม่ที่ทำให้ชนชั้นนำไทยเชื่อว่าตนเองสามารถตรึงสังคมไทยให้เป็น “สังคมก่อนสมัยใหม่” ตลอดไป ไม่เปลี่ยนเป็น “สังคมทันสมัย” อย่างที่หลายคนเชื่อว่าสังคมไทยกำลังเป็น&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;สังคมสมัยใหม่ กับการใช้อำนาจของรัฐ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สังคมสมัยใหม่ หรือสังคมที่ถูกมองว่าเป็น “อารยะ” โดยทั่วไป ให้ความสำคัญกับความสามารถในการใช้เหตุผลของมนุษย์ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ต่างจากสัตว์ ตรงที่มนุษย์มีจิตสำนึกและมีอุดมการณ์ ทำให้มนุษย์สามารถคิดจำแนกแยกแยะ สั่งสมประสบการณ์ ที่นำไปสู่การประเมินและตัดสินคุณค่าสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง &lt;span style="color:#000099;"&gt;เมื่อสังคมสมัยใหม่ให้คุณค่าอย่างสูงกับความสามารถในการใช้เหตุผลของมนุษย์ รัฐจึงรับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองที่รัฐไม่อาจล่วงละเมิดได้ นัยของกฎหมายดังกล่าว คือความ&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;เชื่อว่ามนุษย์ไม่ว่าผู้ดีหรือคนยากจนต่างก็มีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน&lt;/span&gt; ดังนั้นจึงมีความสามารถในการใช้เหตุผลเหมือนกัน ความเชื่อของสังคมทันสมัย นับว่าแตกต่างจากความเชื่อในสังคมจารีตประเพณีอย่างมากมาย &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สังคมจารีตประเพณีในหลายแห่งอ้างความเชื่อ เช่น ความเชื่อทางศาสนา เพื่อสนับสนุนการปฎิบัติต่อมนุษย์ในลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ความเชื่อในพุทธศาสนาที่ว่า คนทำบุญมากกว่า ย่อมมีชาติกำเนิดสูงกว่า มีบารมีเหนือกว่าที่จะปกครองมนุษย์คนอื่น&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การที่รัฐสมัยใหม่รับรองสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของพลเมืองตามกฎหมาย ไม่ได้นำไปสู่ความวุ่นวายในสังคม เพราะการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างเท่าเทียมและเสมอภาคกันสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ได้เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าคนกลุ่มนั้นจะมีความคิดเห็นที่สนับสนุน หรือแตกต่างจากรัฐบาล สังคมสมัยใหม่ถูกมองว่าเป็น “สังคมที่ก้าวหน้า” เพราะระดับการใช้เหตุผลได้แทรกซึมเข้าไปสู่ปริมณฑลต่างๆ อย่างทั่วถึง เช่น การเติบโตของความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ การพัฒนาวิธีตัดสินใจอย่างมีเหตุผล หรือแม้แต่การแยกแยะระหว่างข้อมูลหรือข้อเท็จจริงกับการตัดสินคุณค่า การพัฒนาไปสู่ความเป็นสังคมทันสมัย จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ โดยมีปัญญาชนเป็นกลุ่มหัวหอกในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคมในด้านอื่นๆ เช่น การอพยพเคลื่อนย้ายตัวมากขึ้นของกลุ่มประชากร ทุน ความรู้ เทคโนโลยี การพัฒนาอุตสาหกรรม ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในสังคมสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ท่าทีของรัฐต่อการใช้อำนาจต่างจากการใช้อำนาจของรัฐในสังคมจารีตประเพณีอย่างมาก ในขณะที่รัฐก่อนสมัยใหม่เน้นอำนาจของผู้ปกครอง และการออกคำสั่งและควบคุมประชากร &lt;span style="color:#993300;"&gt;(command and control)&lt;/span&gt; โดยใช้อาวุธ กฎหมายและการลงโทษ เป็นเครื่องมือรักษาอำนาจของผู้ปกครอง รัฐสมัยใหม่กลับเน้นอำนาจที่อยู่ในมือประชาชน และการใช้อำนาจผ่าน “ศิลปะแห่งการปกครอง” &lt;span style="color:#993300;"&gt;(the art of government)&lt;/span&gt; เน้นการสร้างสังคมที่ให้ความสำคัญกับความรู้ กระตุ้นให้มีการต่อสู้ทางความคิด เน้นการส่งเสริมให้ปัจเจกบุคคลสร้างวินัยเพื่อควบคุมตนเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกของปัจเจกบุคคล ควบคู่ไปกับการพัฒนาความสามารถของสังคมในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ดังนั้นนอกจากสังคมสมัยใหม่จะไม่ยอมรับการรัฐประหาร การใช้อาวุธบังคับให้คนเชื่อและยอมตามแล้ว สังคมสมัยใหม่ยังท้าทายความเชื่อว่า ผู้ปกครองอยู่เหนือประชาชน และผู้ปกครองมีคำตอบสำหรับประชาชนด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;สังคมไทย กับการใช้อำนาจของรัฐ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้การก้าวขึ้นสู่อำนาจของรัฐบาลอภิสิทธ์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเสียงข้างน้อย ในท่ามกลางความสับสนวุ่นวายทางการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภา จะก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความชอบธรรมในการได้มาซึ่งอำนาจรัฐ ทว่าในวันที่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชน การยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ควบคู่กับส่งเสริมการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นภายในชาติอย่างเร่งด่วน ณ วันนั้นผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต่างแสดงความดีใจที่ได้นายอภิสิทธิ์เป็นนายก ประธานองคมนตรี ถึงกับกล่าวสนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาล ให้ยึดหลักการ 5 ข้อ คือ “อดทน อดกลั้น เสียสละ ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง และสร้างศรัทธาให้เกิดขึ้น” &lt;span style="font-size:85%;color:#3333ff;"&gt;(1)&lt;/span&gt; ท่าทีในวันแรกของการเข้ารับตำแหน่งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ทำให้หลายคนพากันแสดงความโล่งอกว่า รัฐบาลจะนำความสงบกลับคืนมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทว่าเพียงไม่นานวันหลังการขึ้นสู่อำนาจ เหตุการณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม กระแสความไม่พอใจรัฐบาลอภิสิทธิ์เติบโตขยายผลมากขึ้นทุกวัน ทั้งจากพรรคการเมืองเดิม หรือกลุ่มคนที่สนับสนุนพรรคการเมืองเดิม อย่างกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่คนที่เคยร่วมสนับสนุนอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ถึงกับออกมากล่าวทวงบุญคุณรัฐบาล ในฐานะผู้สนับสนุนให้ก้าวสู่อำนาจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในท่ามกลางแรงกดดันจากหลายฝ่ายให้รัฐบาลอภิสิทธิ์เร่งสร้างสังคมประชาธิปไตย นำหลักนิติรัฐ และความยุติธรรมกลับคืนมาสู่สังคม นอกจากรัฐบาลจะไม่สามารถทำตามข้อเรียกร้องได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว รัฐบาลได้ดำเนินการหลายอย่างที่สร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น เช่น การอนุมัติงบประมาณให้รัฐมนตรีที่มีส่วนในการสร้างภาพลักษณ์ที่เสียหายให้แก่ประเทศ เป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ประเทศในสายตาชาวโลก การอนุมัติงบประมาณเพื่อให้กองทัพเข้ามามีบทบาทกดปราบกระแสต้านรัฐบาล การเพิกเฉยต่อการบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคกับคนทุกกลุ่ม การออกกฎหมายลดโทษให้แก่ความผิดที่เกิดจากการยึดสนามบิน การยื้อเวลาไม่ดำเนินคดีกับพันธมิตรที่ยึดทำเนียบและสนามบินสองแห่ง แต่กลับแต่งตั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยึดสนามบินเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีและที่ปรึกษาจำนวนมาก รวมถึงการผลักดันกฎหมายหมิ่นฯ ฉบับใหม่ที่เพิ่มโทษสูงขึ้น รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวอย่างกว้างขวางกับกลุ่มคนหลายวงการ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์ ที่ปิดกั้นพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นทางเว็บไซต์ของประชาชน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ก่อนหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์ กฎหมายหมิ่นฯ ก่อให้เกิดการความขัดแย้งในสังคมมากอยู่แล้ว เพราะบทลงโทษที่สูง และความคลุมเครือในการบังคับใช้กฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้ใครก็ได้เป็นผู้ฟ้องร้อง ผูกขาดอำนาจในตีความและบังคับใช้กฎหมายเอาไว้ในมือกลไกรัฐ ซึ่งทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการใช้กฎหมายเพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง เพราะเหตุนี้ จึงทำให้มีทั้งผู้ที่สนับสนุน และผู้ที่ต่อต้านกฎหมายดังกล่าว การที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งเลวร้ายลงอย่างไม่อาจเลี่ยง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าไม่นานมานี้ นายอภิสิทธิ์แสดงความรู้สึกไม่สบายใจกับการจับกุมผู้ดูแลเว็บไซต์ประชาไท และการปิดเว็บไซต์ต่างๆ พร้อมปฏิเสธว่า การคุกคามสื่อไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล และเป็นเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายใดเลย &lt;span style="font-size:85%;color:#3333ff;"&gt;(2)&lt;/span&gt; แต่ในทางปฏิบัติ เราแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ของรัฐบาลต่อกรณีต่างๆ ที่ถูกข้อครหาว่าเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง หรือท่าทีซึ่งแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน นำหลักนิติรัฐและความยุติธรรมคืนสู่สังคม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#990000;"&gt;ความย้อนแย้งภายในสังคมไทย&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ถึงปิดหูปิดปากปิดตา ก็ยังเห็น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การพัฒนาไปสู่สังคมทันสมัยในหลายภูมิภาคของโลก ได้ลดทอนอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิม รวมถึงมรดกของความสัมพันธ์ทางสังคมที่เคยปฏิบัติกันมาในสังคมจารีตประเพณี แต่มิใช่ว่าจะสามารถทำลายอิทธิพลของความเชื่อดั้งเดิม หรือสถาปนาความสัมพันธ์แบบใหม่เข้าแทนที่ความสัมพันธ์ในสังคม “ก่อนสมัยใหม่” ทั้งหมด ดังนั้นลักษณะ “พันทาง” ของความทันสมัย จึงปรากฏให้เห็นในสังคมสมัยใหม่หลายแห่ง ความทันสมัยแบบพันทางไม่ใช่แบบอย่างที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ไม่ใช่ความผิด ที่จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปิดกั้นโอกาสในการเปลี่ยนแปลง &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ดังนั้นรัฐสมัยใหม่และผู้นำที่ชาญฉลาดจำนวนไม่น้อยจึงเลือกที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เปรียบเทียบตนเองกับประเทศอื่นๆ และปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก โดยไม่ต้องรอให้มีความขัดแย้งที่บานปลาย หรือมีความสูญเสียที่มากเกินเยียวยา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับสังคมไทยซึ่งพัฒนาไปสู่ความทันสมัยมากว่า 60 ปี แม้ว่ามือหนึ่งเราจะชูธงความเป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ อีกมือหนึ่งจะชูธงประชาธิปไตยทางการเมือง แต่เรากลับยึดกุมอุดมการณ์อำนาจนิยม และวัฒนธรรมแบบอนุรักษ์นิยมอย่างสุดขั้วไว้ไม่ปล่อยมือ เราจึงต้องเผชิญกับโจทย์ที่ประหลาดพิลึก เช่น ในนามของการเป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ ทำไมเรายอมให้มีความเป็นเสรีนิยมทางเศรษฐกิจในบางด้าน เฉพาะคนบางกลุ่ม&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt; น่าสงสัยว่าใครกันที่เก็บเกี่ยวดอกผลของความมั่งคั่งจากการดำเนินนโยบายเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ&lt;span style="color:#993300;"&gt; (เพียงบางด้าน)&lt;/span&gt; นั้น&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt; และใครคือผู้จ่ายต้นทุนของการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยนั้น&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ในนามของการปกครองด้วยประชาธิปไตย ใครกันแน่ที่กุมอำนาจทางการเมือง&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;?&lt;/span&gt; ทำไมระบอบประชาธิปไตยจึงไม่เติบโต&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;?&lt;/span&gt; เหตุใดเราจึงยอมให้หลักการพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยจึงถูกปัดทิ้งอย่างไร้ค่า&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในทางวัฒนธรรม ทำไมเรายอมให้ใครก็ตามที่อ้างความรักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ กลายเป็นคนที่ผูกขาดความถูกต้อง และมีอำนาจชอบธรรมเหนือกฎหมาย ที่จะตัดสินคนอื่นๆ ได้อย่างไม่มีโอกาสโต้แย้ง&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;หรือว่าแท้จริงแล้ว การพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ยังไม่เปลี่ยนสังคมไทยให้เป็นทันสมัยที่แท้จริง เราจึงมีชนชั้นนำที่กุมอำนาจเหนือรัฐบาล และเชื่อว่าตนเองสามารถบังคับโลกไม่ให้กลม บังคับโลกไม่ให้หมุน ด้วยการใช้อำนาจรัฐ ปิดหูปิดตาปิดปากประชาชน โดยไม่จำเป็นต้องแคร์สายต่อชาวโลกว่าจะมองอย่างไร เราจึงได้รับการอนุญาตให้มีได้แค่รัฐบาลที่ถนัดแต่การใช้อำนาจออกคำสั่งบังคับประชาชน แต่กลับไม่เคยเรียนรู้ศิลปะแห่งการปกครองแม้แต่เรื่องเดียว&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ศรัทธา สารัตถะ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;16 มี.ค. 2552&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;อ้างอิง&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;(1) “เปรม” ดีใจ ประเทศไทยได้นายกฯชื่อ “อภิสิทธิ์” มั่นใจแก้ปัญหาชาติได้, ประชาไท วันที่ 29/12/2551, &lt;a href="http://www.prachathai.com/05web/th/home/15036"&gt;http://www.prachathai.com/05web/th/home/15036&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;(2) อภิสิทธิ์เปรย จับผู้ดูแลเว็บประชาไท - ไล่ปิดเว็บไซต์ ไม่เกิดประโยชน์ ทำภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย, ประชาไท วันที่ 12/3/2552, &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/15872"&gt;http://www.prachatai.com/05web/th/home/15872&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ID=15932&amp;amp;Key=HilightNews"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : หรือว่าเราไม่เคยเป็นสังคมทันสมัย? &lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-6477752396040914116?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/6477752396040914116/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=6477752396040914116&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/6477752396040914116'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/6477752396040914116'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post_25.html' title='หรือว่าเราไม่เคยเป็นสังคมทันสมัย?'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-3832679413019107935</id><published>2009-04-25T22:26:00.000-07:00</published><updated>2009-04-25T22:35:18.123-07:00</updated><title type='text'>เรียนรู้ประวัติศาสตร์ : รัสเซียปี 1905</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;การ&lt;/span&gt;ต่อสู้ของประชาชนเพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยนั้น ไม่ว่าในยุคใดสมัยใดและถิ่นฐานใด ล้วนแต่ยืดเยื้อยาวนาน ยากลำบาก และนองเลือดทั้งสิ้น การเคลื่อนไหวคืบหน้าไปแล้วก็ถดถอย แล้วก็คืบหน้าอีก สู้แล้วแพ้ ก็กลับมาสู้ใหม่ เป็นกระแสขึ้นและลง จากเล็กสู่ใหญ่ จากน้อยสู่มาก จากกระจัดกระจายและเป็นไปเอง สู่การรวมตัวจัดตั้งและมีแผนงาน จากเป้าหมายเล็กและจำกัด ไปสู่เป้าหมายใหญ่และชัดเจน การชะงักหรือถดถอยอาจเป็นเพียงชั่วครู่ไม่กี่เดือนกี่ปี ไปจนถึงยาวนานหลายสิบปี แต่แล้วการต่อสู้ของประชาชนก็บรรลุชัยชนะและได้มาซึ่งประชาธิปไตยในที่สุด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในระหว่างนั้น เแม้ประชาชนจะถูกสกัดกั้น ถูกกดขี่ ถูกใช้กำลังรุนแรงปราบปราม บาดเจ็บล้มตาย กระทั่งนองเลือดอย่างสาหัส บางครั้งเกิดการถดถอยนานหลายสิบปี แต่การต่อสู้ของประชาชนก็ฟื้นกลับมาเป็นกระแสใหญ่ได้อีกทุกครั้งจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย การต่อสู้ของประชาชนในสังคมและยุคสมัยที่ต่างกันอาจมีสาเหตุเฉพาะหน้าที่ต่างกัน แต่เหตุผลสำคัญที่สุดมีเพียงประการเดียวคือ &lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;‘ประชาชนต้องการเสรีภาพ’&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จักรวรรดิรัสเซีย ณ ต้นปี 1905 ถูกปกครองโดยระบอบอัตตาธิปไตยของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองแห่งราชวงศ์โรมานอฟ &lt;span style="color:#000099;"&gt;พระองค์ทรงปกครองรัสเซียด้วยนโยบายกำปั้นเหล็ก ปราบปรามจับกุม เนรเทศ และประหารผู้ที่ต่อต้านราชวงศ์อย่างเด็ดขาด ปฏิเสธการปฏิรูปเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของประชาชนรัสเซียและชนชาติส่วนน้อย อีกทั้งปล่อยให้การบริหารบ้านเมืองถูกแทรกแซงโดยพระราชินีซาร์อเล็กซานดราผู้ซึ่งมุ่งมั่นที่จะให้เจ้าชายน้อยราชโอรสได้สืบราชบัลลังก์ให้จงได้ พระราชวงศ์ล้อมรอบไปด้วยพวกผู้ดีขุนนาง กองทัพ และเจ้าที่ดินที่ร่ำรวย ที่ไม่เสียภาษี ในขณะที่ประชากรส่วนใหญ่ของรัสเซียเป็นชาวนาไร้ที่ดินและยากจน พวกเขาจงรักภักดีและยึดมั่นในพระเจ้าซาร์ในฐานที่เป็น&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; ‘พระบิดาของประชาชน’&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;ในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นปี 1904 รัสเซียประสบความพ่ายแพ้อย่างน่าอับอาย สร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนโดยทั่วไป อีกทั้งนำมาซึ่งปัญหาเศรษฐกิจ อาหารและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ มีราคาขึ้นสูงและขาดแคลน ดังนั้น ในวันที่ 22 มกราคม 1905 ประชาชนจำนวน 150,000 คนนำโดยนักบวชชื่อ กาปอง ได้พากันเดินขบวนในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ไปยังลานหน้าพระราชวังฤดูหนาวเพื่อถวายฎีกาต่อพระเจ้าซาร์ ขอให้มีการปฏิรูปประชาธิปไตย ให้มีรัฐสภา การเลือกตั้ง และเสรีภาพ ตลอดจนให้ลดภาษี ปฏิรูปการคุ้มครองแรงงานและสวัสดิการสังคม แต่พระเจ้าซาร์กลับทรงสั่งให้ทหารราชองค์รักษ์ยิงปืนใส่ประชาชน ทำให้มีคนเสียชีวิตกว่าร้อยคนและบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการขนานนามว่า &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;‘วันอาทิตย์นองเลือด’&lt;/span&gt; ความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อพระเจ้าซาร์ในฐานที่เป็น ‘พระบิดาของประชาชน’ จึงได้สิ้นสุดลงนับแต่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุการณ์นองเลือดดังกล่าวทำให้เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงไปทั่วประเทศ คนงานเดินขบวนนัดหยุดงาน และชาวนาลุกขึ้นแย่งยึดที่ดินของเจ้าที่ดิน กระทั่งพระเจ้าซาร์ยอมอ่อนข้อให้ในเดือนสิงหาคม 1905 สัญญาที่จะให้มีสภาดูม่าที่เลือกตั้งโดยคนรวย แต่ประชาชนทั่วประเทศก็ยังคงประท้วงต่อไป ในที่สุด รัฐมนตรีวิตเตอจึงโน้มน้าวให้พระเจ้าซาร์ทรงยอมลงพระนามใน &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;‘แถลงการณ์เดือนตุลาคม’&lt;/span&gt; สัญญาที่จะให้มีรัฐธรรมนูญ เสรีภาพ การเลือกตั้ง และรัฐสภา ผลก็คือ พวกนักการเมืองฝ่ายขวายุติการเคลื่อนไหว หันมาสนับสนุนพระเจ้าซาร์ แต่ประชาชนคนงานและชาวนายังคงประท้วงต่อไป มีการจัดตั้งสภาคนงานขึ้นในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโกที่ปฏิเสธอำนาจการปกครองของพระเจ้าซาร์ เกิดการลุกขึ้นสู้ในเมืองเซวาสโตโปลในเดือนพฤศจิกายน และมีการนัดหยุดงานทั่วไปในกรุงมอสโกในวันที่ 5-7 ธันวาคม รัฐบาลส่งกองทัพและปืนใหญ่เข้าปราบปรามประชาชนในกรุงมอสโกอย่างนองเลือดเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ สังหารผู้คนไปกว่าหนึ่งพันคน จนประชาชนต้องยอมจำนน ในขณะที่กลุ่มผู้นำสภาคนงานในกรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและมอสโก รวมทั้งกลุ่มผู้นำสหภาพชาวนาทั่วประเทศนับพันคนล้วนถูกจับกุมคุมขังทั้งหมด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ระบอบพระเจ้าซาร์หลังปี 1905 กลายเป็นระบอบกษัตริย์ในรัฐธรรมนูญ พระเจ้าซาร์ยังคงมีพระราชอำนาจเด็ดขาดในฝ่ายบริหาร นโยบายต่างประเทศ ศาสนา กองทัพ มีระบบการเลือกตั้งทางอ้อมถึงสี่ชั้น โดยที่คนรวยและเจ้าที่ดินมีน้ำหนักคะแนนเสียงมากกว่าคนงานและชาวนา สภาดูม่าที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม ประกอบด้วยตัวแทนขุนนางเจ้าที่ดินร้อยละ 60 และตัวแทนประชาชนอื่น ๆ อีกร้อยละ 40 สภาดูม่ายังถูกควบคุมจากสภาสูงที่เลือกตั้งครึ่งหนึ่งและแต่งตั้งอีกครึ่งหนึ่ง กฎหมายต้องผ่านสภาดูม่า สภาสูง และพระปรมาภิไธยของพระเจ้าซาร์ ซึ่งทรงมีพระราชอำนาจที่จะยุบสภาเมื่อใดก็ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;การลุกขึ้นสู้ของประชาชนรัสเซียปี 1905 มีลักษณะกระจัดกระจาย เป็นไปเอง ขาดการจัดตั้งและการวางแผนประสานงาน ไม่มีพรรคการเมืองของตนที่เข้มแข็ง ไม่มีเป้าหมายที่เป็นหนึ่งเดียว แต่การต่อสู้ของประชาชนรัสเซียก็ยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งเกิดเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยในเดือนมีนาคม ปี 1917&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&amp;amp;ID=16568&amp;amp;Key=HilightNews"&gt;หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท : พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ : เรียนรู้ประวัติศาสตร์ - รัสเซียปี 1905&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-3832679413019107935?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/3832679413019107935/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=3832679413019107935&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3832679413019107935'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/3832679413019107935'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/1905.html' title='เรียนรู้ประวัติศาสตร์ : รัสเซียปี 1905'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-645062271085699592</id><published>2009-04-22T19:47:00.000-07:00</published><updated>2009-04-22T20:20:36.221-07:00</updated><title type='text'>การร่วมวางแผนของราชวงศ์ : Thailand’s royal sub-plot</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;Inside Story&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;: &lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;Current affairs and culture&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://inside.org.au/thailands-royal-sub-plot/"&gt;Thailand’s royal sub-plot&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;by&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Andrew Walker&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#000099;"&gt;and&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Nicholas Farrelly&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000099;"&gt;การร่วมวางแผนของราชวงศ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่กราบไหว้ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ราชวงศ์ไทยกลับกลายเป็นจุดแห่งความไม่พอใจ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff6600;"&gt;เ&lt;/span&gt;มื่อนายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำการการสลายผู้ประท้วงเสื้อแดงเมื่อคืนวันอาทิตย์ ปฎิบัติการเริ่มแรกโดยการวางกองกำลังไว้รอบๆพระราชวังจิตรลดา ที่ประทับของกษัตริย์ในกรุงเทพ เป็นการรักษาความปลอดภัยตามหน้าที่ประจำ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ ไม่มีใครจะคิดว่าเสื้อแดงจะคุกคามความมั่นคงของกษัตริย์ แต่สถาบันสูงสุดของประเทศไทยกำลังถูกลากเข้าไป ในการต่อสู้ว่าใครที่มีสิทธิบริหารประเทศอย่างแท้จริง ในขณะที่เหตุการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนระอุ ประเทศกำลังขยับใกล้เข้าไป ใกล้ให้มีการถกเถียงกันอย่างเปิดเผยต่อหน้าสายตาประชาชน เกี่ยวกับบทบาทของราชวงศ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แรงผลักดันครั้งล่าสุดมาจากการ “โฟนอิน” ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกปล้นตำแหน่งโดยการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ การออกมาปราศัยอย่างต่อเนื่องได้ช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับผู้สนับสนุนเสื้อแดง ทักษิณได้ปฎิบัติการโดยการโจมตีองคมนตรีของกษัตริย์โดยตรง เขาได้พุ่งเป้าไปยังองคมนตรี ตัวแทนของอำนาจ เปรม ติณสูลานนท์ และสุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวหาทั้งสองคนนี้ว่าเป้นผู้สั่งการให้กองทัพทำรัฐประหารล้มรัฐบาลของเขา การเปิดโปงของเขาทำให้เกิดข่าวลือตามหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์อย่างไม่ขาดสาย เกี่ยวกับการวางแผนของผู้ภักดีต่อราชวงศ์ระดับสูง และผลักดันให้คนเสื้อแดงจำนวนนับพันเข้าล้อมบ้านของประธานองคมนตรีเปรม ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปพัทยาเพื่อขัดขวางการประชุมสุดยอดของอาเซียน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากเหตุการณ์วุ่นวายในขณะนี้ ทำไมเปรมและสุรยุทธ์ถึงได้เป็นตัวเอกของเรื่อง ก็เพราะพวกเขาทั้งสองคนนี้เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศไทย ที่ถูกนับถือว่าเป็นรัฐบุรุษและผู้คงจริยธรรม เปรมเคยเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดและเคยเป็นนายกรัฐมนตรีจากปี ๒๕๒๓ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๓๑ และได้มีความผูกพันที่แน่นแฟ้นและเป็นที่โปรดปรานของกษัตริย์ในการต่อสู้กับพรรคอมมูนิสต์แห่งประเทศไทย สุรยุทธ์ ลูกป๋า ได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบก และได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ ทั้งเปรมและสุรยุทธ์ไม่ได้เป็นนายกที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งคู่ได้รับตำแหน่งทางทหารที่สูงสุด และขณะนี้ทั้งคู่ได้รับตำแหน่งองคมนตรีของกษัตริย์ การโจมตีของทักษิณต่อบุคคลที่มีตำแหน่งที่ทั้งสูงส่งและมีอำนาจสั่งการนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่กำลังขยายตัวอย่างกว้างขวาง แต่ เป็นลางให้เห็นว่าการโจมตีที่ปรึกษาของราชวงศ์ที่โดดเด่นทั้งสองคนนี้ ทักษิณได้ก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่งในการโจมตีราชวงศ์ คำพูดให้ต่อสู้ของทักษิณเป็นการให้เสื้อแดงทำการรณรงค์เพื่อให้เป็นสาธารณรัฐกลายๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝันร้ายของเปรม สุรยุทธ์ และคนอื่นๆในบรรดาศักดินาอำมาตย์ ซึ่งนับเป็นทศวรรษแล้วที่มีการจัดการด้านสื่ออย่างระมัดระวัง และเป็นผลงานชิ้นโบว์แดง แต่ขณะนี้อาจจะถูกเผยโฉมออกมา เมื่ออนาคตของราชวงศ์กำลังเผชิญกับความไม่แน่นอน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;กษัตริย์ภูมิพลทรงพระชนมายุ ๘๑ พรรษา และสุขภาพกำลังเปราะบาง เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ในท่ามกลางความยุ่งเหยิงของการเมืองที่กำลังประสบอยู่ขณะนี้ บุคคลที่เหมือนจะเป็นผู้สืบราชวงศ์คือเจ้าฟ้าชายมหาวชิราลงกรณ์ กำลังถูกจับตามองมากกว่าปกติ เจ้าฟ้าชายไม่เป็นที่นิยมและมีบุคลิกที่ก่อให้เกิดความแตกแยก ไม่สามารถสืบทอดความมีเสน่ห์ และความมีบารมีที่พระบิดาทรงสะสมมาในช่วงเวลา ๖๒ ปีที่ทรงครองราชย์ หลายๆคนได้รู้สึกว่าพระราชธิดาองค์รอง เจ้าฟ้าหญิงสิรินทรน่าจะเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะสืบราชวงศ์มากกว่า บรรดาองคมนตรีกำลังเป็นห่วงเรื่องราชวงศ์จะถูกลากเข้าสู่สนามการเมือง ในช่วงระยะที่ราชวงศ์กำลังอยู่ในสภาพที่ไม่มั่นคง และความไม่กระจ่างชัดในเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครั้งหลังสุดที่สถาบันกษัตริย์ได้เผชิญกับสภาวะอันตรายอย่างนี้ในปี ๒๔๗๕ เมื่อราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราช กษัตริย์ประชาธิปกได้ถูกบังคับให้ยอมรับรัฐธรรมนูญที่ลดอำนาจลง ในปีนั้น กลุ่มที่ไม่มีเชื้อสายเจ้าได้เรียกร้องให้กษัตริย์ทรงสละอำนาจเบ็ดเสร็จที่มีอยู่ ย้อนไปเวลานั้น การนำประเทศไปสู่ความทันสมัยของอดีตกษัตริย์หลายพระองค์ได้ทิ้งให้ศักดินาไทยเชื่อว่า รัฐบาลต้องมีความเป็นประชาธิปไตยมากขี้น ระเบียบศักดินาอย่างเดิมไม่เหมาะสมเสียแล้ว และจะอนุญาตให้ดำรงอยู่ได้เพียงแค่เป็นส่วนประกอบของบรรยากาศทางการเมือง การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชได้มาถึงจุดจบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับเป็นปีๆและหลายทศวรรษที่ผ่านมา ไม่่ใช่เรื่องง่ายในการทำความประนีประนอมระหว่างประชาชน กองทัพ และราชวัง รัฐบาลที่มาจากกองทัพซึ่งมีอำนาจมหาศาลในศตวรรษที่ยี่สิบนี้ ได้มองเห็นผลประโยชน์อย่างใหญ่หลวงที่จะดำรงความเป็นหุ่นเชิดของราชวงศ์ให้เป็นที่เคารพสักการะอย่างสูง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กษัตริย์ภูมิพล ขี้นครองราชย์ในปี ๒๔๘๙ ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์ ทรงได้รับการปลูกฝังจากตำแหน่งที่ได้รับมอบหมายจากบรรดาเหล่ารัฐบุรุษและผู้แทนในอำนาจต่างๆ เช่น บุคคลเยี่ยงเปรมและสุรยุทธ์ รัฐบาลแล้วรัฐบาลเล่าที่เข้ามาบริหารประเทศ มองหาหนทางรวมชาติให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และพบว่าจะได้รับประโยชน์จากการนำราชวงศ์มาเป็นสัญญลักษณ์เพื่อการเป็นศูนย์รวมไทยทั้งชาติ กษัตริย์ภูมิพลจีงเติบโตมากับหน้าที่นี้และมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ พระองค์ทรงดำรงฐานะบุคคลผู้เปี่ยมไปด้วยศีลธรรมอันสูงส่ง ในขณะนี้พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่ทรงประเสริฐ และทุกรัฐบาลที่มาจากการรวมของพวกที่มีอำนาจได้เพลิดเพลินกับการสนับสนุนของกษัตริย์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลายๆคนได้คาดการณ์ว่ารัฐบาลทักษิณไม่เป็นที่ชื่นชอบของราชวงศ์ ศัตรูของทักษิณได้กล่าวหาทักษิณว่าบ่อนทำลายฐานะของราชวงศ์ ลักษณะการเป็นผู้นำแบบบูรณาการ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ซีอีโอ)&lt;/span&gt; บวกกับการสนับสนุนจากคะแนนเลือกตั้งอย่างถล่มทะลายแบบไม่เคยมีมาก่อน แทน ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการมีพิธีรีตรองแบบโบราณ และการอุปถัมภ์ค้ำชูของราชวัง กษัตริย์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ต่อคนยากจนของประเทศไทย โดยผ่านโครงการการพัฒนาชนบทที่มีการจัดกองทุนอย่างเหมาะสมและเป็นที่รู้จักกันดีอย่างแพร่หลาย แต่นโยบายเศรษฐกิจแบบประชานิยมของทักษิณ ซึ่งสูบฉีดเงินให้ทุกหมู่บ้านโดยตรง ได้ลดความมีพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ไม่มีความขัดกันในการสนับสนุุนทั้งทักษิณและกษัตริย์ ประชาชนจำนวนมากได้พร้อมที่จะยอมรับกับการมีผู้นำทั้งสองแบบและพระมหากรุณาธิคุณควรควบคู่กันไป สุดท้ายแล้วสังคมไทยที่ขี้นหน้าขี้นตาไปด้วยความเป็นเจ้าระเบียบก็เต็มไปด้วยอำนาจและอิทธิพลทุกรูปแบบ พวกเจ้าระเบียบอาจไม่ชอบใจกับการนำเอาความเชื่อทางพุทธศาสตร์ ผสมกับลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งเป็นค่านิยมของไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่ฉลองได้หลายวิถีทาง ที่อำนาจและผู้มีอำนาจจะแสดงได้ ในประเทศที่ยอมรับวัฒนธรรมต่างๆ ความทันสมัยของทักษิณจะผสมกลมกลืนกับประเพณีราชวงศ์ได้อย่างง่ายดาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;แต่ศักดินาของไทยค่อนข้างขาดวิสัยทัศน์ ในมุมมองของโลกรอบๆตัวของพวกนี้ สำหรับพวกเขาแล้วการได้คุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จมาเนิ่นนาน พวกเขาเห็นว่าอำนาจเป็นการแข่งขันที่ปิดประตูแพ้ การสนับสนุนจากคะแนนเลือกตั้งที่ล้นหลาม และความชื่นชมจากคนยากจนในชนบทที่ทักษิณได้รับ เป็นการคุกคามต่อพระบรมเดชานุภาพอันประเสริฐยิ่งของกษัตริย์ จะต้องมีการจัดการอะไรสักอย่าง และการทำรัฐประหารในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ จึงเป็นคำตอบของพวกนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษิณยังไม่ได้แฉหลักฐานรายละเอียดให้หมดเปลือกว่าองคมนตรีเปรม และสุรยุทธ์ได้วางแผนทำลายเขาอย่างไร ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปแล้วว่าการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ นั้นได้รับการเห็นชอบอย่างเต็มที่จากราชวงศ์ ผู้บงการตัดสินใจที่จะผูกโบว์สีเหลืองรอบลำกล้องปืนติดรถถัง และเคลื่อนออกสู่ท้องถนนในกรุงเทพ และบังคับให้ทักษิณต้องออกจากตำแหน่งและลี้ภัยอยู่นอกประเทศ สีเหลืองเป็นสีของกษัตริย์ การใช้โบว์เหลืองเป็นแผนระยะสั้นที่จะดึงเสียงสนับสนุนในกรุงเทพ แต่สีที่ใช้ได้ย้อนกลับคืนเข้าสู่ตัวเองอย่างร้ายแรง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ภาพพจน์ของราชวงศ์ที่ให้การสนับสนุนต่อการทำรัฐประหาร เหนือสิ่งอื่นใด ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์อย่างหนาหูทั้งในประเทศและนอกประเทศเกี่ยวกับ วิธีการนำพระราชอำนาจ บุญบารมี และสัญลักษณ์ของวังมาใช้ในการเอากำลังทหารออกมาเพื่อสนับสนุนอำนาจเผด็จการในการเมืองไทยในสมัยใหม่นี้ การเฉลิมฉลองอย่างล้นเหลือในวันคล้ายวันประสูติของกษัตริยืในปี ๒๕๕๐ ไม่ได้ทำให้เรื่องการทำรัฐประหารและเหตุการณ์หลังจากนั้นเงียบลงไป แต่กลับยิ่งเพิ่มการสนทนาในงานเลี้ยงเกี่ยวกับความกำกวมของราชวงศ์ที่มีต่อประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การวิพากย์วิจารณ์นี้ได้มีมานานพอควร ในปี ๒๕๔๙ พอล แฮนด์เลย์นักข่าวได้เขียนชีวประวัติที่ไม่ได้รับอนุญาตของกษัตริย์ภูมิพล &lt;a href="http://yalepress.yale.edu/yupbooks/book.asp?isbn=0300106823" target="_blank"&gt;“กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม”&lt;/a&gt; การค้นคว้าพิเศษนี้ต่อเรื่องการสร้างภาพพจน์ของราชวงศ์ และการเกี่ยวข้องทางการเมืองมาหกทศวรรษของกษัตริย์ ได้ระบายภาพอย่างตรงไปตรงมาของราชวงศ์ ซึ่งคอยหนุนกองทัพให้เข้าไปขัดขวางการเมืองมาโดยตลอด ไม่ต้องสงสัยว่า ”กษัตริย์ไม่เคยยิ้ม” เป็นหนังสือเล่มสำคัญเกี่ยวกับประเทศไทยในทศวรรษที่แล้ว เป็นการเสี่ยงของนักข่าวซึ่งนักวิชาการไม่กล้าแตะ แม้ว่าหนังสือจะถูกแบนในประเทศไทย&lt;span style="color:#993300;"&gt; (จากทักษิณเอง)&lt;/span&gt; ก็ยังหาอ่านได้จากการสั่่งซื้อออนไลน์จากร้านขายหนังสือ และหาอ่านที่แสกนได้จากทางอินเตอร์เน็ต และได้มี&lt;a href="http://kingneversmiles.googlepages.com/" target="_blank"&gt;บทแปลไทย&lt;/a&gt;ไว้ด้วย การแฉราชวงศ์ของแฮนด์เล่ย์ได้สร้างความฮือฮาอย่างไม่เคยมีมาก่อนในแชทรูมของเว็บบอร์ดต่างๆ และยังคงคุยกันหนาหูอยู่ในทุกวันนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวเล็กๆที่มีความหมายอีกก้าวหนึ่ง ในการถกเถียงอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับราชวงศ์ ก็คือการสัมมนานานาชาติเกี่ยวกับไทยศึกษาที่จัดขี้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพ ในเดือนมกราคม ๒๕๕๑ มีผู้ร่วมการสัมมนามากกว่า ๖๐๐ คน เป็นนักวิชาการ นักข่าว และนักศึกษาจากประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ได้มีการเรียกร้องจากนานาชาติให้มีการคว่ำบาตรการสัมมนาในพระราชูปถัมภ์ หลังจากมีการทำรัฐประหารที่มีราชวงศ์สนับสนุน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นักวิชาการอาวุโสต่างๆได้จัดตั้งวิธีการนำเสนออย่างต่อเนื่องในการตรวจสอบบทบาทของราชวงศ์ในปัจจุบัน นักวิชาการต่างๆได้ถกเถียงอย่างเคร่งเครียดในเรื่องผลประโยชน์ของกิจการของราชวงศ์ ความมีประสิทธิภาพจากทฤษฎีการพัฒนาชนบทของกษัตริย์ และกฎหมายปกป้องอย่างเกินควรเพื่อปกป้องชื่อเสียงของราชวงศ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ช่วงที่ดีที่สุด เมื่อผู้ร่วมสัมมนาถกเถียงเกี่ยวกับหนังสือของแฮนด์เล่ย์ อาจจะเป็นการหลงตัวเองของนักวิชาการในการแนะว่าการสัมมนาเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับชีวิตคนไทยโดยรวม ได้มีการให้ทั้งการสนับสนุนและกำลังใจสำหรับผู้ที่อยู่ในเมืองไทยซึ่งกำลังจัดการให้มีการถกเถียงกันต่อหน้าสาธารณชนอย่างมีเหตุมีผลเกี่ยวกับอำนาจของราชวงศ์ เป็นการสัมมนาที่มีความสำคัญพอควรที่จะดึงดูดความสนใจจากเจ้าหน้าที่สันติบาลให้เข้ามาร่วมสังเกตุการณ์อย่างแข็งขัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การกระทำที่ขาดความเป็นวิชาการจะได้รับผลตอบแทนที่รุนแรงมากที่สุด และได้สร้างภาพพจน์ในทางลบให้กับกษัตริย์ของไทย ในเดือนธันวาคม ๒๕๔๙ โอลิเว่อร์ จูเฟ่อ ชาวสวิสถูกจับที่เมืองทางตอนเหนือของเชียงใหม่ในข้อหาทำลายรูปภาพของราชวงศ์ เนื่องจากเขาไม่สามารถซื้อเหล้าในวันคล้ายวันประสูติของกษัตริย์ การพ่นสีเป็นการกระทำแบบเด็กๆของจูเฟ่อซึ่งได้ถูกตัดสินจำคุก ๑๐ ปี จากกฎหมายหมิ่นฯที่เข้มงวด เขาได้รับการพระราชทานอภัยโทษหลังจากใช้เวลาเพียงสี่เดือนในคุก แต่ในขณะเดียวกัน คดีได้สร้างกระแสความเจ็บแค้น ทำให้มีการล้อเลียนกษัตริย์ในยูทูป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐบาลไทยได้ตอบโต้โดยการปิดกั้นเว็บไซต์ยูทูปทั้งหมด เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว นักเขียนชาวออสเตรเลีย แฮรี่ นิโคไลเดสถูกจับจากข้อเขียนย่อหน้าเดียวเกี่ยวกับเจ้าฟ้าชาย ในหนังสือที่ขายได้เพียงหยิบมือหนึ่งในประเทศไทย ชะตากรรมของนิโคไลเดสไม่ได้สร้างการวิจารณ์อย่างรุนแรงในออนไลน์เท่ากับคดีของจูเฟ่อ แต่ได้เพิ่มเสียงเรียกร้องจากนานาชาติเกี่ยวกับการใช้กฎหมายที่ตกยุค&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความโชคร้าย อย่างเลี่ยงไม่ได้ ที่ข้อหากฎหมายหมิ่นฯต่อชาวต่างชาติ ได้สร้างความสนใจต่อสื่อต่างชาติเป็นอย่างมาก ในขณะที่ความร้อนระอุทางการเมืองก็มีแต่เพิ่มขี้น กฎหมายถูกใช้ในการกำจัดเสียงที่ไม่เห็นด้วยในประเทศไทย นักเรียกร้องทางการเมืองสองคนซึ่งได้ให้ความเห็นต่อต้านราชวงศ์ได้ถูกจำคุก คนหนึ่งโดนจำคุก ๖ ปี อีกคนหนึ่งยังรอการพิจารณาคดี ได้มีการออกประกาศจับนักวิชาการจากการที่เขียนหนังสื่อเกี่ยวกับหน้าที่ของกษัตริย์ในการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ไม่นานมานี้ มีการกระทำที่ประหลาดที่เกินกว่าเหตุ จากการตัดสินจำคุกสิบปีต่อสุวิชา ท่าค้อ ในข้อหาเผยแพร่ “ภาพตัดต่อทางดิจิตอล” ของกษัตริย์ คดีบีบคั้นแบบนี้ส่งผลให้มีการร้องเรียนจากนักวิชาการนานาชาติมากกว่า ๑๐๐ ท่าน ให้มีการปรับปรุงหรือล้มเลิกกฎหมายหมิ่นฯ รัฐบาลไทยได้ตอบโต้แค่เพียงกล่าวว่า ต่อไปจะทำให้แน่ใจว่ากฎหมายบังคับใช้อยางเหมาะสม ได้มีการร้องเรียนแม้แต่ในรัฐบาลด้วยกันเองถึงการลงโทษที่รุนแรงเช่นนี้ การแสดงความเห็นของพวกคลั่งเจ้าได้กล่าวหาตามที่เดากันได้ว่า นักวิชาการนานาชาติไม่เข้าใจว่าคนไทยมีความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวดต่อกษัตริย์ของพวกเขาเพียงไหน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหตุผลหนึ่งที่ทำไมรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทยอิลักอิเหลื่อที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายหมิ่นฯ เพราะรัฐบาลนี้เป็นหนี้บุญคุณกับกองทัพคลั่งเจ้าที่มอบอำนาจให้เขา ปีที่แล้วเสื้อเหลืองได้ออกมาสู่ถนนในกรุงเทพอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพวกที่เรียกตัวว่าพันธมิตรได้รณรงค์ล้มรัฐบาลนิยมทักษิณที่ได้รับการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม ๒๕๕๐ ให้เข้ามาบริหารประเทศหลังจากการทำรัฐประหาร “เสื้อเหลือง” ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และดีงดันที่จะกำจัดร่องรอยความเป็นทักษิณให้หมดสิ้นไปจากเวทีการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เสื้อเหลืองได้เข้ายึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลาถึงสามเดือน บุกเข้าสภา และจากนั้น กระทำการยั่วยุระดับขีดสุดด้วยการปิดสนามบินนานาชาติเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ แม้ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าพันธมิตร หรือ พธม พวกเขาแย้งว่าสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ควรมาจากการแต่งตั้งไม่ใช่จากการเลือกตั้ง การรณรงค์ต่อต้านประชาธิปไตยนี้ได้ดำเนินการต่อสู้อย่างหน้าไม่อายภายใต้การอ้างอิงราชวงศ์ เสื้อเหลืองเป็นเครื่องแบบที่เลือก และพระฉายาลักษณ์ของกษัตริย์และราชินีได้ตั้งตระหง่านในการชุมนุมที่เพิ่มการยั่วยุ และประกาศศักดาว่า&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; “เราจะต่อสู้เพื่อกษัตริย์”&lt;/span&gt; พวกเขาอ้างว่าเป็นการปกป้องราชวงศ์ต่อนักการเมืองฝ่ายนิยมทักษิณที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ตัวกษัตริย์เองเลือกที่จะนิ่งเฉยเกี่ยวกับการใช้เครื่องหมายราชวงศ์ในการรณรงค์ของเสื้อเหลือง ความเงียบของพระองค์อาจจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ตามความคิดคร่ำครึว่าราชวงศ์ไทยอยู่เหนือการเมือง แต่ความคิดโบราณแบบนี้ได้ถูกทำให้ป่นปี้เมื่อราชินีทรงปรากฎตัวในงานเผาศพของผู้ประท้วงพันธมิตร ที่ถูกฆ่าในการเผชิญหน้าที่มีความรุนแรงกับตำรวจในต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ การแสดงตัวในครั้งเดียวนี้ ราชินีสิริกิติ์ทรงนำสถาบันกษัตริย์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองต่อหน้าสายตาคนทั่วไป ยิ่งเพิ่มข่าวลือว่าเสื้อเหลืองได้รับการหนุนหลัง และมีเส้นสายจากบุคคลระดับสูงสุด ภาพของราชินีที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับอันธพาลทางการเมืองทั้งหลายซึ่งพยายามที่จะขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ให้ออกจากอำนาจทำความไม่สบายใจอย่างยิ่งยวดให้กับคนไทยหลายๆคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ที่สุดรัฐบาลนิยมทักษิณก็ถูกปลดจากตำแหน่ง รัฐบาลถูกทำให้ดูอ่อนแอจากการรณรงค์บนท้องถนนที่ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐบาลขาดความน่าเชื่อถือจากการปฎิเสธของกองทัพที่จะบังคับการใช้ พรก. ฉุกเฉิน หรือการกวาดล้างการยึดครองสนามบิน และที่สำคัญที่สุด คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้มีคำสั่งยุบพรรคที่กำลังบริหารประเทศ และ ปลดรัฐบาลที่มีสมาชิก ๒๘ ท่านจากสภา ในเดือนธันวาคม ๒๕๕๑ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สามารถรวมตัวได้เสียงข้างมากในสภา จากความช่วยเหลือของนักการเมืองย้ายข้างจากพรรคนิยมทักษิณเก่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทักษิณกำลังลี้ภัย สมาชิกของเขาได้ถูกบังคับให้ลาออกจากรัฐบาล และเสื้อแดงขณะนี้ได้เผชิญหน้ากับความเกลียดชังของระบบความมั่นคงของประเทศไทย แต่ทักษิณยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองในประเทศไทย การออกมา “โฟนอิน” ที่บ่อยขี้น กระตุ้นความรู้สึกโกรธแค้นต่ออำนาจที่อยู่เบื้องหลังที่บงการการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ จนถึงทุกวันนี้ และการเข้ามาบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เป้าหมายที่ชัดเจนในการรณรงค์ของทักษิณคือการระบุชื่อองคมนตรี ๒ คน แต่นี่เป็นการบอกเป็นนัยต่อบางอย่างที่มีอำนาจมากกว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ว่าทักษิณจะพร่ำประกาศถึงความจงรักภักดีที่มีต่อกษัตริย์ ขณะนี้เขาได้เห็นผลประโยชน์ทางการเมืองในการโจมตีระบบศักดินาอำมาตย์ ผู้กุมอำนาจหลังฉาก และวิธีการซึ่งอำนาจของราชวงศ์ ทั้งของจริงและเป็นนัยถูกนำมาใช้ทำลายระเบียบการเลือกตั้ง ยุทธการในการกระตุ้นให้เสื้อแดงทำการรณรงค์ด้วยเดิมพันสูงต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ แนวความคิดในการปะทะของทักษิณและเสื้อแดงจำนวนมหาศาล ไม่เพียงแต่กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่รวมไปถึงองคมนตรี “สถาบันกษัตริย์” เองในขณะนี้ก็คลืบคลานเข้าใกล้กับความร้อนระอุของสงครามการเมืองเข้าไปทุกที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อควันจางหาย แน่นอนย่อมจะมีความพยายามอย่างที่สุดที่จะจับจีนี่ราชวงศ์กลับเข้าไปสู่ขวดทองตามเดิม ข้อบังคับทางกฎหมายในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์จะถูกนำมาบังคับใช้ ด้วยความเพลิดเพลินมากขี้น คนไทยที่กล้าเปิดปากพูดเกี่ยวกับความเป็นจริงทางการเมืองของประเทศจะต้องพบกับความเสี่ยงที่จะถูกลงโทษด้วยกฎหมายอย่างรุนแรง ความคิดเห็นจากนานาชาติที่เรียกร้องให้มีเสรีภาพทางการพูด จะถูกกล่าวหาว่าเอาค่านิยมตะวันตกมาใช้กับความจงรักภักดีที่มีต่อกษัตริยืไทย และความพยายามที่จะทำให้เกิดความเงียบย่อมไม่ได้ผล เพราะการปิดกั้นการถกเถียงเรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์จะยิ่งทำให้เกิดการรำลือมากขี้นไปอีก ทั้งเจาะลึก ถกเถียงกัน เดากัน และบางกรณี หมดสิ้นศรัทธา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การโฟนอินครั้งล่าสุดซึ่งจะมีทักษิณหรือไม่ก็ตาม และชะตากรรมในที่สุดของเสื้อแดงจะเป็นอะไรก็ตาม เหตุการณ์เหนือปกติเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หมายถึงว่า &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ความเงียบของราชวงศ์ไทยใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;แอนดรูว์ วอคเกอร์&lt;/span&gt; และ &lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;นิโคลาส ฟาร์เรลลี่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;๑๔ เมษายน ๒๕๕๒&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลาส ฟาร์เรลลี่ เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษทางด้านเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ของ&lt;a href="http://asiapacific.anu.edu.au/" target="_blank"&gt;วิทยาลัยเอเซียและแปซิฟิก&lt;/a&gt; มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และเป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ &lt;a href="http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/" target="_blank"&gt;“นิว แมนดาลา”&lt;/a&gt; ในปี ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับกิจกรรมของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/04/20/%e0%b9%81%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%a7%e0%b9%8c-%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0-%e0%b8%99%e0%b8%b4/"&gt;Liberal Thai : แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลาส ฟาร์เรลลี่: การร่วมวางแผนของราชวงศ์&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-645062271085699592?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/645062271085699592/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=645062271085699592&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/645062271085699592'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/645062271085699592'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/thailands-royal-sub-plot.html' title='การร่วมวางแผนของราชวงศ์ : Thailand’s royal sub-plot'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2782011319733224184</id><published>2009-04-11T20:41:00.000-07:00</published><updated>2009-04-11T20:52:44.135-07:00</updated><title type='text'>คุณูปการทางประวัติศาสตร์ของทักษิณ</title><content type='html'>&lt;span style="color:#000000;"&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ผ&lt;/span&gt;ม&lt;/span&gt;เคยเขียนประเด็นนี้มาบ้างแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2549 และโดยเฉพาะช่วงปี 2550&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ช่วงที่มีการประณามเปรมอย่างรุนแรงก่อนกรกฎาคม)&lt;/span&gt; เหตุการณ์ที่ผ่านมา 2-3 ปี ไม่ทำให้ผมเปลี่ยนความเห็นนี้ อันที่จริง ยิ่งทำให้ผมมั่นใจในการประเมินมากขึ้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กล่าวคือ ผมเห็นว่า มองในแง่ประวัติศาสตร์ระยะยาวแล้ว การเปิดฉากโจมตี "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ" &lt;span style="color:#993300;"&gt;(กรกฎาคม 2549)&lt;/span&gt; ของทักษิณ ที่พัฒนามาเป็นการโจมตี และเรียกร้องให้เปรม ลาออกในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นคุณูปการสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทัศนะของนักศึกษาประวัติศาสตร์อย่างผม เห็นว่า นี่เป็นคุณูปการ และความสำเร็จใหญ่หลวง ที่ไม่มีปัญญาชน หรือ ขบวนการที่อ้างว่า ทำเพื่อ "ประชาชน" ในหลายปีมานี้ สามารถ "ทาบ"&lt;span style="color:#993300;"&gt; (match)&lt;/span&gt; ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัว ผมเห็นเช่นกันว่าการ "เอาเปรมออก" ไม่สามารถเป็น "เป้าหมายรูปธรรม" ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะเรื่องนี้ "ใหญ่หลวงเกินไป"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;"นัยยะ" ของการวิพากษ์เปรม อย่างหนักหน่วง ในหลายวันมานี้ ได้ "เปิดพื้นที่" ทางวัฒนธรรมการเมือง ให้กับประชาธิปไตย เกินกว่าที่ใครจะคิดฝันได้แล้ว เพียงไม่กี่ปีที่แล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ผมเห็นว่า ถึงขั้น "เปรมออก" นั้น จะมีนัยยะสำคัญต่อ &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;"establishment"&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ขออภัย นึกคำดีๆภาษาไทยไม่ออก)&lt;/span&gt; ในระดับที่ พวกเขาไม่สามารถยอมให้เกิดขึ้นได้ และขณะนี้ ก็ไม่มีกำลังใด &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ไม่ว่าของคนเสื้อแดง หรือของใคร)&lt;/span&gt; ที่เข้มแข็งพอจะทำให้เกิดขึ้นได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผมหวังว่า คุณทักษิณและแกนนำเสื้อแดง จะตระหนักในข้อนี้ และ "วางยุทธศาสตร์" การต่อสู้ ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยุทธวิธี "ไล่เปรม แต่ชูความจงรักภักดี" นั้น มีประโยชน์ในแง่การเมืองและกฎหมาย แต่นัยยะของเรื่องนี้ จริงๆ ผมไม่คิดว่า มีใครในวงการเมืองคิดไม่ถึง ยิ่งในหมู่ &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;establishment &lt;/span&gt;- ผมหวังว่า คุณทักษิณและแกนนำเอง ก็คงเข้าใจว่า เรื่องนี้ ไม่ว่าจะยืนยันอย่างไร ก็ไม่ทำให้นัยยะเปลี่ยนไป และดังนั้น ไม่ควรมีมายาคติเสียเองว่า การ "ไล่เปรม แต่ชูความจงรักภักดี" นั้น ทำให้ "การไล่เปรม" เป็นเรื่องที่ทำได้ โดยไม่มีนัยยะมากไปกว่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า ขั้นต่อไปของการวิพากษ์เปรม ควรปรับมาอยู่ที่การให้การศึกษา ในลักษณะของข้อมูล และเหตุผล โดยเฉพาะในหมู่คนในเมือง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ปล.&lt;/span&gt; ผมจะดีใจมากๆเลย ถ้าผมประเมินเรื่องนี้ผิด แต่ผมยังมองไม่ออกจริงๆว่า การ "เอาเปรมออก" จะสามารถเป็น "เป้าหมาย" ที่มีลักษณะ realistic ได้อย่างไร ในขณะนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=28246"&gt;เวบบอร์ด "ฟ้าเดียวกัน" : คุณูปการทางประวัติศาสตร์ของทักษิณ&lt;br /&gt;&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2782011319733224184?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2782011319733224184/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2782011319733224184&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2782011319733224184'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2782011319733224184'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post_11.html' title='คุณูปการทางประวัติศาสตร์ของทักษิณ'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-1794103671307313697</id><published>2009-04-10T21:16:00.000-07:00</published><updated>2009-04-11T20:32:36.450-07:00</updated><title type='text'>ปรัชญาความงามของเจ้าหญิงดีไซเนอร์ : ผู้หญิงยุค ใหม่ต้องฉลาด และ สวยอย่างมี “สติ”</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;ผู้หญิงยุค ใหม่ต้องฉลาด และ สวยอย่างมี &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;“สติ”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ไม่&lt;/span&gt;ว่าจะหยิบจับอะไร ก็ประสบความสำเร็จไปหมด สำหรับพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพมาแล้วหลากหลายด้าน ทั้งในฐานะนักแบดมินตันทีมชาติ, ดีไซเนอร์ดาวรุ่ง ที่ได้รับการยอมรับจากแคตวอล์กระดับโลก กับบทบาทผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ แบรนด์ &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;SIRIVANNAVARI &lt;/span&gt;ตลอดจนแสดงพระปรีชาสามารถด้านการออกแบบ โดยทรงดีไซน์หีบเครื่องประดับให้แบรนด์หลุยส์ วิตตอง, สร้างสรรค์คอลเลกชั่นน้ำหอมส่วนพระองค์ และล่าสุด ยังทรงตอบรับคำทูลเชิญของเครื่องสำอางดังจากนิวยอร์ก &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;Kiehl's &lt;/span&gt;อายุเก่าแก่เกือบ 160 ปี ออกแบบผลิตภัณฑ์ คอลเลกชั่นพิเศษ “คีลส์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น” ภายใต้แนวคิด &lt;span style="color:#000099;"&gt;“Nature within You”&lt;/span&gt; เพื่อนำรายได้จาก การจำหน่ายหลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนศูนย์เมอร์ซี่ องค์กรการกุศลช่วยเหลือเด็กกำพร้าและผู้ติดเชื้อเอชไอวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ ทรงเปิดโอกาสให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ ทูลสัมภาษณ์ ถึงแรงบันดาลใจในการออกแบบผลงานล่าสุด โดยทรงเล่าว่า...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“เป็นคอสเมติคส์ชิ้นแรกที่ได้ทำอะไรสร้างสรรค์แบบนี้ ก็รู้สึกเซอร์ไพรส์นะ ท่านหญิง รู้จักคีลส์ ก่อนนำเข้ามาเมืองไทย บางโปรดักส์ใช้แล้วดีจริงๆ ชอบเป็นพิเศษ คือ ลิป บาล์ม เพราะเป็นคนปากแห้งมาก พอลองใช้แล้วปากชุ่มชื้น ไม่มันเกินไป แล้วยังชอบตัวแช่น้ำ ที่เป็นกลิ่นลาเวนเดอร์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;...จุดเริ่มต้นได้รับการบรีฟว่า ทางคีลส์กำลังทำแคมเปญร่วมกับดารา, ศิลปิน และคนดังทั่วโลก เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ลิมิเต็ด เอดิชั่น นำออกจำหน่าย หารายได้ให้ มูลนิธิการกุศล ท่านหญิง ก็มาศึกษา ดูดีไซน์ ของคนอื่นๆ คิดจินตนาการว่า คนซื้อจะมีรีแอ็กชั่นกับโปรดักส์อย่างไร พอพูดถึงแบรนด์นี้ นึกถึงธรรมชาติ เลยไปเปิดดูสมุดสเกตช์เก่า แล้วนำมาใช้กับโปรดักส์คีลส์ เช่นรูปดอกไม้และนก ส่วนรูปนกยูง เหล็กๆเพิ่งเขียนขึ้นใหม่ ที่รับปากทำงานนี้ เพราะรู้สึกว่าคาร์แรคเตอร์ ของคีลส์กับเราเหมือนกันใน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;เรื่องไลฟ์สไตล์ ออกเท่ๆ ชอบงานอาร์ต และแคร์ริ่ง ครั้งนี้ทำงานสบายๆ ไม่ยากเหมือนออกแบบให้ หลุยส์ วิตตอง”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;ด้วยพระสิริโฉมงดงามชวนมองยิ่ง ทำให้ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ อดไม่ได้ที่จะทูลถามถึงเคล็ดลับการดูแลพระองค์ของท่านหญิง ซึ่งล้วนแต่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงยุคใหม่&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ท่านหญิงชอบดูแลตัวเองนะ จะพยายามใช้เวลาในห้องน้ำเยอะนิดหนึ่ง บอกตัวเองตลอดว่า ต้องสวยๆๆ&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; ทุกวันนี้ ตอนกลางคืนจะบำรุงพวกวิตามินมากเป็นพิเศษ เพราะเป็น เวลาที่ผิวแอบซอร์บดีมาก ส่วนตอนเช้าเน้นการโพรเทคชั่น ป้องกันแสงยูวี กลัวว่าแก่ตัวไปจะมีฝ้าขึ้นใบหน้า ท่านหญิงจะดื่มน้ำให้ได้เยอะที่สุด แต่น้ำอัดลมจะไม่แตะเลย เลิกดื่มมาตั้งแต่อายุ 16 แล้ว กลัวอ้วน&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; หรืออย่างแอลกอฮอล์ก็ไม่ชอบ เพราะดื่มแล้วหน้าเหี่ยว ดื่มแก้วหนึ่ง ตีนกาขึ้น 3 เส้น&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; ที่ขาดไม่ได้คือ ต้องทาครีมบำรุงเช้าเย็น ไม่ให้ผิวแห้ง ผมก็ต้องบำรุงหมักครีมทุกอาทิตย์ เวลาบำรุงผิว ท่านหญิงเน้นด้วยว่า ต้องมีกลิ่นหอมทั้งตัว, ต้องสะอาด และลื่นๆมันๆ คือฉันไม่ได้ฉีดน้ำหอมนะ แต่คนอื่นได้กลิ่นหอมจากการ ใส่ใจดูแลตัวเองมากๆ ท่านหญิงจะบำรุงตั้งแต่ผมจดปลายเท้า ดูแลแม้กระทั่งเล็บ”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับพระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯ เสน่ห์น่าดึงดูดใจของผู้หญิงยุคใหม่อยู่ตรงไหนเพคะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“รู้สึกว่าเด็กสมัยนี้พยายามพรีเซนต์ตัวเองว่าใช้โปรดักส์ต่างด้าวเยอะ พวกกระเป๋า รองเท้า เป็นของเล่นของผู้หญิง คือ ใส่แบรนด์เนมเพื่อเสริมบารมีได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องสวยจากภายใน&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; ความสวยในสายตาของท่านหญิง ขึ้นกับจิตใจ และความคิดข้างใน ท่านหญิงจะถือมากเรื่องการแต่งตัวให้ถูกกาลเทศะ อย่างงานแต่งงานไม่ควรใส่สีแดง, ดำ, ขาว หรือม่วง และเวลาแต่งตัว ไม่ใช่ใส่ชาเนลทั้งตัว ถ้าใส่แบรนด์หัวจดเท้าจะดูโลว์ทันที&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; แล้วก็อย่าใช้ของปลอมเด็ดขาด ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องถือ&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt; เอาเป็นว่า เวลาแต่งตัวต้องมี &lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;“สติ”&lt;/span&gt; คิดซะบ้าง ไม่ใช่แต่งตามกัน หรืออะไรออกใหม่ ก็ต้องซื้อตามกัน คำว่าดีไซน์ มาแล้วก็ไป แต่คำว่าสไตล์ ยังคงอยู่กับเราตลอดไป”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อทูลถามพระองค์หญิงสิริวัณณวรีฯว่า ทรงแสดงพระอัจฉริยภาพมาหลายด้านแล้ว ยังทรงอยากทำอะไรอีกบ้าง ได้รับคำตอบว่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“อยากออกแบบคอสเมติคส์จริงๆ คือเป็นเมกอัพจริงๆครบเซ็ต ทั้งแป้ง, คัลเลอร์ และลิป กำหนดสีสันเองทั้งหมด แต่เป็นโปรเจกต์ใหญ่ ที่ต้องคุยอีกเยอะ ไม่ใช่ แค่ออกแบบอย่างเดียว ต้องดูด้วยว่าจะวางขายที่ไหน อยากทำเมกอัพที่มีแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งเป็นฐานผลิตให้”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;พูดถึงเมกอัพแล้ว ขอเจาะลึกหน่อยเพคะว่า เครื่องสำอางชิ้นไหนเป็นชิ้นโปรดที่ขาดไม่ได้เลย...&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;“ในกระเป๋าท่านหญิง จะขาดไม่ได้เลยคือ &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;"&gt;ลิปมัน, ลิปสติกสี และแป้งอาร์มานี”&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/span&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ทูลถามเรื่องอนาคตด้านการเรียนบ้าง จนถึงขณะนี้ พระองค์หญิงเตรียมพระองค์ไปถึงไหนแล้วเพคะ สำหรับการเสด็จไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ โดยจะเสด็จไปทรงฝึกงานกับห้องเสื้อจิออร์จิโอ อาร์มานี ที่มิลาน และห้องเสื้อคริสเตียน ดิออร์ ที่ปารีส จากนั้น จึงทรงเข้าเรียนต่อที่โบซ์ อาร์ตส์&lt;span style="color:#993300;"&gt; (Beaux -Arts)&lt;/span&gt; ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นโรงเรียนศิลปะอันดับหนึ่งของโลก&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;“ตอนนี้กำลังเรียนภาษาฝรั่งเศสอยู่ เรียนอาทิตย์ ละ 2 วัน และได้บ้านแล้ว อยู่แถวซูแรส นอกกรุงปารีสหน่อย...น้ำไหลไฟสว่าง อยู่สบาย ตรงคอนเซปต์ ทูล กระหม่อมพ่อ&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;!! &lt;/span&gt;ส่วนที่มิลานก็ได้อพาร์ตเมนต์แล้ว ท่านหญิงคงต้องจากเมืองไทยไปไม่ต่ำกว่า 5 ปี อยากเรียนอะไรก็ได้ ที่สามารถนำกลับมาช่วยคนไทยได้ ทำให้คนไทยมีอาชีพเลี้ยงตัวเอง นอกจากเรื่องเรียนแล้วยังตั้งใจว่าอยากหาประสบการณ์ ทำงานร่วมกับแบรนด์อื่นๆ และทำให้ แบรนด์ &lt;span style="color:#990000;"&gt;SIRI-VANNAVARI&lt;/span&gt; ในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับมากที่สุด”.&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;หลานท่านผู้หญิง&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=28319"&gt; เวบบอร์ด "ฟ้าเดียวกัน" : ปรัชญาความงามของเจ้าหญิงดีไซเนอร์ ผู้หญิงยุค ใหม่ต้องฉลาด และ สวยอย่างมี “สติ”&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;กรรม&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;!!&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ฮา)&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-1794103671307313697?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/1794103671307313697/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=1794103671307313697&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/1794103671307313697'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/1794103671307313697'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post_10.html' title='ปรัชญาความงามของเจ้าหญิงดีไซเนอร์ : ผู้หญิงยุค ใหม่ต้องฉลาด และ สวยอย่างมี “สติ”'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2539730375191658169</id><published>2009-04-06T19:47:00.000-07:00</published><updated>2009-04-06T20:33:49.454-07:00</updated><title type='text'>สุวิชา ท่าค้อและกฎหมายหมิ่นฯ : Suwicha Thakor and lese majeste</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;New Mandala&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2009/04/06/suwicha-thakor-and-lese-majeste/"&gt;Suwicha Thakor and lese majeste&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;by&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;Nicholas Farrelly&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#3366ff;"&gt;สุวิชา ท่าค้อและกฎหมายหมิ่นฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ทุกครั้งที่ใครก็ตามถูกตัดสินว่าผิดกรณีหมิ่นฯ &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ราชวงศ์ไทยจะได้รับแต่ความเสื่อมเสีย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มากกว่าหกสิบปีที่กษัตริย์ภูมิพล อดุลยเดชขี้นครองราชย์ ไม่เคยมีการผลักดันให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎหมายที่ทำให้การปกครองของท่านดูแล้วเหมือนมีความอ่อนแอ และมีเจตนาร้าย เรายังคงถูกทำให้เชื่อว่าราชวังเก็บเรื่องการแก้ไขกฎหมายนี้ไว้ และยิ่งการตัดสินจำคุกคดีหมิ่นฯยิ่งมากขี้นเท่าใด ยิ่งทำให้การเข้าใจยิ่งยากที่จะปกปิดได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หลักฐานล่าสุดได้แสดงให้เห็นว่า &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;ราชวังมีความพอใจต่อความพยายามที่จะจับใครก็ตามที่ล้อเลียนราชวงศ์ ต่อการนำภาพพจน์ของราชวงศ์ไปหาประโยชน์ใส่ตัวเองทำการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลักฐานที่แสดงว่าราชวังไม่เข้าใจในระบอบรัฐธรรมนูญ หรือไม่ยอมปรับปรุงข้อกฎหมายที่จะลดอำนาจของตัวเอง&lt;/span&gt; เราสรุปว่าเป้าหมายคือ จะยังคงไม่มีการให้คำอธิบายต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วย ต่อประชาชนส่วนใหญ่ และต่อใครก็ตาม ที่ต้องการที่จะเห็นการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สำหรับนักสังคมศาสตร์ที่ทำการวิจัยประเทศไทย กฎหมายหมิ่นฯและการบังคับใช้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำความเข้าใจในประเทศไทย อย่างไรก็ตามกฎหมายนี้เปิดโอกาสให้ศักดินาที่มีทั้งอภิสิทธิ์และอคติ ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมอำนาจที่ตัวเองมีอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุวิชา ท่าค้อเป็นปลาซิวปลาสร้อยรายล่าสุดที่ถูกปล่อยลงไปในหลุมนรกของกฎหมายหมิ่นฯ เป็นที่แน่ชัดว่าสถานการณ์ของเขาต่างจากบุคคลอย่างจักรภพ เพ็ญแข สนธิ ลิ้มทองกุล หรือสุลักษณ์ สุวลักษณ์ที่มากด้วยประสบการณ์ และได้รับการกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรจากกฎหมายที่คลุมเคลือเมื่อไม่นานมานี้เช่นกัน บุคคลดังกล่าวเหล่านี้และคนอื่นที่คล้ายกันมีแนวร่วมที่ช่วยให้พวกเขาไม่ต้องอยู่ในคุก &lt;span style="color:#3366ff;"&gt;สุวิชานั้นไม่มีใครเลย และ เช่นเดียวกับบุญยืน ประเสริฐยิ่งที่ต้องชดใช้เพราะขาดเส้นสาย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การถูกศาลตัดสินว่าผิดเมื่ออาทิตย์ที่แล้วจากการโพสต์ข้อความออนไลน์ที่เข้าใจว่าเป็นการโจมตีราชวงศ์นั้น สุวิชาได้ถูกตัดสินให้จำคุก ๑๐ ปี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ต้องขอบคุณต่อสื่อบางสื่อที่ได้พยายามประโคมข่าวในเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ แหล่งข่าวต่างๆ ซึ่งรวมถึงเว็บต่อต้าน &lt;span style="color:#993300;"&gt;(เช่น ประชาไท และ ฟ้าเดียวกัน)&lt;/span&gt; แหล่งข่าวหลัก &lt;span style="color:#993300;"&gt;(เช่น กวี จงกิจถาวร แห่งเนชั่น ไทยรัฐ และ มติชน)&lt;/span&gt; สำนักข่าวบางสำนัก &lt;span style="color:#993300;"&gt;(เช่น เอพี และ รอยเตอร์)&lt;/span&gt; และสื่ออื่น &lt;span style="color:#993300;"&gt;(รีพอร์ตเตอร์วิทเอ้าบอร์เดอร์ เดอะเทเลกราฟ เป็นต้น)&lt;/span&gt; ได้พยายายามเสนอข่าวการถูกตัดสินความผิดของสุวิชา ได้แต่หวังว่าครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นของการสร้างกระแสให้มีวิเคราะห์ในเหตุผลต่อการจับสุวิชาขังคุกในครั้งนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จากการรณรงค์ของนักวิชาการนานาชาติที่พุ่งเป้าไปยังการใช้กฎหมายหมิ่นฯในทางผิด อาจจะเป็นการช่วยเหลือสุวิชาและครอบครัวอย่างเต็มที่ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การลงโทษสุวิชาเป็นการทำลายความรู้สึกที่ยังคงเหลืออยู่ว่าประเทศไทยยังคงมีเสรีภาพทางความคิด แต่ละวันที่สุวิชาถูกจองจำอยู่ในคุกและชีวิตของเขาจะค่อยๆเลือนหายไปในคุกคอนกรีต เขาควรได้รับการสนับสนุนจากเราในทุกๆด้าน นอกเหนือจากนั้น เราทุกคนได้แต่หวังว่าสุวิชาจะได้รับอิสรภาพในไม่ช้า และกลับไปสู่ที่ที่เหมาะสมสำหรับทั้งครอบครัวของเขาและเพื่อนของเขา&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ประสบการณ์ได้บอกว่าการติดตามการเสนอข่าวของสื่อ ทำให้ราชวังและนักการเมืองศักดินาไทยเกิดความอับอาย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะห้ามไม่ให้สื่อต่างชาติสนใจในในคดีของสุวิชา และนั่นเป็นสิ่งที่เขาต้องการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเสนอข่าวจะเป็นการสร้างความกดดันอย่างหนักต่อนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แสดงให้เห็นชัดว่ามีความพอใจกับภาพพจน์ตัวเองในด้านบวก ที่โลกแห่งเสรีภาพแห่งปัญญาชนที่จะมีให้ได้ แต่ถ้าอภิสิทธิ์ไม่เป็นผู้นำในการแก้ไขกฎหมายหมิ่นฯ ตำนานของเขาจะเสื่อมเสียอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากผลงานของอภิสิทธิ์ต่อดดีเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อภิสิทธิ์อย่าได้หวังเลยว่า จะไม่ได้รับการวิพากวิจารณ์จากแหล่งการศึกษาต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;Nicholas Farrelly&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/04/07/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ab/"&gt;Liberal Thai : สุวิชา ท่าค้อและกฎหมายหมิ่นฯ&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ&lt;br /&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2539730375191658169?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2539730375191658169/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2539730375191658169&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2539730375191658169'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2539730375191658169'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/suwicha-thakor-and-lese-majeste.html' title='สุวิชา ท่าค้อและกฎหมายหมิ่นฯ : Suwicha Thakor and lese majeste'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2090250773090517489</id><published>2009-04-04T21:03:00.000-07:00</published><updated>2009-04-04T21:29:54.326-07:00</updated><title type='text'>สุวิชาโดนไป ๑๐ ปี : Suwicha gets 10 years!</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;Suwicha gets 10 years&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#ff0000;"&gt;!&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;Associate&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;Professor Giles Ji Ungpakorn&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;a target="_blank" href="http://redsiam.wordpress.com/2009/04/03/suwichai-gets-10-years/"&gt;redsiam&lt;/a&gt; - &lt;span style="color:#993300;"&gt;๓ เมษายน ๒๕๕๒&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#000000;"&gt;สุวิชาโดนไป ๑๐ ปี&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;เ&lt;/span&gt;ป็นประเทศและเป็นสังคมอย่างไรกันที่จับคนเข้าคุกเพียงแค่คนนั้นแสดงความเห็นทางอินเตอร์เน็ต เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศประสาอะไรที่สนับสนุนให้มีการทำสงครามกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาภายในประเทศ เป็นรัฐบาลประสาอะไรที่เข้ามามีอำนาจจากการรวมหัวกันกับกองทัพโดยการทำรัฐประหาร รัฐประหารจากศาลสองครั้งร่วมกับการออกมาแสดงความรุนแรงบนถนน ทั้งมีการติดสินบน และ การข่มขู่ เป็นนายกรัฐมนตรีประสาอะไรที่ตอแหลให้สื่อต่างชาติและนักวิชาการที่ออกซ์ฟอร์ดเกี่ยวกับว่าประเทศเป็นประชาธิปไตย และการใช้กฎหมายหมิ่นฯที่เข้มงวด เป็นชนชั้นปกครองประสาอะไรที่ใช้ &lt;span style="color:#cc0000;"&gt;“ความจงรักภักดีต่อกษัตริย์”&lt;/span&gt; มาอ้างการทำรัฐประหารว่าถูกต้อง โดยการปฏิบัติเยี่ยงผู้ก่อการร้ายจากพวกที่สนับสนุนโดยการปิดสนามบินนานาชาติ และการเซ็นเซอร์อย่างเข้มงวด ใช่ ตอนนี้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกาะกลุ่มกันแน่นกับบรรดาประเทศที่มีการปกครองกดขี่แบบไร้ค่าของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การที่ศักดินาชนชั้นปกครอง กองทัพ และพันธมิตรเสื้อเหลืองเผด็จการ ร่วมกับพรรคที่ชื่อต่างกับการกระทำคือพรรคประชาธิปัตย์ จำคุกคนอย่างสุวิชา ท่อค้อถึง ๑๐ ปีจึงไม่ใช่เรื่องแปลก สิ่งที่สุวิชาทำทั้งหมดก็แค่แสดงความเห็นเกี่ยวกับราชวงศ์ทางอินเตอร์เน็ต แต่ขณะเดียวกันการที่แกนนำพันธมิตรใช้ถนนก่อความรุนแรง มีการปิดสนามบิน พวกนี้ยังลอยนวลและไม่มีท่าว่าจะติดคุก นายพลต่างๆที่ใช้อำนาจตัวเองในทางผิดโดยการทำรัฐประหาร ก็ยังคงตั้งหน้ากอบโกยผลประโยชน์ ไม่มีใครจะประหลาดใจว่าศาลไทยไม่มีความยุติธรรม สถาบันของรัฐบาลขนาดใหญ่ขาดความโปร่งใส และขาดความน่าเชื่อถือ รวมถึงสถาบันกษัตริย์ สถาบันศาล รัฐบาลและกองทัพ ศาลได้ใช้ความเห็นในกฎหมายหมิ่นฯของตัวเองในการปิดปากการวิจารณ์ใดๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่ควรน่าประหลาดใจและน่าเป็นห่วงคือการที่กลุ่มเคลือนไหวเอ็นจีโอในประเทศไทยเกือบทั้งหมด นักวิชาการไทยเกือบทั้งหมด และสื่อหลักทั้งหมด ปิดปากเงียบ ที่เลวยิ่งกว่านั้นคือ ให้การสนับสนุนการทำลายเสรีภาพในการพูดและทำลายประชาธิปไตย และสิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจอย่างยิ่งก็คือ องค์การนิรโทษกรรมสากลไม่ยอมที่จะทำอะไรเลยในการปกป้องนักโทษทางความคิดในประเทศไทยนี้&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเคลื่อนไหวของเอ็นจีโอไม่เพียงแต่หันหลังให้กับ “การเมือง” และความสำคัญในการก้าวกระโดดครั้งยิ่งใหญ่ในช่วงปี ๒๕๒๓ แต่ตอนนี้กลับมาชื่นชมการ “วิ่งเต้นทางการเมือง” ตอนแรกพวกนี้หลงใหลกับรัฐบาลไทยรักไทย ต่อมาพวกนี้เป๋ไปกับนโยบายเพื่อคนยากจนของรัฐบาล ซึ่งเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากลุ่มเอ็นจีโอดำเนินโครงการณ์ “อย่างเล่นๆ” พวกนี้จีงเปลี่ยนไปซบอกกับพวกคลั่งเจ้าหัวเก่า เพี่อรักษาหน้าตัวเองโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเมือง จากบทเรียนจากนานาชาติ และจากทฤษฎีใดๆ แกนนำกลุ่มเอ็นจีโอได้แย้งว่าพวกเราเป็นนักเรียกร้องของจริง ไม่ใช่พวกนั่งโต๊ะ หรือพวกนักบ้าทฤษฎีใดๆ เพื่อหาเรื่องมาอธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงได้สนับสนุนการทำรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ ว่าเป็นการเหมาะสม และทำไมพวกเขาถึงไม่ได้ปกป้องประชาธิปไตยตั้งแต่่นั้นเป็นต้นมา แทนที่พวกนี้จะวิเคราะห์สถานะการณ์ทางการเมือง พวกนี้กลับไปเลียพวกนายพลต่างๆ รัฐบาลทุกสี และใครก็ตามที่พวกนี้จะได้รับผลประโยชน์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;นักวิชาการยิ่งเลวมากไปกว่า นับเป็นสิบๆปีแล้วที่พวกนี้หลบเลี่ยงที่จะโต้แย้ง&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;เรื่องการเมือง มีแต่การทะเลาะจุกจิกกันเป็นการส่วนตัวแทนที่จะโต้แย้งโดยพื้นฐานของเหตุผล ไม่มีใครจะแสดงจุดยืนในความคิดหรือโต้แย้งกับความเชื่อของตัวเอง มีบางครั้งเมื่อหนังสือพิมพ์เขียนข่าว ก็จะออกมาเขียนในทำนองพรรณาวกไปวนมา และละเลยที่จะอธิบายต่อผู้ตั้งคำถามที่น่าอึดอัด&lt;/span&gt; ดังนั้นเมื่อพวกนี้ออกมาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นกลางของตัวเอง และสนับสนุนการทำรัฐประหารปี ๒๕๔๙ พวกนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องออกมาอธิบายให้แจ่มแจ้ง &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เพียงแต่พูดง่ายๆว่าคนยากจน&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;“ไม่เข้าใจเรื่องประชาธิปไตย”&lt;/span&gt; การกระทำที่ขาดความเป็นนักวิชาการแบบนี้ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า หลายๆคนมีรายได้เพิ่มขี้นจากการร่วมมือกับศักดินาฝ่ายปกครอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ศักดินาหัวเก่าไทยได้เล่มเกมส์อันตราย พวกเขาได้เริ่มสงครามกลางเมืองระหว่างประชาชน &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ซึ่งขณะนี้แทนตัวว่าเสื้อแดง)&lt;/span&gt; และพวกคลั่งเจ้าเสื้อเหลือง เมื่อต้นปี ๒๕๔๙ พวกนี้ได้ตัดสินใจว่าจะนำเอาเครื่องมือนอกรัฐธรรมนูญมาใช้เพื่อกำจัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หาเรื่องแก้ตัวว่า เพราะนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักไทย ทักษิณ ชินวัตรกระทำการ “การฉ้อราษฎร์” และ “ใช้อำนาจนอกเหนือหน้าที่” ในขณะที่คอยแต่วิจารณ์การกระทำของทักษิณและพรรคไทยรักไทย แต่ก็อย่าลืมรวมพวกศักดินาหัวเก่า รวมทั้งราชวงศ์ ซึ่งได้มีการฉ้อราษฎร์และใช้อำนาจนอกหน้าที่เช่นกัน สิ่งที่ศักดินาเหล่านี้ทนไม่ได้ก็คือ การที่มีใครสักคนขี้นมามีอำนาจ ผ่านขั้นตอนประชาธิปไตยเหนือพวกเขา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;นับสิบๆปีแล้วที่ศักดินาเหล่านี้ได้เป็นตัวชักใยการปกครองประเทศไทยจากเบื้องหลัง ราวกับประเทศเป็นของพวกเขาเอง เครือข่ายอุปถัมภ์ที่เป็นพิษได้ดึงสมาชิกใหม่ๆเข้าร่วมเครือข่าย &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;“ท่อน้ำเลี้ยงของศักดินา”&lt;/span&gt; นี้ ซึ่งความสำเร็จที่ได้รับก็มาจากรายจ่ายของคนจนที่ทำงานอย่างหนัก พวกกาฝากเหล่านี้ยังคงประกาศความชอบธรรมของตัวเองโดยอ้างว่าประเทศไทยมีระบบสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งกษัตริย์เปรียบเสมือนเทพเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่กษัตริย์ทรงอ่อนแอและขาดความมี “บุคลิก” และความศักดิ์สิทธิ์เป็นแค่นวนิยาย นายพลแห่งกองทัพ นักการเมือง นักธุรกิจ และเหล่าองคมนตรีทั้งหลายหมอบราบลงกับพื้น และถวายความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ที่ “ศักดิ์สิทธิ์” และออกมาแสดงอำนาจแท้จริงกับประเทศและกอบโกยผลประโยชน์ แต่กษัตริย์ทรงชราภาพมากแล้ว พระราชบุตรไม่เป็นที่นิยม มีความน่ากลัว หรือถูกมองว่าน่ารังเกียจ พวกศักดินาจะหากินจากไหนถ้ามาถึงเวลาที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์ลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช่นเดียวกับวรรณกรรมเรื่อง &lt;span style="color:#3333ff;"&gt;“ชุดใหม่ของพระราชา”&lt;/span&gt; ที่เหล่าบรรดาศักดินาคอยโกหกคำโตกับคนไทย &lt;span style="color:#993300;"&gt;(และแม้แต่กับกษัตริย์)&lt;/span&gt; เพื่อเผยแพร่เรื่องของตัวเอง &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ว่ากษัตริย์คือพระเจ้า กษัตริย์มีความศักดิ์สิทธิ์ เราต้องสนองพระราชประสงค์ของกษัตริย์&lt;/span&gt; กฎหมายหมิ่นฯ และวิธีการเผด็จการต่างๆได้นำมาใช้เพื่อปิดบังการโกหกหลอกลวงของตัวเอง แต่ความจริงได้ถูกแฉออกมา คนส่วนใหญ่ในประเทศไทยได้เห็นแล้วว่าพระราชาไม่ได้ใส่ชุดอะไร กษัตริย์ไม่ได้ “ทรงรวมสังคมไทยเข้าด้วยกัน” กษัตริย์ไม่ได้ทรงมีความเที่ยงธรรม และไม่ได้สร้างความเสมอภาค และกษัตริย์ได้ทรงเลือกเข้าข้างฝ่ายกองทัพและฝ่ายที่ต่อต้านประชาธิปไตยตลอดรัชสมัยของพระองค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การล้มล้างเครือข่ายการฉ้อราษฎร์ ความมีอภิสิทธิ์ และเผด็จการที่รายล้อมราชวงศ์ต้องใช้เวลานาน ประชาชนอย่างสุวิชา ท่่าค้อ ดา ตอร์ปิโด บุญยืน ประเสริฐยิ่ง และอีกหลายๆคนยังคงต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุก ซึ่งเสื้อแดงจะต้องใช้เวลาอีกนานในการเคลื่อนไหวและการรวมกลุ่ม ขณะเดียวกันนักการเมืองเช่น ทักษิณ และอีกหลายคนยังคงเกาะติดกับความคิดของพวกคลั่งเจ้า และประกาศว่า &lt;span style="font-size:130%;color:#ff6600;"&gt;“จงรักภักดี”&lt;/span&gt; ต่อกษัตริย์ ในขณะที่โจมตีองคมนตรีว่าเป็นผู้วางแผนทำรัฐประหาร แต่เสื้อแดงหลายๆคนไม่หยุดการเคลื่อนไหว ยังคงต้องการมากไปกว่านั้น เพื่อสร้างความเป็นประชาธิปไตยและให้สังคมมีความเที่ยงธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;เราต้องอย่ากลัวอีกต่อไป เป็นการง่ายสำหรับผมที่จะพูดจากอังกฤษที่ปลอดภัย เราทั้งหมดต้องทำตัวให้เหมือนคนตัวเล็กๆ ซึ่งพูดในสิ่งที่เขาเห็นว่าพระราชาเดินเปลือยกายผ่านไป ทำไมเราคนไทยต้อง “จงรักภักดีต่อกษัตริย์” ในสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่เท่าเทียมกัน กษัตริย์ควรจะรักเรา ถ้ากษัตริย์หรือผู้ที่จะสืบราชบัลลังค์ต่อไป ไม่เตรียมพร้อมที่จะฟังเสียงประชาชน ไม่มีความเคารพต่อประชาชน และต่อต้านประชาธิปไตย เมื่อนั้นเราต้องเป็นสาธารณรัฐแน่&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ใจ อึ้งภากรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/04/05/%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b9%82%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b9%91%e0%b9%90-%e0%b8%9b%e0%b8%b5/"&gt;Liberal Thai : สุวิชาโดนไป ๑๐ ปี&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2090250773090517489?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2090250773090517489/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2090250773090517489&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2090250773090517489'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2090250773090517489'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/suwicha-gets-10-years.html' title='สุวิชาโดนไป ๑๐ ปี : Suwicha gets 10 years!'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2894712125106904230</id><published>2009-04-03T22:45:00.000-07:00</published><updated>2009-04-03T23:15:13.268-07:00</updated><title type='text'>ทำไมต้องจงรักภักดี?</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#3333ff;"&gt;ใน&lt;/span&gt;ระบบประชาธิปไตยการมีประมุขไม่ว่าจะเป็นกษัตรย์หรือประธานาธิบดี ไม่ได้แปลว่าพลเมืองจะต้องจงรักภักดีต่อประมุขแต่อย่างใด ตรงกันข้าม&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ประมุขจะต้องจงรักภักดีต่อประชาชนผู้เป็นพลเมือง&lt;/span&gt; เพราะในระบบประชาธิปไตยประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินและมีอำนาจอธิปไตยสูงสุด ในกรณีที่ประเทศมีระบบประธานาธิบดีประมุขจะต้องได้รับการเลือกมาจากประชาชน ประชาชนจึงเป็นเจ้านายแท้ของประธานาธิบดี ในกรณีที่คนส่วนใหญ่อยากมีประมุขเป็นกษัตรย์ กษัตริย์จะต้องเข้าใจว่าเขาต้องรับใช้ประชาชนและเขาจะต้องสะท้อนความคิดของประชาชนส่วนใหญ่และของประชาชนที่เป็นส่วนน้อยอีกด้วย จึงจะเป็น “จุดรวมศูนย์ของชาติ” ได้ ในกรณีกษัตริย์ยุโรป ถ้าประชาชนเลือกพรรคสังคมนิยมมาเป็นรัฐบาล กษัตริย์จะต้องสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้ากษัตริย์ผู้เป็นประมุขเพียงแต่เข้าข้างคนส่วนน้อยที่มีอำนาจนอกกรอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย ต้องถือว่ากษัตริย์ละเมิดอธิปไตยแท้ของพลเมือง และไม่เคารพประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;รัฐธรรมนูญต่างๆของประเทศไทยหลัง 2475 กำหนดไว้ว่ากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ดังนั้นกษัตริย์ต้องถือว่าเป็นผู้รับใช้ประชาชน ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องถือว่าเรามีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ทำไมเล่า…ชนชั้นปกครองไทยถึงชอบสร้างภาพว่ากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดและบังคับให้เราต้องจงรักภักดีต่อเขา&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;การสร้างภาพว่าเราต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ โดยไม่มีการอธิบายเหตุผลว่าทำไมในระบบประชาธิปไตยที่ถือว่าพลเมืองมีอำนาจสูงสุด เราจะต้องไปจงรักภักดีต่อคนๆหนึ่งที่บังเอิญเกิดมาในตระกูลหนึ่ง เป็นการพยายามล้างสมองประชาชนอย่างไร้ปัญญา และด้วยเหตุที่มีการสร้างกระแสความเกรงกลัว คนไทยจำนวนมากจึงไม่กล้าตั้งคำถามอย่างเปิดเผยกับข้อเสนอว่า&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;”เราต้องจงรักภักดี”&lt;/span&gt; ไม่กล้าตั้งคำถามกับข้อเสนอว่าสถาบันกษัตริย์มี “ความศักดิ์สิทธิ์” และไม่กล้าตั้งคำถามกับการยัดเยียดความคิดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาตั้งแต่โลกเกิดและได้ทำให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทั้งวิภาษวิธีมาร์คซิสต์และศาสนาพุทธ เสนอว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นเวลาชนชั้นปกครองพูดว่าสถาบันกษัตริย์อยู่เคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนาน มันเป็นคำพูดที่ไร้วิทยาศาสตร์ เป็นคำพูดเท็จเพื่อให้พลเมืองเป็นไพร่…แต่เป็นไพร่ของใคร&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt; คำตอบคือเป็นไพร่ของทหาร อภิสิทธิชน ประชาธิปัตย์และคนอื่นที่เกาะกินรวบอำนาจและขูดรีดประชาชน ในเครือข่าย&lt;span style="color:#3333ff;"&gt; “คนรักเจ้า”&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ข้อเสนอว่าสถาบันกษัตริย์ไทยทำให้เราอยู่เย็นเป็นสุข เป็นข้อเสนอที่เหลวไหลเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่นำไปสู่การปฏิวัติ 2475 ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการทหารที่ครองเมืองมานานพร้อมกับการโกงกินมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา 35 หรือวิกฤติการเมืองปัจจุบัน และไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนคนรวยที่เห็นได้ชัดในสังคมไทย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ชี้ให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่มีประสิทธิภาพในการสร้างความอยู่เย็นเป็นสุขกับพลเมืองแต่อย่างใด คือเป็นอุปสรรคและกาฝากสังคมด้วย เพราะกษัตริย์ไม่ยอมปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ยอมห้ามคนที่เอาเปรียบประชาชน และเครือข่ายพระราชวังใช้งบประมาณจำนวนมากเพื่อประโยชน์ส่วนตน ทั้งๆที่งบประมาณส่วนนี้ควรจะนำมาสร้างรัฐสวัสดิการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เครือข่ายเจ้าพร้อมที่จะให้ประชาชนหมอบคลานกราบตีน และใช้ราชาศัพย์พิเศษอันแสดงความเป็นเทวดาเหนือคนอื่น นี่คือพฤติกรรมของผู้ที่ไม่รู้จักบุญคุณของประชาชนและไม่รู้จักการเคารพพลเมืองทั้งปวงในรูปแบบประชาธิปไตย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ดังนั้นผมขอฟันธงว่า ในระบบประชาธิปไตยแท้ พลเมืองจะต้องจงรักภักดีและเคารพศักดิ์ศรีของเพื่อนพลเมืองด้วยกัน เราจะต้องไม่จงรักภัคดีต่อคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ นายพล นายกรัฐมนตรี หรือ ประธานาธิบดี และไม่มีอะไรศักดิ์สิทธิ์นอกจาก&lt;span style="color:#ff0000;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;“สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความเสมอภาค”&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;นักการเมืองหรือนักวิชาการคนไหนที่พูดว่าเราต้องจงรักภักดีต่อกษัตริย์ในยุคนี้ต้องถือว่าไม่เข้าใจประชาธิปไตยอันแท้จริง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;ใจ อึ๊งภากรณ์&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://redsiam.wordpress.com/2009/03/30/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%84%e0%b8%94%e0%b8%b5/"&gt;Redsiam : ทำไมต้องจงรักภักดี? &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2894712125106904230?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2894712125106904230/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2894712125106904230&amp;isPopup=true' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2894712125106904230'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2894712125106904230'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/04/blog-post.html' title='ทำไมต้องจงรักภักดี?'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2699531419771080964</id><published>2009-03-30T20:50:00.000-07:00</published><updated>2009-03-30T21:19:49.188-07:00</updated><title type='text'>"องคมนตรี - กองทัพ - ตุลาการ" : นี่คือ "อำนาจที่แตะต้องไม่ได้" ที่ควรถูก "ปฏิรูปการเมือง" โดยแท้จริง</title><content type='html'>&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;"ปฏิรูปการเมือง" นี่คือ coded-word &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;(คำแฝงอำพราง) &lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;สำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำขวัญ "ปฏิรูปการเมือง" ที่ชูกันในปัจจุบัน แท้จริงเป็นเพียงคำแฝงอำพราง &lt;span style="color:#993300;"&gt;(coded-word)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความหมายที่แท้จริงของคำนี้ คือการพยายามเล่นงาน จำกัดอำนาจนักการเมืองเลือกตั้ง &lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับอำนาจที่แตะต้องไม่ได้&lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt; (unaccountable)&lt;/span&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(อำนาจที่แตะต้องไม่ได้นี้ มีอะไรบ้าง ดูข้างล่าง)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บรรดานักวิชาการ แอ๊คติวิสต์ เอ็นจีโอ ที่ใช้คำขวัญนี้แบบไม่คิด ที่ "พาซื่อ" หลงตามกระแสไป คิดว่าเป็นเรื่องเหมาะสมแล้วที่ "นักการเมืองเลือกตั้ง" จะถูกถือเป็น "ปัญหา-เป้าหมาย" ของ "การปฏิรูปการเมือง" ขอให้ดูที่ facts&lt;span style="color:#993300;"&gt; (ข้อเท็จจริง)&lt;/span&gt; เชิงประจักษ์ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ดังต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เกิดอะไรขึ้น กับ "นักการเมืองเลือกตั้ง" ที่นักโฆษณาชวนเชื่อเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" พยายาม หลอกว่า "มีอำนาจมากไป", มีความน่ากลัวระดับ "ระบอบ" &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ทักษิณ)&lt;/span&gt; ฯลฯ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- นายกฯนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง 2 คน ถูกโค่นไป คนหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากประชาชนทั่วประเทศในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ถูกโค่นด้วยกำลังอาวุธ อีกคน ด้วยข้ออ้างและ "บรรทัดฐาน" แบบชวนหัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- ผู้บริหารพรรคการเมืองดังกล่าวถูกแบนจากกิจกรรมการเมือง 5 ปี หลายคน ถูก "คดี" เล่นงานอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง ด้วยข้ออ้างว่า "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;- รัฐมนตรี 1 คนถูกบีบให้ออก ด้วยการตัดสินว่าทำสัญญาแบบ"ผิดรัฐธรรมนูญ" ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;(อันที่จริง ถ้าจะนับให้ครบจริงๆ ต้องรวมกรณีต่อไปนี้ด้วย ที่เกิดขึ้นกับอำนาจจากการเลือกตั้งด้วย เช่น : นายกฯที่เพิ่งชนะเลือกตั้งทั่วไป ถูกปฏิเสธ การเป็นนายกฯ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(5 เมษา 2548)&lt;/span&gt;, การเลือกตั้งทั่วไปถูกยกเลิก ด้วยเหตุผลว่า "ตั้งคูหาผิดทิศ" ฯลฯ)&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ffcc33;"&gt;ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะเดียวกัน เกิดอะไรขึ้น กับ อำนาจชนิดที่ "แตะต้องไม่ได้"&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขอให้ถามตัวเองว่า ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา อำนาจต่อไปนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;องคมนตรี - กองทัพ - ตุลาการ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ในลักษณะที่ไม่มีใครแตะต้องได้ใช่หรือไม่&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองเปรียบเทียบดู ระหว่าง อำนาจ 2 แบบนี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วดูสิ่งที่เป็น "วาทกรรม" ของบรรดา "ราษฎรอาวุโส", "นักวิชาการอาวุโส", และ ngo อีกจำนวนมาก เวลาพูดเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" มีการ "แตะ" ถึง "3 อำนาจ" นี้ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ)&lt;/span&gt; หรือ&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถามตัวเองว่า นี่คือ "ปฏิรูปการเมือง" หรืออะไร&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;?&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความจริงคือ ใครก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นปัญญาชน นักวิชาการ แอ๊กติวิสต์ "ภาคประชาชน" หากอ้างเรื่อง "ปฏิรูปการเมือง" แต่ปฏิเสธ ไม่ยอมพูดถึง ไม่ยอม "แตะต้อง" "3 อำนาจ" &lt;span style="color:#993300;"&gt;(องคมนตรี-กองทัพ-ตุลาการ)&lt;/span&gt; ที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในรอบ 3 ปีนี้ &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ในความเป็นจริง อำนาจของกลุ่มนี้ เพิ่มมากที่สุดในรอบ 15 ปี ถึง 30 ปี)&lt;/span&gt; ....&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;เขาเหล่านั้น&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ถ้าไม่ใช่เพราะ&lt;span style="color:#cc0000;"&gt; "พาซื่อ"&lt;/span&gt; อย่างหนัก&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#ff6600;"&gt;ก็กำลังร่วมสังฆกรรมในการโฆษณาชวนเชื่อหลอกคน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#cc0000;"&gt;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;ที่มา&lt;/span&gt; : &lt;a href="http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=11544"&gt;เวบบอร์ด "ฟ้าเดียวกัน" : "ปฏิรูปการเมือง" นี่คือ coded-word (คำแฝงอำพราง) สำหรับเล่นงานนักการเมืองเลือกตั้ง &lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-2699531419771080964?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/2699531419771080964/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=2699531419771080964&amp;isPopup=true' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2699531419771080964'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/2699531419771080964'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/03/blog-post_30.html' title='&quot;องคมนตรี - กองทัพ - ตุลาการ&quot; : นี่คือ &quot;อำนาจที่แตะต้องไม่ได้&quot; ที่ควรถูก &quot;ปฏิรูปการเมือง&quot; โดยแท้จริง'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-5803963888814352683</id><published>2009-03-28T19:39:00.000-07:00</published><updated>2009-03-30T21:53:51.863-07:00</updated><title type='text'>ราชวงศ์ควรเปลี่ยนกฎหมายที่ขยี้ประชาธิปไตยไทย : Right royal reasons to change the law that stifles Thai democracy</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:180%;color:#3333ff;"&gt;The&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;Sydney Morning Herald&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.smh.com.au/opinion/right-royal-reasons-to-change-the-law-that-stifles-thai-democracy-20090308-8scf.html?page=-1"&gt;Right royal reasons to change the law that stifles Thai democracy&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#000099;"&gt;by &lt;/span&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;Andrew Walker&lt;span style="color:#ff6600;"&gt; and&lt;/span&gt; Nicholas Farrelly&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;แปลและเรียบเรียง :&lt;/span&gt; &lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;chapter 11&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#ff0000;"&gt;ราชวงศ์ควรเปลี่ยนกฎหมายที่ขยี้ประชาธิปไตยไทย&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#3333ff;"&gt;ได้มีการเริ่มการรณรงค์ในระดับชาติ เรียกร้องให้มีการปฎิรูปกฎหมายหมิ่นฯ ที่ล้าหลังของประเทศไทย&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ภายใต้กฎหมายนี้ การถกเถียงและการวิจารณ์ราชวงศ์อย่างตรงไปตรงมา อาจทำให้ติดคุกได้ในระหว่าง ๓-๑๕ ปี ในจดหมายเปิดผนึกที่มีถึงนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา มีนักวิชาการและบุคคลผู้มีชื่อเสียงมากกว่า ๕๐ คน ร่วมกันให้เหตุผลแย้งว่าการตั้งข้อหาในคดีหมิ่นฯ เป็นการทำลายความเป็นประชาธิปไตย และเป็นอุปสรรคต่อการถกเถียงในหัวข้อสำคัญๆ ของอนาคตการเมืองไทย&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การร่วมลงลายชื่อในจดหมายดังกล่าว ซึ่งรวมไปถึงนักวิชาการของไทยที่เป็นที่นับถืออย่างสูงของโลก นักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนสากล และสมาคมนักวิชาการสากลระดับชั้นนำ ในจำนวนบุคคลที่มีชื่อเสียง บ๊อบ คาร์ อดีตผู้ว่าการรัฐนิวเซ้าเวลส์ของประเทศออสเตรเลีย ได้ร่วมลงชื่อเพิ่มขี้นเมื่อไม่นานมานี้&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;คนออสเตรเลียหลายๆคนอาจจะคิดว่า เรื่องคงหมดสิ้นไปแล้วหลังจากที่แฮรี นิโคไลเดส ได้รับพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์ไทย และกลับไปยังประเทศออสเตรเลียแล้ว นิโคไลเดส ซึ่งเป็นนักเขียนจากเมลเบริ์นเคยทำงานเป็นครูในประเทศไทย ถูกจำคุกไทยนานถึง ๖ เดือน โทษฐานได้เขียนนวนิยาย ๑ ย่อหน้า เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเจ้าฟ้าชาย&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;การได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่เราไม่ควรไขว้เขวกับพระเมตตาจากราชวงศ์ ที่แสดงให้เห็นต่อหน้าสาธารณะเช่นนี้&lt;/span&gt; กฎหมายยังคงอยู่ และเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้มีการบุกสำนักงานของเว็บไซต์การเมืองที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศ เนื่องจากเนื้อหาในเว็บไซต์ไม่เหมาะสมด้วยเรื่องของราชวงศ์ ผู้เรียกร้องทางการเมืองสองคนกำลังทรมานในคุก จากความเห็นที่ต่อต้านราชวงศ์ในการชุมนุมต่อหน้าสาธารณะเมื่อปีที่แล้ว นักวิชาการชื่อดังได้หนีไปอังกฤษหลังจากถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า ดูหมิ่นราชวงศ์จากบทความในหนังสือเกี่ยวกับสถานะของกษัตริย์กับการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ คนอื่นๆที่ได้ถูกจับเกี่ยวกับคดีหมิ่นฯ ได้แก่ นักข่าวบีบีซี นักศึกษาผู้ที่โพสต์บทความในเว็บไซต์ หนึ่งในปัญญาชนที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย และผู้ซึ่งไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงหนัง&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#3366ff;"&gt;กฎหมายหมิ่นฯ ถูกใช้ในการควบคุมไม่ให้มีการพูดถึงบทบาทของสถาบันกษัตริย์ ที่มีต่อการเมืองไทยที่วุ่นวาย ใครก็ตามสามารถกล่าวหาอย่างแทบจะไม่มีมูลความจริงต่อผู้ที่ไม่เห็นด้วยทางการเมืองกับตัวเอง เมื่อใดก็ตามที่คดีอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา จะไม่มีทางที่จะมีการสิ้นสุด คดีจะถูกพิจารณาอย่างเงียบๆ แทบจะไม่มีการรายงานคดีให้ประชาชนได้รับรู้ นี่คือปฎิบัติการทางกฎหมายในโลกมืดจากฝีมือการกดดันของรัฐ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;ยิ่งเรื่องการสื่บราชบัลลังค์ใกล้เข้ามาเท่าไร การถกเถียงอย่างเปิดเผยในเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกี่ยวกับราชวงศ์นั้น ก็ควรจะมีมากขี้น กษัตริย์ทรงพระชนมายุ ๘๑ พรรษาแล้ว และมีสุขภาพที่ไม่อำนวย กฎหมายหมิ่นฯห้ามไม่ให้มีการพูดถึงเรื่องขององค์รัชทายาท เจ้าฟ้าชายวชิราลงกรณ์ แต่ข่าวซุบซิบเกี่ยวกับเรื่องชีวิตส่วนตัวขององค์รัชทายาทก็ถือเป็นเรื่องปกติ มีข่าวลือต่างๆเกี่ยวกับคุณสมบัติของพระองค์ เกี่ยวกับการพัวพันทางด้านธุรกิจ เกี่ยวกับสุขภาพและความยุ่งเหยิงของชีวิตรักของพระองค์ เหล่านี้เป็นขุมทองสำหรับบรรณาธิการของหนังสือประเภทซุบซิบต่างๆ และสำหรับนักวิจารณ์ในการพูดถึงเรื่องของราชวงศ์ &lt;span style="color:#ff0000;"&gt;ฉะนั้นกฎหมายหมิ่นฯจึงเป็นเครื่องค้ำจุนต่อชื่อเสียงของราชวงศ์&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การรณรงค์ต่อต้านกฎหมายหมิ่นฯในระดับสากลเพื่อใช้กดดันรัฐบาลไทย และให้การสนับสนุนต่อคนในประเทศไทย ซึ่งค่อนข้างเสี่ยงชีวิตต่อการเสาะหาวิธีการถกเถียงอย่างเปิดเผยมากยิ่งขี้น เกี่ยวกับบทบาทของราชวงศ์ที่มีต่อชีวิตทางการเมืองของไทย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบรับต่อการเรียกร้อง และกล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะพิจารณาเรื่องนี้ภายในอาทิตย์นี้ ความหวังที่จะมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ดูเป็นเรื่องริบหรี่ คดีหมิ่นฯที่มีต่อนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม ซึ่งควรมีการพิจารณาเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้ถูกเลื่อนไปอีกหนึ่งเดือน อภิสิทธิ์เป็นผู้นำรัฐบาลที่มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ ฉะนั้นคงแทบไม่มีโอกาสที่จะเห็นการแก้ไขกฎหมายนี้ ให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว&lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้อาจสร้างความสนใจ และได้รับการสนับสนุนบ้างจากบุคคลที่ไม่คาดฝัน กษัตริย์ได้ทรงแสดงความไม่สบายพระทัยเกี่ยวกับคดีหมิ่นฯในหลายวาระ เมื่อเดือนที่แล้วที่ปรึกษาของกษัตริย์ท่านหนึ่ง ได้ระบุว่า กฎหมายดังกล่าวมีปัญหา ความหวั่นเกรงอย่างนี้อาจจะไม่ใช่เป็นการผลักดันให้เกิดเสรีภาพในการพูด เป็นเพียงแต่ว่าราชวังคงทราบว่าทุกๆคดีหมิ่นฯ โดยเฉพาะเมื่อมีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้สร้างความย่ำแย่ต่อภาพพจน์ของราชวงศ์ &lt;/p&gt;&lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;การปรับปรุงกฎหมายหมิ่นฯ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นเรื่องราวของความขัดแย้งทางการเมือง และเรื่องลึกลับของพระราชวังในกรุงเทพ แต่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนออสเตรเลียด้วย เป็นเรื่องสำคัญเพราะชาวออสเตรเลียได้ถูกจำคุกถึง ๖ เดือน จากข้อเขียนที่มีปัญหาเพียง ๑ ย่อหน้า ชาวออสเตรเลียคนอื่นๆอาจจะตกเป็นเหยื่อของกฎหมายนี้ก็ได้ แม้ความเห็นจะทำนอกประเทศไทย ที่สำคัญที่สุดคือ การปรับปรุงกฎหมายหมิ่นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเสรีภาพในการพูดเป็นเรื่องที่สำคัญ&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ประชาธิปไตยในประเทศไทยได้สะดุดลงตั้งแต่มีการทำรัฐประหารในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ รัฐบาลเข้ามามีอำนาจจากการหนุนหลังของพวกคลั่งเจ้าอย่างสุดโต่ง ที่ออกไปรณรงค์กลางถนนและทำการยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ และราชวงศ์ได้มีบทบาทต่อการเมืองที่วุ่นวายเมื่อไม่นานมานี้ เวลานี้ประเทศตกอยู่ในสภาวะที่ไม่แน่นอน เป็นปลายรัชกาลของกษัตริย์ที่ครองราชย์มายาวนานที่สุด คนไทยหลายๆคนต้องการให้มีการถกเถียง เกี่ยวกับการเมืองในอนาคตอย่างเสรีและตรงไปตรงมา&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#ff0000;"&gt;กฎหมายหมิ่นฯ ได้นำพาไปสู่แนวทางที่ตรงกันข้าม ได้นำพาย้อนกลับไปสู่ระบบเผด็จการ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt;(แอนดรูว์ วอคเกอร์ และ นิโคลัส ฟาร์เรลลี่ ทำงานที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย วิทยาลัยเอเซียและแปซิฟิก ภาควิชาความสัมพันธ์ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้)&lt;/span&gt; &lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;span style="color:#000099;"&gt;ที่มา :&lt;/span&gt; &lt;a href="http://liberalthai.wordpress.com/2009/03/10/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%a8%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2/"&gt;Liberal Thai : ราชวงศ์ควรเปลี่ยนกฎหมายที่ขยี้ประชาธิปไตยไทย &lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color:#cc0000;"&gt;หมายเหตุ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p&gt;การเน้นข้อความทำโดยความเห็นของผู้จัดเก็บบทความ&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/2345776445100401601-5803963888814352683?l=hello-siam.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://hello-siam.blogspot.com/feeds/5803963888814352683/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=2345776445100401601&amp;postID=5803963888814352683&amp;isPopup=true' title='3 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5803963888814352683'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/2345776445100401601/posts/default/5803963888814352683'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://hello-siam.blogspot.com/2009/03/right-royal-reasons-to-change-law-that.html' title='ราชวงศ์ควรเปลี่ยนกฎหมายที่ขยี้ประชาธิปไตยไทย : Right royal reasons to change the law that stifles Thai democracy'/><author><name>เจ้าน้อย ณ สยาม</name><uri>http://www.blogger.com/profile/09980496522016149674</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://4.bp.blogspot.com/_ZFHrDpTDlGk/SQvQhnTwRoI/AAAAAAAAAgQ/txht_BWQ6I8/S220/1125518292.jpg'/></author><thr:total>3</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-2345776445100401601.post-2495492056031053362</id><published>2009-03-27T20:28:00.000-07:00</published><updated>2009-03-27T21:40:03.259-07:00</updated><title type='text'>กบฏบวรเดช : การต่อสู้ของระบบประชาธิปไตย ยกที่ 1</title><content type='html'>&lt;span style="font-size:180%;color:#ff6600;"&gt;กบฏ&lt;/span&gt;บวรเดช เกิดขึ้นเมื่อ &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1"&gt;11 ตุลาคม&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2476"&gt;พ.ศ. 2476&lt;/a&gt; นับเป็น&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%8F"&gt;การกบฏ&lt;/a&gt;ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย หลัง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2475"&gt;การเปลี่ยนแปลงการปกครอง&lt;/a&gt;ในปี &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2475"&gt;พ.ศ. 2475&lt;/a&gt; สาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างระบอบเก่าและระบอบใหม่ จากข้อโต้แย้งในเรื่อง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%88&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;เค้าโครงเศรษฐกิจ&lt;/a&gt;ที่เสนอโดยนาย&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B5_%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C"&gt;ปรีดี พนมยงค์&lt;/a&gt; ที่ถูกกล่าวหาจากผู้เสียประโยชน์ว่าเป็น "&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C"&gt;คอมมูนิสต์&lt;/a&gt;" และชนวนสำคัญที่สุดคือข้อโต้แย้งในเรื่องพระเกียรติยศและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบใหม่ เป็นผลนำไปสู่การนำกำลังทหารก่อกบฏโดย&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A"&gt;พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช&lt;/a&gt; อันเป็นที่มาของชื่อ "กบฏบวรเดช" โดยในที่สุดฝ่ายรัฐบาลสามารถปราบปรามคณะกบฏลงได้ ส่วนพระองค์เจ้าบวรเดชหัวหน้าคณะกบฏและพระชายาได้หนีไปยัง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%B2"&gt;ประเทศกัมพูชา&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อนุสาวรีย์บริเวณ&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88"&gt;หลักสี่&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%99"&gt;บางเขน&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%9E%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3"&gt;กรุงเทพมหานคร&lt;/a&gt; ที่เรียกกันว่า "อนุสาวรีย์หลักสี่" นั้น ชื่อจริงคือ "อนุสาวรีย์ปราบกบฎ" หรือ "อนุสาวรีย์พิทักษ์ธรรมนูญ" ซึ่งรัฐบาลในสมัยนั้น ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;สาเหตุ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กบฏบวรเดชเกิดขึ้นในวันที่ &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1"&gt;11 ตุลาคม&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2476"&gt;พ.ศ. 2476&lt;/a&gt; นำโดย&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%98%E0%B8%AD_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A"&gt;พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช&lt;/a&gt; อดีตเสนาบดี&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A1"&gt;กระทรวงกลาโหม&lt;/a&gt; เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารนำกำลังทหารจากหัวเมือง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%99"&gt;ภาคอีสาน&lt;/a&gt;ล้มล้างการปกครองของรัฐบาล เนื่องจากไม่พอใจที่นาย&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%96%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C_%E0%B8%A4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;ถวัลย์ ฤทธิเดช&lt;/a&gt; ได้ฟ้องร้องพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว &lt;span style="color:#993300;"&gt;(รัชกาลที่ 7)&lt;/span&gt; เนื่องจากกรณีที่ที่พระองค์มีพระบรมราชวินิจฉัยคัดค้านแผนพัฒนาเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ปรีดี พนมยงค์)&lt;/span&gt; ที่เรียกกันว่า "สมุดปกเหลือง" โดยออกเป็นสมุดปกขาว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจของนายปรีดีนี้มีเสนอแนวทางการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก อาทิ เรื่องการถือครองและการเช่าที่ดิน การจัดรัฐสวัสดิการ การแทรกแซงเศรษฐกิจโดยรัฐบาลด้วยวิธีการต่าง ๆ ด้วยหวังเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวไร่ชาวนาได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามหลายแนวคิดที่คล้ายกับการปกครองในระบบสังคมนิยมอาจมีผลกระทบต่อพื้นฐานโครงสร้างทางการเมืองและเศรษฐกิจ รวมถึงงบประมาณรายจ่ายของประเทศ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิจารณ์ข้อเสนอของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมอย่างจริงจัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ขณะที่ฝ่ายคณะราษฎรเองก็แตกแยกทางความคิด กระทั่งนำไปสู่การเปิดอภิปรายวิจารณ์ในรัฐสภา ในที่สุดฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยต่อแนวทางดังกล่าวจึงเสนอให้ยกเลิกข้อเสนอนั้น เป็นเหตุให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้องถุกกดดันให้ไปอยู่ที่&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%AA"&gt;ประเทศฝรั่งเศส&lt;/a&gt;ชั่วคราว ซึ่งทำให้&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3"&gt;คณะราษฎร&lt;/a&gt;หลายท่านไม่พอใจพระเจ้าอยู่หัวและ&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B2"&gt;พระยามโนปกรณ์นิติธาดา&lt;/a&gt; โดยเฉพาะฝ่ายทหาร และนำไปสู่การก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%96%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99_%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2476"&gt;รัฐประหาร 20 มิถุนายน พ.ศ. 2476&lt;/a&gt; หลังจากการรัฐประหาร&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%AB%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B2"&gt;พระยาพหลพลพยุหเสนา&lt;/a&gt;ผู้นำคณะรัฐประหารได้เป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีการล้างมลทินให้หลวงประดิษฐมนูธรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความวุ่นวายทางการเมืองทั้งหลายมีส่วนทำให้พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช บรรดานายพล และ นายทหารอื่นๆ ที่โดนปลดหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 ไม่พอใจรัฐบาลเป็นอันมาก จึงเริ่มก่อกบฏขึ้น โดยนำทหารโคราช&lt;span style="color:#993300;"&gt; (กองพันทหารราบที่ 15, กองพันทหารราบที่ 16, กองพันทหารม้าที่ 4, กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 3 และ กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 4)&lt;/span&gt; ทหารเพชรบุรี&lt;span style="color:#993300;"&gt; (กองพันทหารราบที่ 14),&lt;/span&gt; ทหารอุดร &lt;span style="color:#993300;"&gt;(กองพันทหารราบที่ 18)&lt;/span&gt; เข้ารบ โดยหวังให้ทหารกรุงเทพที่สนิทกับพันเอกพระยาศรีสิทธิ์สงครามไม่ร่วมมือกับฝ่ายรัฐบาล&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ทหารกรุงเทพหันไปร่วมมือกับรัฐบาลเนื่องจากฝ่ายทหารโคราชยืนยันเอาพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดชเป็นหัวหน้า ซึ่งผิดเงื่อนไขที่ทหารกรุงเทพต้องการ เนื่องจากทหารกรุงเทพนับถือพันเอก พระยาศรีสิทธิ์สงครามมากกว่า พลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของทางฝ่ายกบฏบวรเดชเห็นว่า แท้ที่จริงแล้ว&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A1"&gt;การเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475&lt;/a&gt; นั้นเป็นเพียงแค่การ&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3"&gt;รัฐประหาร&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(coup d'etat)&lt;/span&gt; เท่านั้น มิใช่การ&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4"&gt;ปฏิวัติ&lt;/a&gt;&lt;span style="color:#993300;"&gt; (revolution)&lt;/span&gt; เพราะหลังจากนั้นแล้ว อำนาจที่ถูกผ่องถ่ายมาจากพระมหากษัตริย์ก็ตกอยู่ในมือของคนแค่ไม่กี่คน อีกทั้ง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81_6_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3"&gt;หลัก 6 ประการ&lt;/a&gt;ที่ได้สัญญาว่าจะปฏิบัติ ในวันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ก็มิได้มีการกระทำจริง เหตุการณ์ทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่มิอาจยอมรับได้ จึงต้องดำเนินการดังกล่าว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#cc0000;"&gt;การต่อสู้และการปราบปราม&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การยิงกันครั้งแรกเริ่มที่ &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD._%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87"&gt;อ. ปากช่อง&lt;/a&gt; เมื่อวันที่ &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/11_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1"&gt;11 ตุลาคม&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2476"&gt;พ.ศ. 2476&lt;/a&gt; แล้วมีการจับคนของรัฐบาลเป็นเชลยที่โคราช คณะผู้ก่อการได้ยกกองกำลังเข้ามาทาง&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"&gt;ดอนเมือง&lt;/a&gt;และยึดพื้นที่เอาไว้ โดยเรียกชื่อคณะตัวเองว่า คณะกู้บ้านเมือง และเรียกแผนการปฏิวัติครั้งนี้ โดยใช้กองกำลังทหารจากหัวเมืองต่าง ๆ เข้าล้อมเมืองหลวงว่า แผนล้อมกวาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คณะรัฐบาลแต่งตั้ง พันโท&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1"&gt;หลวงพิบูลสงคราม&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(จอมพล ป. พิบูลสงคราม - ยศขณะนั้น)&lt;/span&gt; เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม พร้อมรถปตอ. รุ่น 76 และรถถัง รุ่น 76 บรรทุกรถไฟยกออกไปปราบปรามได้สำเร็จ แต่ต้องเสียพันโท&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1&amp;amp;action=edit&amp;amp;redlink=1"&gt;หลวงอำนวยสงคราม&lt;/a&gt; &lt;span style="color:#993300;"&gt;(ถม เกษะโกมล) &lt;/span&gt;ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่ 8 เพื่อนของหลวงพิบูลสงครามเพราะถูกยิงเข้ามาในรถจักรดีเซลไฟฟ้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฝ่ายรัฐบาลได้ส่งพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ เป็นตัวแทนฝ่ายรัฐบาลมาเจรจาให้ฝ่ายกบฏเลิกราไปเสีย และจะขอพระราชทานอภัยโทษให้ แต่ทางฝ่ายกบฏได้จับตัวพันตรีหลวงเสรีเริงฤทธิ์ไว้เป็นตัวประกัน พร้อมกับยืนเงื่อนไข 6 ข้อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลา 12.00 น. ฝ่ายกบฏได้ส่ง พันเอกพระยาเวหาสยานศิลปสิทธิ์ พันโทพระยาเทเวศวร อำนวยฤทธิ์ และเรือเอกเสนาะ รักธรรม เป็นคนกลางถือหนังสือของพระองค์เจ้าบวรเดชมาเจรจากับรัฐบาล โดยยืนเงื่อนไขทั้งหมด 6 ข้อ คือ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;1.&lt;/span&gt; ต้องจัดการในทุกทางที่จะอำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปาวสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;2.&lt;/span&gt; ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ การตั้งและถอดถอนคณะรัฐบาลต้องเป็นไปตามเสียงของหมู่มาก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;3.&lt;/span&gt; ข้าราชการซึ่งอยู่ในตำแหน่งประจำการทั้งหลายและพลเรือนต้องอยู่นอกการเมือง ตำแหน่งฝ่ายทหารตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือลงไปต้องไม่มีหน้าที่ทางการเมือง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;4.&lt;/span&gt; การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งราชการ จักต้องถือคุณวุฒิและความสามารถเป็นหลัก ไม่ถือเอาความเกี่ยวข้องในทางการเมืองเป็นความชอบหรือเป็นข้อรังเกียจในการบรรจุเลื่อนตำแหน่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;5.&lt;/span&gt; การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ต้องถวายให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือกจริง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:130%;color:#3333ff;"&gt;6.&lt;/span&gt; การปกครองกองทัพบกจักต้องให้มีหน่วยผสมตามหลักยุทธวิธี เฉลี่ยอาวุธสำคัญแยกกันไปประจำตามท้องถิ่น มิให้รวมกำลังไว้เฉพาะแห่งใดแห่งหนึ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สุดท้ายได้ขอประกาศนิรโทษกรรมแก่คณะตนเอง ซึ่งคำขอทั้งหมดนี้ ทางฝ่ายรัฐบาลยืนกรานไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กันของทั้งสองฝ่าย โดยคณะปฏิวัติจึงเคลื่อนกำลังเข้าสู่พระนครทันที โดยยึดพื้นที่เรื่อยมาจากดอนเมืองถึงบางเขน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีการวิเคราะห์กันว่า แท้ที่จริงแล้วแผนล้อมกวางนี้ เป็นเพียงแผนขู่ไม่ใช่แผนรบจริง ดั่งบันทึกของ&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A5_%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%99"&gt;หม่อมราชวงศ์นิมิตรมงคล นวรัตน&lt;/a&gt; หนึ่งในคณะกบฏที่ได้บันทึกเรื่องราวตอนนี้ไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตนเอง ซึ่งได้ตีพิมพ์ออกมาในปี &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2482"&gt;พ.ศ. 2482&lt;/a&gt; ว่าแท้ที่จริงแล้วแผนการจะเริ่มขึ้นในวันที่ &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/10_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1"&gt;10 ตุลาคม&lt;/a&gt; &lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E.%E0%B8%A8._2476"&gt;พ.ศ. 2476&lt;/a&gt; โดยจะลงมืออย่างรวดเร็ว แต่เมื่อปฏิบัติจริงกลับถูกเลื่อนออกไปหนึ่งวัน จึงเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้มีเวลาตั้งตัวได้ติดและโต้กลับอย่างรวดเร็ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดยทางฝ่ายรัฐบาลได้ตั้งกองอำนวยการปราบกบฏขึ้นที่&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8B%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD"&gt;สถานีรถไฟบางซื่อ&lt;/a&gt;ข้างโรงงาน&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"&gt;ปูนซีเมนต์ไทย&lt;/a&gt;ในปัจจุบัน โดยกำลังทหารปืนใหญ่จาก&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C"&gt;นครสวรรค์&lt;/a&gt; ซึ่งขณะยกกำลังมาเพื่อสมทบกับกำลังฝ่ายปฏิวัตินั้น ได้ถูกกองกำลังฝ่ายรัฐบาลที่สถานีโคกกระเทียมตีสกัดไว้จนถอยร่นกระจายกลับคืนไป ส่วนพระยาเสนาสงคราม แม่กองได้พยายามหนีเล็ดลอดลอบมาสมทบได้ในภายหลัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กองทหาร&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5"&gt;เพชรบุรี&lt;/a&gt; ก็ถูกทหารฝ่ายรัฐบาลที่&lt;a target="_blank" href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5"&gt;ราชบุรี&lt;/a&gt;ตีสกัดกั้นไว้ที
